- หน้าแรก
- เปิดตำนานเซียนมือทอง
- บทที่ 38 ต้องไปขอคำชี้แนะจากผู้รู้
บทที่ 38 ต้องไปขอคำชี้แนะจากผู้รู้
บทที่ 38 ต้องไปขอคำชี้แนะจากผู้รู้
◉◉◉◉◉
“ถ้าแน่ใจได้ ฉันจะลังเลอยู่ทำไมกัน”
เกาเต๋อฉวนพูดอย่างกลุ้มใจ “ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินหมึกนะ แค่ตัดสินได้ว่าของชิ้นนี้อายุเก่าพอสมควร ส่วนจะเป็นของล้ำค่าของหมึกหลี่ถิงกุย หรือเป็นของที่คนรุ่นหลังทำเลียนแบบ ฉันก็แยกแยะไม่ออก”
อย่างไรเสีย ของถูกก็ย่อมดีอยู่แล้ว แต่ถ้าหากผิดพลาด ต่อให้ไม่สร้างความเสียหายที่เป็นรูปธรรมอันใดให้แก่เขา แต่การประเมินผิดพลาดไปก็ถือเป็นความกระทบกระเทือนทางจิตใจไม่น้อย
อีกอย่างนะ ของชิ้นนี้หายากมาก ทั่วโลกมีอยู่แค่ชิ้นเดียว ตอนนี้กลับมีโผล่ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ต่อให้เป็นหวัง กวนเองก็ยังสงสัยอยู่บ้างว่าจะเป็นหมึกหลี่ถิงกุยที่ปรมาจารย์ผู้ผลิตหมึกคนไหนทำเลียนแบบขึ้นมา
ปรมาจารย์ทำเลียนแบบของของคนรุ่นก่อนนั้นเป็นเรื่องปกติ บางคนฝีมือสูงส่ง สามารถทำเลียนแบบได้ถึงขั้นสูงสุด ปลอมปนกับของจริงได้ กระทั่งบางครั้ง ของเลียนแบบก็ยังมีค่ามากกว่าของจริงเสียอีก เช่น ภาพวาดของจางต้าเชียนที่เลียนแบบสือเทาเป็นต้น
แต่หมึกของหลี่ถิงกุยกลับแตกต่างออกไป ชื่อเสียงของหมึกหลี่ดังเกินไปแล้ว หมึกอันดับหนึ่งในใต้หล้า ผู้ก่อตั้งหมึกฮุย บรรพบุรุษผู้บุกเบิก กลายเป็นตำนานไปแล้ว คนรุ่นหลังจะทำเลียนแบบอย่างไร หมึกที่ผลิตออกมาจะดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถไปถึงระดับของเขาได้
ถึงแม้ว่าหวัง กวนจะสามารถมองเห็นแสงแห่งสมบัติสีม่วงทองที่สว่างไสวบนแท่งหมึกได้ แต่ไม่มีจุดอ้างอิงที่แน่นอน เขาก็ไม่กล้ายืนยันว่าแท่งหมึกแท่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงหนึ่งพันปีหรือไม่
หวัง กวนจำได้ลางๆ ว่าราชวงศ์ซ่งเหนือสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 960 และเสี่ยนเต๋อเป็นชื่อรัชศกของราชวงศ์โฮ่วโจว แน่นอนว่าต้องเก่ากว่าราชวงศ์ซ่งเหนือ ผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งพันปี
เวลาหนึ่งพันปี ถ้าเป็นของธรรมดาๆ ก็คงจะกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว แต่ตอนนี้แท่งหมึกแท่งนี้ยังคงเงางามสดใส แข็งเหมือนหยก ลวดลายละเอียดอ่อน ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้คนสงสัย
“หมึกสมัยราชวงศ์หมิงก็หายากมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมึกหลี่ถิงกุยก่อนสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือนี้ ผ่านมานับพันปี เหลืออยู่แค่แท่งเดียวที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไทเป”
เกาเต๋อฉวนถอนหายใจ “ใครก็ไม่กล้ายืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าแท่งนี้ก็เป็นของแท้”
“แล้วไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอครับ” อวี๋เฟยไป๋ถาม
“มี”
เกาเต๋อฉวนพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า “แต่ว่านั่นเป็นวิธีที่ตรงที่สุด และก็ป่าเถื่อนที่สุด”
“ความหมายของลุงเต๋อคือ เอาหมึกนี้ไปฝนใช้” หวัง กวนฟังเข้าใจแล้วก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“แบบนั้นได้ยังไงกัน”
อวี๋เฟยไป๋ร้องขึ้นมา "ของชิ้นนี้หากเป็นของจริงก็เรียกได้ว่าเป็นของล้ำค่าหายากอย่างยิ่ง มีมูลค่ามหาศาล อย่าว่าแต่จะนำมาใช้เลย แค่ฝนไปเพียงนิดเดียวก็ทำให้คนใจสลายแล้ว"
“พูดถูกแล้ว” เกาเต๋อฉวนพูด “หมึกหลี่ในตำนานสามารถตัดไม้ตัดกระดาษได้ แต่ว่านั่นต้องฝนแท่งหมึกให้มีคมก่อนถึงจะทำได้”
“เฮ้อ... งั้นก็ไม่มีวิธีอะไรแล้วสิ” อวี๋เฟยไป๋ถอนหายใจยาว
หวัง กวนก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง ในใจรู้สึกว่าของชิ้นนี้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เป็นหมึกหลี่ของแท้ น่าเสียดายที่แท่งหมึกพูดไม่ได้ คนอื่นสงสัยก็ไม่มีวิธีแก้ตัว นั่นก็หมายความว่าของล้ำค่าแบบนี้มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่จะได้ชื่นชม
“เอ๊ะ ใช่แล้ว”
ในตอนนี้ หวัง กวนก็พลันนึกขึ้นได้ ของดีๆ แบบนี้เขาเสียดายที่จะขาย ดังนั้นของจะจริงหรือปลอมก็ไม่สำคัญแล้ว ตัวเองรู้ในใจก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ
หวัง กวนเข้าใจกระจ่างแล้วก็ยิ้มในทันที "ท่านลุงเต๋อขอรับ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย อย่างไรเสียข้าก็ไม่อยากจะโอนให้ผู้ใด ต่อให้ของชิ้นนี้เป็นของปลอม ข้าก็จะเก็บไว้เป็นของจริง"
“อืม...”
เกาเต๋อฉวนประหลาดใจเงยหน้าขึ้นมา ครู่ใหญ่ถึงได้ส่ายหน้าถอนหายใจ “โง่จริงๆ ยังไม่เท่าเธอเลยที่มองทะลุปรุโปร่ง ถึงได้บอกว่าดูพลาดไม่ใช่ปัญหาความสามารถ แต่เป็นปัญหาทัศนคติ จริงๆ แล้วฉันก็มั่นใจเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่าของชิ้นนี้คือหมึกหลี่ แต่เพราะของมันใหม่เกินไปดีเกินไป ก็เลยอดกังวลอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือไม่ได้”
"ลุงเต๋อขอรับ ท่านไม่ได้พูดบ่อยๆ หรือขอรับว่าของบางชิ้นดูเหมือนจะปลอม แต่จริงๆ แล้วเป็นของจริง" อวี๋เฟยไป๋มองโลกในแง่ดี "ข้าเชื่อว่าของชิ้นนี้เป็นหมึกหลี่ของแท้ ให้ตายเถอะ หวัง กวน โชคของเจ้าจะทวนกระแสสวรรค์แล้วนะเนี่ย ถึงกับได้ของล้ำค่าชิ้นใหญ่อีกแล้ว"
“ใช่แล้ว” ใบหน้าของเกาเต๋อฉวนก็มีแววอิจฉาอยู่บ้าง ยิ้มแล้วพูดว่า “หวัง กวน ยินดีด้วยนะ ดูจากน้ำหนักและกลิ่นอายของแท่งหมึกนี้แล้ว ต่อให้ไม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงหนึ่งพันปี ก็น่าจะผ่านกาลเวลามาแล้วห้าหกร้อยปี ต่อให้ไม่ใช่หมึกหลี่ถิงกุย ก็เป็นหมึกสมัยราชวงศ์หมิง หรือเก่ากว่าสมัยราชวงศ์หมิง”
“ของดีๆ แบบนี้น่ะ ต่อให้ทำลายสถิติราคาสูงสุดสี่ล้านกว่าของหมึกสีชุดสิบวิวทะเลสาบซีหูที่จักรพรรดิเฉียนหลงทรงจารึกไว้ไม่ได้ แต่ก็คงจะไม่ต่างกันมากนักหรอก” อวี๋เฟยไป๋ยิ้ม “ถ้าให้นักสะสมหมึกบางคนรู้ว่านายมีของดีๆ แบบนี้อยู่ รับรองว่าจะต้องแห่กันมาแน่ๆ”
“ทั้งหมดเป็นโชค เป็นเรื่องบังเอิญครับ”
หวัง กวนยิ้ม “ผมตัดสินใจแล้วว่าแท่งหมึกแท่งนี้จะเป็นของสะสมชิ้นแรกของผม ใครมาก็ไม่ขาย”
“ถ้าท่านเฉียนอยากจะซื้อล่ะ”
อวี๋เฟยไป๋พูดขึ้นมาทันที “นายจะขายหรือจะให้”
“เรื่องนี้...”
หวัง กวนชะงักไป ลังเลอยู่บ้าง
เพราะอย่างไรเสีย นี่ไม่ใช่ถ้วยเล็กอิ๋งชิงที่ยังมีอยู่มากมายในโลก ให้ไปแล้วก็ยังพอหาใหม่ได้ แต่หมึกของหลี่ถิงกุยนั้นหายากยิ่งนัก นอกจากแท่งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไทเปแล้ว ก็เหลือเพียงแท่งที่อยู่ในมือของเขาเท่านั้น
ของล้ำค่าที่เรียกได้ว่าเป็นของชิ้นเดียวในโลกแบบนี้ หวัง กวนยังไม่ใจกว้างถึงขนาดที่จะพูดว่าจะให้ก็ให้ได้
“เฟยไป๋ เธอเห็นท่านเฉียนเป็นคนยังไงกัน”
ในตอนนี้ เกาเต๋อฉวนก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ไม่อยากให้หวัง กวนลำบากใจ ก็เลยพูดขัดจังหวะคำถามของอวี๋เฟยไป๋ พูดอย่างแผ่วเบาว่า “น่าเสียดายที่ท่านเฉียนเมื่อสองวันก่อนได้รับเชิญไปร่วมงานแลกเปลี่ยนของล้ำค่าแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะได้เอาหมึกไปให้ท่านเฉียนได้ชื่นชมแล้ว สายตาของท่านผู้เฒ่าน่ะสูงกว่าฉันมาก น่าจะสามารถแยกแยะที่มาของของชิ้นนี้ได้”
อวี๋เฟยไป๋พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จะจริงจังอะไร กลับพอได้ยินคำว่างานแลกเปลี่ยนของล้ำค่า ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที ถามต่อว่า “ลุงเต๋อครับ รีบเล่ามาเลยครับว่างานแลกเปลี่ยนของล้ำค้านี้มันเป็นยังไงกันแน่”
“การสะสมน่ะจะปิดประตูทำอยู่คนเดียวไม่ได้นะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นส่วนที่สำคัญมากในการสะสมของเก่า” เกาเต๋อฉวนพูด “ดังนั้น งานแลกเปลี่ยนของล้ำค้านี้ก็คือนักสะสมที่เรารู้จักกันดีจากทั่วทุกสารทิศจะจัดงานพบปะกันทุกปีโดยไม่กำหนดเวลาแน่นอน ทุกคนก็จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในงานพบปะนี้ เพื่อพัฒนาร่วมกัน”
อวี๋เฟยไป๋สนใจมาก แล้วก็บ่นว่า “ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะครับ ลุงเต๋อไม่บอกผมแต่เนิ่นๆ”
“บอกเธอแล้วเธอจะทำอะไรได้” เกาเต๋อฉวนยิ้ม “ก็บอกแล้วไงว่านี่เป็นงานแลกเปลี่ยนของล้ำค่า เธอก็ไม่มีของล้ำค่าอะไรนี่นา ย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงาน ไปจริงๆ ก็คงจะเข้าประตูไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ผมยืมก็ได้นี่ครับ” อวี๋เฟยไป๋พึมพำ ต่อให้เขาไม่มีของล้ำค่า แต่ด้วยความสามารถของเขา การยืมของล้ำค่าสักชิ้นสองชิ้นก็คงจะไม่เป็นปัญหา
“เอาล่ะ ตอนที่จัดงานพบปะเมื่อปีที่แล้ว เธอก็ไม่รู้อะไรเลย พาเธอไปก็มีแต่จะขายหน้า”
เกาเต๋อฉวนโบกมือแล้วหันไปพูดกับหวัง กวนว่า “จริงสิ หวัง กวน ในงานแลกเปลี่ยนน่ะ มีปรมาจารย์นักสะสมมากมายเลยนะ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถประเมินอายุของแท่งหมึกของเธอได้อย่างแม่นยำก็ได้”
“ความหมายของลุงเต๋อคือ...” หวัง กวนลองถามดู
เกาเต๋อฉวนยิ้ม “ผู้เข้าร่วมงานแต่ละคน ตามกฎแล้วสามารถพาคนเข้าไปได้สองคน เธออยากจะไปด้วยกันไหม”
“แน่นอนครับ!” หวัง กวนรีบพยักหน้า
ต่อให้ประเมินอายุของแท่งหมึกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ในงานแลกเปลี่ยนนั้นจะต้องมีของสะสมมากมายอย่างแน่นอน เขาไม่เพียงแต่จะสามารถดูดซับพลังงานจากของล้ำค่าได้ แต่ยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์และควาามรู้ด้านการสะสมได้อีกด้วย
เรื่องดีๆ ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]