- หน้าแรก
- ให้คุณถ่ายแค่หนังประชาสัมพันธ์ ทำไมกลายเป็นหนังทำเงินซะล่ะ
- บทที่ 25: นักแสดงหลักรวมครบทีม เจอนักข่าวล้อมกลางสนามบิน!
บทที่ 25: นักแสดงหลักรวมครบทีม เจอนักข่าวล้อมกลางสนามบิน!
บทที่ 25: นักแสดงหลักรวมครบทีม เจอนักข่าวล้อมกลางสนามบิน!
เสิ่นหลินลุกขึ้น สีหน้ายังมีความมึนงงอยู่บ้าง
“นี่มัน... ขอบคุณท่านผู้กำกับเย่ ผม... เอ่อ... ผมเลี้ยงข้าวคุณดีไหม หรือว่า...” เสิ่นหลินพูดติดๆ ขัดๆ ราวกับลิ้นพันกัน
เย่เฉินยิ้มก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆ
คนแบบนี้แหละ ที่จริงใจสุดๆ ใช่ไหมล่ะ?
ก่อนหน้านี้ เย่เฉินก็ยังแอบสงสัยคำพูดของเสิ่นหลินอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกแล้ว เย่เฉินมองเห็นใจที่บริสุทธิ์ของเขาชัดเจน
ตั้งแต่ตอนที่เข้าห้องมาจนถึงตอนนี้ ท่าทีทุกอย่างของเสิ่นหลินไม่มีวี่แววของความไร้มารยาทเลยแม้แต่น้อย
ถ้าเทียบกับสือเทา เสิ่นหลินดูจะมีสัมมาคารวะมากกว่าเป็นสิบเท่า
ถ้ามีใครออกมาแฉว่าสือเทา หยิ่งทำตัวเป็นดาราใหญ่ เย่เฉินคงไม่แปลกใจเลยสักนิด
แต่ถ้าเป็นเสิ่นหลิน เขาทำได้แค่หัวเราะ ‘หึหึหึ’ แล้วพูดว่า “หูฝาดไปหรือเปล่า?” เท่านั้นแหละ
“ไม่ต้องกินข้าวหรอก นายเตรียมตัวให้ดีเถอะ พอเซ็นสัญญาเสร็จ ฉันจะส่งบทให้ นายรับบทเฉิงหย่งให้ดี นั่นแหละสิ่งที่ฉันอยากเห็นที่สุด”
“ค่าตัวของนายอาจจะไม่ได้เยอะนะ แค่หนึ่งล้าน นายโอเคไหม?”
“แน่นอน!” เสิ่นหลินพยักหน้าแรง “อย่าว่าแต่ล้านเดียวเลย ต่อให้ไม่ให้ค่าตัว ผมก็ยินดีแสดง!”
คำพูดจากใจแบบนี้... เย่เฉินไม่ต้องคิดให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
เขารู้ทันทีว่า เขามองคนไม่ผิด
เขารู้ดี... เสิ่นหลินไม่ใช่คนที่ขาดเงิน แต่เขาขาด “โอกาส”
โอกาสที่จะได้กลับไปยืนต่อหน้ากล้อง ได้แสดงฝีมือบนจอเงิน ได้ฟื้นคืนชื่อเสียงที่เคยหายไปในหมอกควันข่าวฉาว
แน่นอน เย่เฉินไม่ใช่ผู้กำกับขี้งก
เขาตรวจสอบมาแล้วว่าค่าตัวหนึ่งล้านสำหรับเสิ่นหลินตอนนี้ ถือว่าสมเหตุสมผล
และถ้าหนังออกมาดี รายได้งอกงาม เขาก็พร้อมจะจ่ายเพิ่มให้อีกทีหลัง
“พอเซ็นสัญญาเสร็จ ฉันจะส่งบทให้ นายก็ไปศึกษาคาแรกเตอร์เฉิงหย่งให้ดี ๆ ซึมซับเข้าไปให้ถึงกระดูก”
เย่เฉินพูดไป พลางหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาเขียนลิสต์นักแสดงประกอบ
“สองสามวันนี้ ฉันต้องไปหานักแสดงเพิ่ม พอครบทีมเมื่อไหร่ ฉันจะยกกองมาหานายเองถึงที่ นายไม่ต้องลำบากบินไปเซี่ยงไฮ้แล้ว เข้าใจนะ?”
“รับทราบ!”
สถานที่ถ่ายทำของโปรเจกต์นี้ กำหนดไว้คร่าวๆ แล้วว่าจะถ่ายกันที่เมือง “เยี่ยนจิง”
เมืองหลวงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และความเร่งรีบแบบเมืองหลวงสมัยใหม่ ทั้งบรรยากาศ ทั้งผู้คน ล้วนเป็นฉากที่สมบูรณ์แบบสำหรับเรื่องนี้
ทางสมาคมการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนก็เพิ่งโทรมายืนยันเรื่องสถานที่ถ่ายทำอย่างเป็นทางการ เหลือเพียงขั้นตอนทางเอกสารเล็กน้อยที่ต้องสะสางอีกนิดหน่อย ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปอย่างราบรื่น
เย่เฉินเองก็กำลังตามหานักแสดงประกอบอยู่ คาดว่ากว่าจะหาครบ ก็น่าจะจัดการเรื่องอื่นๆ เสร็จทันกันพอดี
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เย่เฉินก็หยิบสัญญาที่เตรียมเอาไว้มานานออกมา ทั้งเขาและเสิ่นหลินต่างอ่านทบทวนอย่างละเอียด
หลังจากยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้อง ไม่มีปัญหาอะไร สองฝ่ายก็ลงลายเซ็นในเอกสารพร้อมกันอย่างราบรื่น
"นี่คือบทของนาย!" เย่เฉินยื่นแฟ้มบทสีครีมให้เสิ่นหลินด้วยรอยยิ้ม “ลองอ่านดูให้ละเอียด เชื่อเถอะ นายจะต้องชอบมันแน่ แล้วเจอกันวันเปิดกล้อง!”
น้ำเสียงของเย่เฉินเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เหมือนกับเขาได้เจอนักแสดงที่รอคอยมานาน
เสิ่นหลินรับบทไว้ในมือ สีหน้าเก้อๆ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ “ท่านผู้กำกับเย่ ให้ผมไปส่งนะครับ!”
เขารีบเดินไปเปิดประตูให้ เย่เฉินยิ้มรับ ก่อนจะก้าวขึ้นรถแท็กซี่แล้วจากไป
ทันทีที่รถเคลื่อนตัวออก เสิ่นหลินก็ไม่รอช้า รีบเปิดบทอ่านด้วยความระมัดระวัง
เขาตั้งใจอ่านราวกับกำลังเปิดคัมภีร์ลับจากวัดเส้าหลิน เพราะอยากรู้เหลือเกิน ว่าตัวละครที่เย่เฉินพูดถึงนั้น เป็นคนแบบไหนกันแน่
คนที่พูดประโยคสิ้นหวังได้ถึงเพียงนั้น ต้องมีเรื่องราวในใจมากแค่ไหน?
บทเฉิงหย่ง... ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนบางอย่างจู่โจมหัวใจเข้าอย่างจัง
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง...
เสิ่นหลินนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพรมในห้อง ใบหน้าแดงจัดจนเห็นได้ชัด ตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ มือที่ถือบทแน่นขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
เขาเงยหน้าขึ้น มองบทในมือแล้วพูดด้วยเสียงหนักแน่น “ท่านผู้กำกับเย่... โปรดวางใจเถอะครับ! ถ้าท่านเชื่อใจผม ผมก็จะทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อบทนี้!”
นี่คือครั้งแรกที่เขาอ่านบทของ “เฉิงหย่ง” จนจบ และผลลัพธ์คือ ความรู้สึก ‘ช็อกจนพูดไม่ออก’
เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลย ว่านี่จะเป็นเรื่องราวของผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ทุกบรรทัด ทุกบทสนทนา ช่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง เสิ่นหลินแทบจะเห็นภาพคนไข้จริงๆ ยืนร้องไห้อยู่ต่อหน้า
ประโยคหนึ่งที่แทงลึกเข้าไปในใจเขาคือ
“เขาเพิ่งอายุแค่ 20... เขาแค่อยากมีชีวิตอยู่ มันผิดนักหรือ?!”
ความสิ้นหวังแบบนั้น ความอัดอั้น ความคับแค้นใจ เสิ่นหลินสัมผัสมันได้ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
นี่แหละ บทที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้คนทั้งประเทศต้องพูดถึง!
และเขา... จะเป็นคนถ่ายทอดมันออกมาเอง!
……
หลังจากจัดการเรื่องบทภาพยนตร์และนักแสดงนำเรียบร้อย เย่เฉินก็นั่งเครื่องบินมุ่งหน้ากลับเซี่ยงไฮ้โดยไม่รอช้า
สำหรับตัวประกอบสำคัญอย่าง “เฉาปิน”, “หลิวซือฮุ่ย” และ “หวงเมา” เขายืนยันชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนเฟ้นหาด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ยอมปล่อยให้ทีมงานเลือกมั่วๆ เป็นอันขาด
ส่วนตัวประกอบที่บทไม่เยอะหรือไม่เด่นมาก เย่เฉินก็วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะจัดออดิชั่นเปิดกว้างที่เซี่ยงไฮ้ให้ทุกคนมีโอกาสแจ้งเกิดเท่าเทียมกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เย่เฉินก็แทบจะกลายเป็นนักเดินทาง เขาวิ่งวุ่นไปทั่วประเทศเหมือนวิญญาณเร่ร่อน หานักแสดงที่ “ใช่” สำหรับแต่ละบทแบบไม่มีหยุดพัก
ผ่านไปสามวันเท่านั้น นักแสดงสมทบทั้งหมดสำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Dying to Survive” ก็ถูกคัดเลือกจนครบโดยไม่มีหลุดสักคน
คนที่ได้รับบท “เฉาปิน” เคยเป็นดาราดังจากละครย้อนยุค ส่วนบท “หลิวซือฮุ่ย” นั้น เย่เฉินเลือกนักแสดงหญิงจากค่ายของเฉินเทียนหลงโดยตรง พอเห็นว่าเหมาะปุ๊บก็รีบยื่นข้อเสนอทันทีแบบไม่คิดนาน
และเพื่อเป็นการตอบแทน เย่เฉินก็ยอมให้แนวคิดคร่าวๆ ของผลงานในอนาคต “12 นักษัตร” ไปเป็นของแถม… ถือว่าคุ้มกันทั้งสองฝ่าย
‘ก็ในเมื่อโลกนี้มันไม่ใช่โลกเดิม จะดัดแปลงยังไงก็เรื่องของพวกเขาแล้วล่ะ เย่เฉินจะไปยุ่งอะไรด้วย’ เขาคิดอย่างขำๆ ขณะยื่นแฟ้มบทให้กับนักแสดง
ส่วนบท “หวงเมา” ก็เรียกว่าสนุกไม่แพ้กัน เดิมทีนักแสดงคนนี้เป็นสายคอมเมดี้ล้วนๆ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานพลัง “ขายฝัน” อันร้ายกาจของเย่เฉินได้ ถูกลากมาเข้าวงได้อย่างเต็มใจ
อะแฮ่ม... หรือพูดให้ดูดีหน่อยก็คงต้องบอกว่า ถูกเสน่ห์และออร่าของเย่เฉินสะกดไว้จนต้องยอมจำนนต่างหาก
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่หานักแสดงได้ครบตามเป้า แม้แต่เรื่องสถานที่ถ่ายทำ หรือการประสานงานกับสมาคมการแพทย์ก็เคลียร์จบหมดแล้ว ทุกอย่างเตรียมพร้อมราวกับจักรกลที่ขับเคลื่อนอย่างแม่นยำ
...จะขาดก็เพียง “ลมตะวันออก” เท่านั้น!
วันรุ่งขึ้น เย่เฉินก็นำทีมงานทั้งชุด บินตรงไปยังเมืองเยี่ยนจิงเพื่อเตรียมเปิดกล้องอย่างเป็นทางการ
ทว่าเพียงแค่ลงจากเครื่อง เดินออกมายังอาคารผู้โดยสารได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องชะงักเล็กน้อย
ด้านหน้าประตูสนามบินแน่นขนัดไปด้วยนักข่าวนับไม่ถ้วน ราวกับว่าทั้งวงการสื่อมวลชนในประเทศรวมตัวกันมาที่นี่หมด
แต่เย่เฉินก็แค่เลิกคิ้วนิดหน่อย ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะไอ้พวกนี้... ก็ไม่ใช่มาดักเขาซะหน่อย
หลังผ่านไปเดือนกว่า ความร้อนแรงในชื่อของ “เย่เฉิน” ก็ลดระดับลงมากพอสมควร กระแสข่าวทั้งหลายก็เริ่มซาลงแล้ว
จะยังมีใครอยากมาสะกดรอยตามเขาอีกล่ะ? ไม่มีหรอก! มันไม่คุ้มค่าพาดหัวข่าวด้วยซ้ำ!
เขาจึงแกล้งทำตัวชิล เดินลอยชายผ่านฝูงนักข่าวแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน
แต่แล้ว…
“เฮ้! พวกนายดูนั่นสิ! นั่นมันผู้กำกับเย่ไม่ใช่เหรอ?!”
“เฮ้ย จริงด้วย! รีบไปกันเร็ว! อย่าให้เขาหนีไปได้!”
เสียงตะโกนแหลมๆ ดังขึ้นจากฝูงนักข่าว และในชั่วพริบตานั้นเอง เย่เฉินที่กำลังเดินสบายๆ ถึงกับชะงักกึก ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉย เริ่มเผยแววตื่นตระหนกทันที
‘ตายล่ะ… ยังไม่ทันเปิดกล้อง ก็โดนล้อมแล้วเหรอ!?’
เย่เฉินถึงกับตกใจเมื่อได้ยินนักข่าวตะโกนเรียกชื่อของเขาเต็มสองหู!
‘‘เดี๋ยวนะ… พวกนี้มาดักฉันจริงเหรอ!? ฉันก็แค่ไปคัดเลือกนักแสดงมาสามสี่คนเองนะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นมั้ง!’
“ท่านผู้กำกับเย่ พวกเราควรจะ...”
“จะพูดอะไรอีกล่ะ! วิ่งสิ!!”
เย่เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมอง วิ่งหนีเร็วสุดชีวิตราวกับนักวิ่งโอลิมปิก!
แต่นักข่าวที่ออกภาคสนามได้นี่ ไม่มีธรรมดาหรอกนะ! คนไหนก็วิ่งเร็วคล่องตัว วิ่งตามมาติด ๆ ไม่ยอมปล่อยเหยื่อหลุดมือเด็ดขาด!
ผ่านไปแค่ไม่กี่นาที เย่เฉินก็ถูกต้อนจนมุมอยู่หน้าประตูทางออกของสนามบิน สีหน้าเหมือนคนสิ้นหวังในชีวิต...
“ผู้กำกับเย่ เมื่อคืนหลี่ซีคว้าแชมป์ในรายการ The Masked Singer แล้วกล่าวขอบคุณคุณกลางเวที ขอถามว่าคุณมีความสัมพันธ์อะไรกับเธอครับ?”
เย่เฉินยืนอึ้ง... สมองเบลอไปชั่วขณะ
‘อย่าบอกนะว่าเรื่องที่ฉันนอนค้างบ้านหลี่ซีคืนเดียว... หลุดออกไปแล้วเหรอ!? หลี่ซีก็ไม่ได้เป็นนักร้องดังอะไรขนาดนั้นนี่! ทำไมนักข่าวถึงมาดักเยอะขนาดนี้กัน!?’
‘แล้วไอ้เรื่องที่เธอคว้าแชมป์ได้เพราะฉัน... อะไรมันจะขนาดนั้น!’
“ท่านผู้กำกับเย่ รายการ The Masked Singer เป็นรายการวาไรตี้ชื่อดังนะครับ เมื่อคืนหลี่ซีคว้าแชมป์ แล้วบอกว่าสาเหตุที่เธอกลับมาร้องเพลงได้อีกครั้ง เพราะได้แรงบันดาลใจจากคุณ”
“หาาาาา?”
เย่เฉินหันกลับมามองตาค้าง เต็มไปด้วยความงุนงงแบบสุดขีด
“อย่างนี้แปลว่าระหว่างคุณเย่กับหลี่ซี... มีความสัมพันธ์แบบแฟนอย่างที่โซเชียลเขาลือกันใช่มั้ยครับ?”
‘แฟนบ้านนายสิ! ฉันก็อยากจะเป็นอยู่หรอกนะ... ถ้ามีโอกาสอ่ะนะ!!’ เย่เฉินแอบบ่นในใจ
“เฮ้ยๆๆ! กินอะไรมั่วๆก็กินได้ แต่พูดมั่วไม่ได้นะ! ระวังฉันฟ้องหมิ่นประมาทเลยนะเนี่ย!”
เย่เฉินชี้หน้านักข่าวที่ถามคำถามเมื่อกี้ แต่สายตาก็แอบมองหาทางหนีอย่างต่อเนื่อง
“ท่านผู้กำกับเย่ครับ ยอมแพ้เถอะครับ! ด้านนอกมีแต่นักข่าว วิ่งไปก็ไม่รอดหรอก!”
คำพูดนักข่าวข้างๆ ทำเอาทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะกลั้นไม่อยู่!
เย่เฉินถอนหายใจแรงอย่างสุดกลั้น ก่อนยอมจำนนด้วยสีหน้าจำยอม “โอเค! ฉันยอมก็ได้!!”
“ระหว่างฉันกับหลี่ซี ไม่ใช่ความสัมพันธ์อย่างที่พวกคุณจินตนาการกันหรอกนะ พวกเราแค่เพื่อนกันล้วนๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง!”
“พอรู้ว่าเธอเคยเป็นนักร้องมาก่อน ฉันก็แค่ให้กำลังใจให้เธอกลับไปยืนบนเวทีอีกครั้ง... จากนั้นเธอก็เลยไปสมัคร...รายการ Masked Singer! เออ! ก็ง่ายแค่นี้แหละ!”
“ท่านผู้กำกับ! ชื่อรายการมัน ‘The Masked Singer’ ครับ!”
สำหรับคำแก้ของนักข่าว เย่เฉินเลือกที่จะเมินเฉย ทำเป็นไม่ได้ยิน
ก็เขาจะไปรู้ได้ไงล่ะว่ารายการมันชื่ออะไร... ก็ไม่เคยดูสักตอนเลยนี่หว่า!
“โอเค! คำถามต่อไป!”