เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 หวังเหว่ยเย่

บทที่ 30 หวังเหว่ยเย่

บทที่ 30 หวังเหว่ยเย่


ชายผมทองเหลือบตาไปด้านหลังเป็นสัญญาณ พรรคพวกที่เหลือก็ผลักหวังเหว่ยเย่จนกระเด็น แล้วกรูกันเข้าไปในประตูรั้ว

คนพวกนี้ดูเหมือนจะให้ความเคารพ แต่ความจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้เห็นชายชราที่เกษียณแล้วอย่างเขาอยู่ในสายตาเลย

เฉินอิงเห็นว่าเสบียงของครอบครัวกำลังจะถูกค้นเจอ เธอจึงรีบมายืนขวางหน้าคนเหล่านั้นไว้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว

“ฉันไม่ยอมให้พวกแกมาขนเสบียงของครอบครัวฉันไป! หวังเหว่ยเย่ไปตกลงอะไรไว้ก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับฉัน! เสบียงทั้งหมดในบ้านนี้เป็นของฉัน พวกแกออกไปให้หมด! ไม่อย่างนั้นฉันจะตะโกนเรียกคนทั้งหมู่บ้านมาดู ว่าพวกแกมันก็แค่โจรปล้นสดมภ์!”

เด็กทั้งสามคนที่อยู่ในบ้านเห็นแม่ถูกกลุ่มผู้ชายล้อมไว้ ก็รีบวิ่งกรูออกมาจากบ้าน มายืนขวางอยู่ระหว่างเฉินอิงกับคนพวกนั้น

“ออกไปนะ! ออกไปจากบ้านฉัน!”

แววตาของชายผมทองฉายแววรำคาญ เขาหันไปมองหวังเหว่ยเย่

“หวังเหว่ยเย่ ทำไมไม่ไปลากเมียแกหลบไป? ไม่งั้นเดี๋ยวพอน้องๆ ฉันเริ่มทำงาน แล้วลูกเมียแกเกิดเป็นรอยขีดข่วนหรือโดนกระแทกขึ้นมา ก็อย่ามาโทษกันนะ”

หวังเหว่ยเย่รู้สึกอับอายขายหน้ากับการกระทำของลูกเมีย เขาตะคอกใส่เฉินอิง

“ทำไมยังไม่หลีกทางอีก! แกเป็นผู้หญิงจะไปรู้อะไร?!”

เฉินอิงมองชายที่กำลังโกรธจนหน้าแดงก่ำอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“หวังเหว่ยเย่! นี่มันเสบียงที่ฉันลำบากลำบนหามานะ! คุณจะยกให้พวกมันไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ? คุณคิดบ้างไหมว่าต่อไปเราจะอยูยังไง? คุณมันโง่รึเปล่า!”

เด็กทั้งสามคนก็ยังยืนหยัดอยู่ข้างกายเฉินอิงอย่างมั่นคง จ้องเขม็งไปที่หวังเหว่ยเย่

หวังจื้อห่าว มองภาพลูกชายกับลูกสะใภ้เผชิญหน้ากัน เขาก็รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจอย่างบอกไม่ถูก

สมัยเขายังหนุ่ม ด้วยลักษณะงาน ทำให้เขาต้องฝากหวังเหว่ยเย่ให้คนอื่นเลี้ยงตลอด ลูกชายคนนี้เลยโตมาโดยไม่มีแม่แท้ๆ คอยอบรมสั่งสอน พอมารู้ตัวอีกที หวังเหว่ยเย่ก็ติดนิสัยเสียมาสารพัด

เขาเป็นคนไม่มั่นคงในตัวเอง อ่อนไหว คิดเล็กคิดน้อย แต่ก็วู่วามมาก เรียนจบแค่มัธยมต้นก็เอาแต่โดดเรียน พอโตขึ้นก็ไม่เคยทำงานอะไรเป็นหลักแหล่ง

โชคดีที่ได้ลูกสะใภ้เก่งกาจอย่างเฉินอิงมาช่วยคอยคุมหวังเหว่ยเย่ไว้ ภาระของหวังจื้อห่าวจึงเบาลงไปมาก เขารู้สึกมาตลอดว่าครอบครัวของเขาติดหนี้บุญคุณเฉินอิง ดังนั้นเวลาทั้งคู่ทะเลาะกัน เขาจึงเข้าข้างเฉินอิงเสมอ

แต่ตอนนี้เขาแก่แล้ว คุมหวังเหว่ยเย่ไม่อยู่ ได้แต่มองลูกชายกระโจนเข้ากองไฟ แถมยังลากทั้งครอบครัวลงเหวไปด้วยกัน

หวังจื้อห่าวหลับตาลงแล้วหันไปมองเฉินอิง

“อาอิง พาเด็กๆ มาทางนี้ แล้วดูแลตัวเองให้ดี”

เฉินอิงเห็นความเหนื่อยล้าในแววตาของหวังจื้อห่าว เธอก็รู้ว่าวันนี้คงไม่มีทางรอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ แค่เธอผู้หญิงตัวคนเดียวกับเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเต็มที่อีกสามคน จะไปสู้โจรกลุ่มนี้ได้ยังไง?

เธอเข้าใจความหมายของพ่อสามี แต่ถ้าไม่มีเสบียง พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับนอนรอความตาย? เธอยอมไม่ได้

เฉินอิงมองลูกทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้า คนโตเพิ่งอายุสิบห้า ส่วนคนเล็กเพิ่งจะสิบขวบปีนี้ ต่อให้หวังเหว่ยเย่จะเลวร้ายแค่ไหน แต่ลูกทั้งสามคือชีวิตทั้งชีวิตของเธอ เธอจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นไม่ได้

“เฉินเอ๋อ หมิงเอ๋อ หยวนเอ๋อ มานี่ลูก มาอยู่ข้างหลังแม่”

หวังเหว่ยเย่ ซึ่งกำลังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวจากสายตาของฝูงชน พอเห็นเฉินอิงยอมหลีกทางให้ ก็อดรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาไม่ได้

เขารู้อยู่แล้วว่าหวังจื้อห่าวต้องเข้าใจเขาแน่ มีแต่เฉินอิงนั่นแหละที่มองสถานการณ์ไม่ออก

แต่ที่เขาทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อครอบครัวไม่ใช่หรือ? ถ้าพวกเขาไม่ยอมอ่อนข้อ พี่ไห่ต้องเชือดไก่ให้ลิงดูแน่ ถึงตอนนั้นจะอ้อนวอนยังไงก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสดีๆ อยู่ตรงหน้า เขาก็ต้องคว้าไว้สิ!

เดี๋ยวเขาจะหาเสบียงกลับมาให้ได้มากกว่าเดิม ถึงตอนนั้น เฉินอิงก็จะเข้าใจเองว่าใครคือคนที่เก่งกาจที่สุดในบ้านนี้!

ชายผมทองเหลือบมองหวังเหว่ยเย่ แววตาฉายประกายเย้ยหยัน... ช่างโง่เง่าสิ้นดี

ดีจริงๆ ที่พี่ไห่กำชับมาเป็นพิเศษให้จับตาดูครอบครัวนี้ไว้ให้ดี เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเป็นแกนนำในการก่อกบฏ

หวังจื้อห่าวกับผู้หญิงคนนั้นรับมือยากจริง แต่ก็นั่นแหละ... มันยังมี 'ช่องโหว่' ตัวเป้งๆ อยู่ตรงนี้ไม่ใช่รึไง?

แค่เป่าหูไม่กี่คำ ก็ฝันกลางวันไปไกลแล้ว หวังจื้อห่าวเป็นวีรบุรุษมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายกลับต้องมาตายน้ำตื้นเพราะลูกชายตัวเอง ช่างน่าสมเพชจริงๆ

กลุ่มคนเหล่านั้นเดินเข้าไปในบ้านถ้ำที่ครอบครัวของพวกเขาอุตส่าห์ซ่อมแซมอย่างยากลำบาก และขนย้ายเสบียงทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมา

เมื่อข้าวสารและแป้งสาลีถูกขนออกมาทีละกระสอบ สองกระสอบ พร้อมกับโอ่งน้ำขนาดใหญ่ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยกเว้นครอบครัวหวัง ต่างก็พากันตื่นเต้นดีใจ

มีคนหนึ่งถึงกับชกไหล่หวังเหว่ยเย่เบาๆ อย่างล้อเลียน ราวกับกำลังดูเรื่องสนุก

“ไอ้น้อง แกนี่มันแน่จริงๆ! ซ่อนของกินไว้ที่บ้านเยอะขนาดนี้ แอบกักตุนของดีไว้คนเดียวนี่เอง! ฮ่าๆๆๆ”

ที่จริงแล้ว เขาอยากจะพูดว่า ‘ไอ้นี่มันโง่บัดซบหรือเปล่าวะ? มีอาหารเยอะขนาดนี้ จะไปสอพลอพี่ไห่ทำไม? มันเชื่อจริงๆ เหรอว่าพี่ไห่จะแบ่งเสบียงให้?’

หวังเหว่ยเย่ไม่เข้าใจความนัยที่แฝงมา แต่เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

ชายผมทองไม่ใช่คนแรกที่มาบ้านเขา บ้านอื่นๆ อีกสองสามหลังที่พวกเขาไปเยือนมาก่อนหน้านี้ ไม่มีใครมีเสบียงเยอะเท่าบ้านเขา การต้องยอมสละเสบียงมากมายขนาดนี้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอยู่เหมือนกัน

แต่เมื่อมีคนจ้องมองอยู่มากมาย เขาก็ไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมา ได้แต่กัดฟันฝืนทนไว้

ชายผมทองมองกองเสบียงบนพื้นแล้วอดหัวเราะไม่ได้ เขาไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเป้าหมายที่คิดว่าแข็งที่สุด จะกลายเป็นลูกแกะอ้วนพีที่สุด เขาหันไปมองเจ้าคนโง่นั่น

“คุณงามความดีที่เหว่ยเย่ทำเพื่อทุกคนในวันนี้ พี่น้องทุกคนเห็นกันหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง ฉันจะรายงานพี่ไห่ตามความจริงอย่างแน่นอน”

หวังเหว่ยเย่ฝืนยิ้มจนหน้าตึง

“พี่หลี่ครับ ดูสิครับ บ้านผมคนเยอะขนาดนี้ พี่พอจะเหลือเสบียงไว้ให้พวกเราอีกสักหน่อยได้ไหมครับ?”

พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของชายผมทองก็เปลี่ยนไปทันที

“หวังเหว่ยเย่ พี่น้องตั้งหลายคนมองอยู่ แกกำลังจะทำให้ฉันลำบากใจเหรอ?”

“ไม่ๆๆ ครับพี่หลี่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ในเมื่อบ้านผมสละเสบียงให้มากขนาดนี้ จะให้เราได้รับส่วนแบ่งเท่ากับคนอื่น มันก็คงจะไม่ถูกใช่ไหมครับ?”

พอพูดจบปุ๊บ บรรดาคนที่มุงดูก็พากันแสดงความไม่พอใจ

“หวังเหว่ยเย่ แกหมายความว่าไงวะ? ดูถูกพวกฉันเหรอ?”

“ใช่เลย! อะไรคือ ‘เท่ากับคนอื่น’? ก็แค่มีเสบียงเยอะกว่าหน่อย คิดจะถีบหัวส่งพวกเราเลยรึไง?”

หวังเหว่ยเย่ไม่คาดคิดว่าแค่การพยายามจะเรียกร้องเสบียงให้ครอบครัวเพิ่ม จะกลายเป็นการปลุกระดมความโกรธของคนหมู่มาก เขาเริ่มตื่นตระหนก พูดอะไรไม่ถูก

ชายผมทองเห็นว่าได้ที่แล้ว จึงค่อยๆ พูดขึ้น

“เอาล่ะๆ ต่อไปนี้ทุกคนก็จะเป็นลูกน้องของพี่ไห่เหมือนกัน ไม่มีใครสูงส่งกว่าใครทั้งนั้น ใจเย็นๆ กันก่อน... หวังเหว่ยเย่ บ้านแกสละเสบียงให้เยอะก็จริง แต่ฉันจะให้สิทธิพิเศษกับแกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันอาจจะทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ ท้ายที่สุด อนาคตเราก็จะแบ่งเสบียงกันอย่างเท่าเทียม การที่แกทำแบบนี้ มันคือการทำลายความสมดุล เข้าใจไหม?”

หวังเหว่ยเย่ยิ้มไม่ออกอีกต่อไป สุดท้ายชายผมทองก็เหลือข้าวสารไว้ให้เขาเพียงถุงเล็กๆ กับน้ำอีกแค่หนึ่งอ่างเล็กๆ เท่านั้น

แม้กระทั่งโอ่งน้ำใบใหญ่ของพวกเขาก็ยังถูกยกไปด้วย

หวังเหว่ยเย่มองครอบครัวที่กำลังจ้องเขม็งมาที่ตัวเอง เขารู้สึกผิดขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็ยังตะโกนกลบเกลื่อน

“มองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง? ไม่ต้องห่วงน่า! ต่อไปฉันจะหาเสบียงกลับมาให้ได้มากกว่าเดิม! ฉันไม่ปล่อยให้พวกเธออดตายหรอก!”

หวังจื้อห่าว ซึ่งปกติมักจะดุด่าเขายืดยาว แต่วันนี้กลับเป็นคนแรกที่หันหลังเดินหนีไป ไม่สนใจเขาอีก

เฉินอิงก็ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกต่อไป ในแววตาของเธอมีเพียงความผิดหวังและความเฉยเมยที่ไม่คิดจะปิดบัง

แม้แต่ลูกชายทั้งสามคนของเขาก็ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาอีก

หวังเหว่ยเย่กำหมัดแน่น เขาเดินตามหลังชายผมทองและพรรคพวกไป... เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้!

จบบทที่ บทที่ 30 หวังเหว่ยเย่

คัดลอกลิงก์แล้ว