เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1668 อนันตกาล

ตอนที่ 1668 อนันตกาล

ตอนที่ 1668 อนันตกาล


ตอนที่ 1668 อนันตกาล

เรือรบระดับกำเนิดราชันสีดำขลับได้ออกเดินทางเข้าสู่บริเวณส่วนลึกของแดนดารา โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครผู้ใดเข้าไปควบคุม ก็สามารถที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวของมันเอง

ทั่วทั้งภายในเรือรบ มีแต่เพียงผู้ทรงพลังที่คอยจับตามองอยู่บริเวณโดยรอบอย่างเงียบเชียบเท่านั้น

หยางไคกลับหาได้อยู่ในที่แห่งนี้ไม่ เพียงแต่ได้เข้าสู่ภายในดาวลึกลับไปแล้ว

นี่ก็คือการเดินทางกลับไปเยือนบ้านเกิด

ดาวอนันตกาลก็บ้านหลังใหม่ของคนในทวีปถ่งซ๋วนเหล่านี้

ดาววารีสีชาดเองก็ได้จากไปจนถึงบัดนี้ ก็ได้ผ่านเลยมากว่าหนึ่งปีแล้ว ในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เรือรบล้วนแต่ได้เดินทางไปตามเส้นทางแผนที่ดวงดาวที่หยางไคได้วาดเอาไว้ เดินเรือไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

หากเป็นไปตามเส้นทางแผนที่ดวงดาวซึ่งหยางไคได้วาดเอาไว้ ย่อมสามารถที่จะเดินเรือได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงอย่างแน่นอน

บางครั้งบางคราวที่เมื่อได้พบพานกับความยุ่งย่างลำบากเล็กน้อยบางส่วน แต่หากอยู่ภายใต้กระสุนผลึกปีนใหญ่ บริเวณเส้นทางข้างหน้าเองล้วนแต่ย่อมมีแต่ถูกทำลายไปจนสิ้นซากแน่นอน

ด้วยพลังอำนาจที่แข็งแกร่งของเรือรบระดับกำเนิดราชัน ยังคงมีผู้คนไม่น้อยที่จะสามารถต้านทานเอาไว้ได้

ภายในดาวลึกลับ หยางไคและเซี่ยหนิงซางทั้งสองคนที่ทำการหลอมโอสถปราณยาวิเศษออกมาไม่ขาด อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มากมายมหาศาล ที่เพื่อเพิ่มพูนพลังขอบเขตการบ่มเพาะให้แก่คนของทวีปถ่งซ๋วนเหล่านี้

มนุษย์มารปีศาจสามเผ่า บัดนี้พลังความสามารถทั่วร่างล้วนแต่ปะทุขึ้นมาอีกมากมาย เข้าสู่ผู้ทรงพลังขอบเขตเซียนจนมีกันอยู่เต็มไปหมด เมื่อในสมัยก่อนที่เหล่าผู้ทรงพลังชั้นเลิศทั้งสามเผ่า บัดนี้ล้วนแต่ได้มาถึงขอบเขตราชันย์เซียนขั้นที่สองขั้นที่สามไปกันแล้ว อีกทั้งยังมีพลังความสามารถที่จะเพิ่มพูนขึ้นมาไม่ได้แค่เพียงหนึ่งส่วนครึ่งส่วนไม่

นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความมั่งคั่ง ด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างกันระหว่างทวีปถ่งซ๋วนและดาวอนันตกาล ก่อนหน้าที่มีลมปราณฟ้าดินที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงยังเป็นเหมือนกับข้อจำกัดในการเลื่อนขั้นพลังขอบเขตของเหล่าผู้ทรงพลัง ภายหลังก็คือการถูกดันในด้านของกฎเกณฑ์

บัดนี้ภายใต้โลกลึกลับขนาดเล็ก ลมปราณที่เข้มข้นที่ได้รับการเติมเต็ม ทรัพยากรในการบ่มเพาะเองก็ได้รับการเติมเต็มตามที่ต้องการแล้ว เหล่าผู้ทรงพลังที่มาจากทวีปถ่งซ๋วนย่อมสามารถพัฒนาความสามารถและเติบโตได้อย่างราบรื่น

ยังมีหยางซิวจูและพวกที่ยังคอยอธิบายถึงความลี้ลับสลับซับซ้อนของการบ่มเพาะให้แก่พวกเขา หากพวกเขามีความก้าวหน้าที่เชื่องช้าย่อมถือเป็นเรื่องที่แปลกปลอมกันแล้ว

ในทุกๆ วัน บรรยากาศภายในดาวลึกลับล้วนแต่เต็มไปด้วยปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุด ในทุกๆ วันล้วนแต่มีคนทะลวงทลายโซ่ตรวนที่พัฒนาการตัวเองไปได้ เลื่อนขั้นจนถึงขอบเขตขั้นต่อไปได้

เกี่ยวกับคนใกล้ชิดกับตัวเขาเองเหล่านั้น หยางไคเองก็ยังได้ประทานวาสนาที่พิเศษให้

การเกิดเป็นคนเองก็ย่อมต้องมีความลับกันอยู่แล้ว แม้แต่หยางไคเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

ท่านพ่อท่านแม่ อาจารย์ปู่ ท่านบรรพจารย์ แล้วยังมีอาจารย์อาทั้งหลายเหล่านั้น มารปฐพีเป็นต้น ล้วนแต่ก็ได้ยื่นมือช่วยหยางไคด้วยตัวเอง หล่อหลอมโอสถปราณที่พลิกฟ้าแต่ละชนิดออกมา ในส่วนของการปรับเปลี่ยนวาสนาสำหรับพวกเขา

ในด้านหากเป็นหยางไคลงมือด้วยตัวเอง การหลอมโอสถปราณที่พลิกฟ้าแต่ละชนิด ล้วนขึ้นอยู่การปรับสภาพตามคุณสมบัติส่วนตัวของพวกเขา ที่สามารถกรุยเส้นเดินลมปราณ จนสามารถเพิ่มพูนขีดความสามารถและคุณสมบัติของพวกเขาให้สูงขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง บริเวณหน้าต่างของชั้นที่สอง ยังได้มีเงาสดใสสายหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง คอยรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา เรือนผมที่ถูกพัดจนสั่นไหวไปมา นางเองก็ถึงกับเหม่อมองไปยังลานกว้างที่อยู่ทางด้านนอก โดยที่สายตาได้หยุดอยู่ที่เงาของบุรุษที่สง่างามผู้หนึ่ง ด้วยแววตาที่อบอุ่น ในส่วนลึกของสายตายังแฝงเอาไว้ด้วยความคะนึงหาอยู่เล็กน้อย

“ชิวเจี่ยเจีย” ที่ด้านหลังทันใดนั้นก็ได้มีเสียงถอนหายใจดังออกมา ชิวอี่เมิ่งเองก็ได้รั้งสายตากลับคืนมา ส่ายหน้าพร้อมกับสะบัดหน้าไป เมื่อได้พบเห็นสองสาวพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งเดินเข้ามา แท้จริงแล้วก็คือเจียวเอ่อและหูเม่ยเอ่อ

“พวกเจ้ามากันแล้ว?” ชิวอี่เมิ่งยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็ได้เก็บรั้งภาวะอัดอั้นใจกลับมา “นั่งลงเถอะ!”

กู้เจียวเอ่อก็ได้หันไปมองนางคล้ายกับครุ่นคิดอะไรอยู่ จากนั้นก็ได้หันไปมองนอกที่หน้าต่าง ก็ได้พบว่าที่ด้านนอกได้เกิดเป็นเงาจัตุรัสอันกว้างขวางขึ้นไม่หยุด ทันใดนั้นก็ได้ถอนหายใจออกมา : “คล้ายกับยิ่งมาก็ยิ่งห่างไกลกันมากเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าชั่วชีวิตนี้ยังจะสามารถมีความก้าวหน้าที่จะสามารถไล่ตามเขาได้หรือไม่กันแล้ว”

“ใช่แล้ว หากว่ายิ่งบ่มเพาะ ก็จะมีแต่จะยิ่งรู้สึกถึงความห่างชั้นกับพวกเขาไปอีกมากมายแล้ว”สีหน้าของหูเม่ยเอ่อก็พลันมัวหมองลง

ชิวอี่เมิ่งขบริมฝีปากเอาไว้: “เม้ยเม่ยทั้งสองท่านไยถึงต้องมาหมดกำลังใจเยี่ยงนี้กัน? การบ่มเพาะของพวกเจ้าสองคนเองอย่างน้อยก็มิใช่เจี่ยเจียข้าจะสามารถไล่ตามได้ทันอีกแล้ว มิหนำซ้ำบัดนี้ก็ได้อยู่ในขอบเขตราชันเซียนขั้นที่สองไปแล้ว เจี่ยเจียข้าเองกลับพึ่งจะเข้าสู่ขอบเขตราชันเซียนเท่านั้น”

“ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่จากที่ได้ยินที่เขาบอกว่าได้เข้าถึงขอบเขตหวนกำเนิดขั้นที่สามไปแล้ว” หูเม่ยเอ่อที่ได้แสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา : “บัดนี้ที่สามารถอยู่เป็นเพื่อนข้างกายเขาได้ ก็มีแต่เพียงซูเหยียนและเซี่ยหนิงซางแล้ว ไม่ทราบว่าพวกนางจะมีการบ่มเพาะอย่างไร แต่ละคนที่ถึงกับล้วนแต่เข้าถึงขอบเขตหวนกำเนิดกันแล้ว เมื่อหลายวันก่อนเซี่ยหนิงซางยังพึ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหวนกำเนิดขั้นที่สองอยู่เลย เมื่อลองคิดๆ ดูก็น่าเจ็บใจเสียเหลือเกินแล้ว”

“พวกนางเองก็มีวาสนาของพวกนางเอง พวกเราขอเพียงพยายามในส่วนของตัวเองก็เพียงพอแล้ว อย่าได้ไล่ตามรอยเท้าของเขาเลย มิเช่นนั้นจะยิ่งกลายเป็นการทิ้งห่างกันมากขึ้น” ชิวอี่เมิ่งกล่าวโน้มน้าว

“ขอเพียงแค่ชิวเจี่ยเจียมีความตั้งใจที่เพียรพยายามก็นับว่าเพียงพอแล้ว” กู้เจียวเอ่อเองก็มีสีหน้าดีขึ้น อีกทั้งยังได้หันไปมองชิวอี่เมิ่งด้วยความเลื่อมใส

ชิวอี่เมิ่งยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าว: “ในเมื่อพวกเราเลือกที่จะติดตามเขาไปยังทวีปถ่งซ๋วนแล้ว ก็สมควรที่จะเผื่อใจไว้ในส่วนนี้ด้วย ถ้าหากเป็นไปตามที่ข้าได้คาดเดาเอาไว้แล้วละก็ ยังมิเทียบกับฝ่ายชนชั้นผู้ปกครองของทวีปถ่งซ๋วนได้เลย เม้ยเม่ยทั้งสองท่าน พวกเจ้าว่ายังไง?”

กู้เจียวเอ่อกับหูเม่ยเอ่อก็ได้สบตามองกัน ต่างก็พยักหน้ากันอย่างเคร่งขรึม

“เอาล่ะ เรื่องน่าเบื่อหน่ายก็กล่าวไว้แค่เพียงแค่นี้เถอะ พวกเจ้าก็ติดตามข้ามา ข้ายังได้มีนัดกับชายหนุ่มผู้ทรงสง่าจากเผ่ามารปีศาจสองเผ่าเอาไว้ ในครั้งนี้ชนชั้นรุ่นเยาว์อย่างพวกเราทั้งสามเผ่าเองก็จะได้แลกเปลี่ยนกันบ้างแล้ว ขอเพียงมีการแย่งชิงเกิดขึ้นจึงจะสามารถทำให้ทำให้เติบใหญ่กันขึ้นมาได้” ชิวอี่เมิ่งลุกขึ้น พร้อมกับเรียกสตรีทั้งสองนาง

กู้เจียวเอ่อกับหูเม่ยเอ่อเองก็ได้รีบติดตามกันขึ้นไป

……

การใช้ชีวิตภายในดาวลึกลับถือได้ว่าเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งได้ผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งปีเต็ม

วันหนึ่ง หยางไคที่กำลังบ่มเพาะหยินหยางคู่กับซูเหยียน ทั้งสองที่ประกบฝ่ามือเข้าหากัน โดยที่ไหลเวียนลมปราณศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างของทั้งสองฝ่ายซึ่งกันและกันไม่ขาดหาย

ทันใดนั้น เขาก็คล้ายกับสัมผัสได้ถึงบางอย่างจนถึงกับต้องลืมตาขึ้นในทันที

“เป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว?” ซูเหยียนเองก็ได้ลืมตาขึ้นโดยพลัน เอ่ยถามขึ้นด้วยความฉงนสงสัย

“คล้ายกับว่าได้มาถึงแล้ว” หยางไคขยับมุมปากแล้วหัวเราะ

“ในที่สุดก็ถึงแล้วอย่างงั้นหรือ?” ซูเหยียนเองก็แฝงเอาไว้ด้วยความยินดี : “การเดินทางในครั้งนี้นับว่าช่างแสนไกลเสียเหลือเกิน”

“อือ ตำแหน่งของดาวอนันตกาลถือว่าอยู่ห่างไกลเป็นอย่างยิ่ง หากมิใช่ว่ามีเรือรบระดับกำเนิดราชัน พวกเราก็แทบจะไม่อาจที่จะออกไปกันได้เลย นี่ล้วนแต่เป็นความเห็นที่ข้ามีโดยทั้งสิ้น”

“ได้ เช่นนั้นก็เรียกหนิงซางมาเถอะ”

เมื่อได้แจ้งต่อเซี่ยหนิงซางให้ได้ทราบแล้ว เงาร่างของทั้งสามพลันสั่นคลอนไปมา ก็ได้ปรากฏขึ้นอยู่ภายในเรือรบ

ทันใดนั้นก็ได้มีศิษย์ของสำนักหลิงเซี่ยวคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า: “เรียนท่านเจ้าสำนัก บริเวณทางด้านหน้าก็คือดาวอนันตกาลแล้ว พวกเราในที่สุดก็ได้มาถึงบ้านแล้ว”

เขาเองก็ได้แสดงอาการเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง

เขาและคนของทวีปถ่งซ๋วนล้วนแต่แตกต่างกัน เดิมก็เป็นศิษย์ของตระกูลไห่เค่ออยู่แล้ว ล้วนแต่มีต้นกำเนิดมาจากดาวอนันตกาล และก็ได้ติดตามหยางไคออกไปสู่ภายนอกได้มาประมาณเจ็ดแปดปีกันได้แล้ว ย่อมต้องคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนกันอย่างแน่นอน

“ยังคงขอให้ท่านเจ้าสำนักชี้แนะด้วย!” ศิษย์ของสำนักหลิงเซี่ยวนั้นก็ได้กล่าวพร้อมกับแสดงการคารวะออกมา

“ถอยไปเถอะ”

“ขอรับ!”

ชั่วขณะต่อมา เรือรบก็ได้เร่งมุ่งหน้าเดินทางไปยังดวงดาวแห่งการบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่กันเข้าไป บริเวณทางด้านหน้าที่ทว่าพึ่งจะผ่านไปได้หนึ่งเคอจง (15นาที) ก็ได้เข้าสู่สภาวะอากาศอีกชั้นไป ทางด้านล่างยังได้มีทิวทัศน์ที่เกิดขึ้นกระทบสายตากันเข้ามาในทันที

หยางไคกลับหาได้ทำให้เรือรบเดินทางต่อไปได้ เพียงแต่กำลังนำพาซูเหยียนกับเซี่ยหนิงซางออกไปจาเรือรบแล้ว จากนั้นก็ได้ทำให้เรือรบถูกเก็บเข้าสู่ภายในดาวลึกลับไป จากนั้นก็ได้ร่อนลงสู่ดวงดาวสู่บริเวณทางด้านล่าง

เรือรบระดับกำเนิดราชันนับว่ายิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หากมิใช่ช่วงยามเหตุคับขัน หยางไคเองก็ไม่คิดที่จะเปิดเผยต่อสายตาผู้คนอย่างแน่นอน

ซูเหยียนกับเซี่ยหนิงซางทั้งสองคนมาเยือนกันเป็นครั้งแรก ก็สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณฟ้าดินที่หนาแน่นของสถานที่แห่งนี้ ล้วนแต่ก็สาดทอสีหน้าเบิกบานใจกันออกมา ถึงกับสูดอากาศเข้าลึกๆ จนอยู่ในสภาพแปลกประหลาดกันไปเสียแล้ว

“ศิษย์น้อง เมืองที่อยู่ทางด้านล่างนั้น ช่างมีขนาดที่ใหญ่โตยิ่งนัก” เซี่ยหนิงซางก็ได้ชี้ไปยังเมืองที่อยู่ทางด้านล่าง พร้อมทั้งเอ่ยปากถาม

“ที่นี่……ข้าเองก็ค่อนข้างที่จะไม่อาจแน่ใจได้มากนัก” หยางไคทำได้แต่เพียงเกาหัวเล็กน้อยด้วยความกระอักกระอ่วน ถึงแม้จะบอกว่าเขาจะอยู่บนดาวอนันตกาลเป็นเวลาไม่นาน แต่ทั่วดาวอนันตกาลเองความจริงก็ใหญ่โตเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว เขาย่อมไม่อาจที่จะจดจำลักษณะเด่นของแต่ละเมืองได้อยู่แล้ว

เซี่ยหนิงซางทำได้แต่เพียงขบริมฝีปากแล้วยิ้มแย้ม เพื่อที่จะไม่ทำให้หยางไคลำบากใจจนเกินไป

“เอ๊ะ……” ทันใดนั้นหยางไคก็ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไป เมื่อได้หันไปมองบริเวณทางด้านล่างเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่สักพัก ก็พลันหัวเราะออกมาฮาฮา: “ข้าทราบแล้วว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดแล้ว”

“เป็นสถานที่แห่งใด?”

“นี่ก็คือเมืองเทียนหยวน (วาสนาฟ้า) !” หยางไคชี้ไปยังทางด้านล่าง : “มองไปทางด้านนั้นสิ ที่นั่นใช่มีเทือกเขาทอดยาวอยู่ใช่หรือไม่? ครั้งอดีตในยามที่ข้าได้มาเยือนดาวอนันตกาล ก็ได้ปักหลักตั้งตัวอยู่ภายในท่ามกลางหุบเหวมังกรแห่งนี้ จากนั้นก็ได้ถูกผู้คนมกามายปิดล้อมโจมตีอยู่ในที่แห่งนี้ จนเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ขึ้นมา หุบเหวมังกรเองก็ถูกทำลายจนราบคาบไปแล้ว พวกเราเองก็จะโยกย้ายมาถึงสำนักหลิงเซี่ยวในตอนนี้กันแล้ว”

ด้วยสายตาที่ได้มองไปตามที่เขาได้ชี้ไป ซูเหยียนกับเซี่ยหนิงซางก็ถึงกับได้พบเห็นช่องเขาน้อยที่พังทลายอยู่เป็นแถบอยู่สายหนึ่ง

ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะเคยมีความสัมพันธ์กับหยางไคมาก่อน สายตาที่สองสาวได้มองไปที่หุบเขาแถบนี้ถึงกับเต็มไปด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

“นี่นับว่าเป็นวาสนากันแล้วจริงๆ” ซูเหยียนถึงกับเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้างแล้ว

ขอกำลังใจด้วยนะครับ มาอ่านกันที่ mynovel.co หรือ www.thai-novel.com

หยางไคที่ได้เคยมาเยือนดาวอนันตกาลเมื่อในอดีต เมื่อปลายเท้าได้เหยียบลงในที่แห่งนี้ การหวนกลับมาในครั้งนี้ ถึงกับมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ได้โดยที่ไม่ตั้งใจ วิถีของประวัติศาสตร์ก็ได้เกิดการทับซ้อนกันขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

“ย่อมต้องมีวาสนาอยู่อย่างแน่นอน ไปเถอะ ติดตามข้าลงไปเถอะ ท่านเจ้าเมืองของเมืองเทียนหยวนเองข้าก็รู้จัก อีกทั้งยังสามารถยืมใช้ค่ายกลมิติของพวกเขาได้พอดี” หยางไคโบกมือขึ้น จากนั้นก็ได้มุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังทางด้านล่าง

ท่านเจ้าเมืองของเมืองเทียนหยวนก็คือเฟ่ยจื่อถู หากมิใช่จากเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนเขาได้รับบาดเจ็บที่เกิดผลกระทบต่อพลังขอบเขตขึ้นอย่างน่าประหลาด ก็คงจะติดตามหยางไคออกไปจากดาวอนันตกาลเหมือนอย่างเฉียนถงกันแล้ว

หลายปีที่ผ่านพ้นมานี้ ก็ทราบว่าการจะฟื้นฟูบ่มเพาะของเฟ่ยจื่อถูนั้นกลับหามีไม่

ก่อนหน้านี้ในเวลาที่หยางไคยังไม่นับว่าแข็งแกร่ง เฟ่ยจื่อถูเองก็นับว่าคอยดูแลเขามาเหมือนกัน อีกทั้งยังคอยนึกถึงหยางไคมาโดยตลอด

และในเวลานี้ บริเวณทางด้านล่างทันใดนั้นก็ได้มีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงโถมเข้ามาเป็นระลอกขึ้นโดยพลัน

“ศิษย์น้อง มีคนกำลังต่อสู้กันอยู่” ซูเหยียนถึงกับตรวจพบสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ได้ชี้ไปยังทางด้านนั้นพร้อมทั้งหันไปเอ่ยต่อหยางไค

หยางไคส่ายหน้าแล้วเหม่อมองออกไปยังทางด้านนั้น ทันใดนั้นก็ได้มีสีหน้าแตกตื่น ถึงกับหยุดร่างไปโดยพลัน พร้อมกับแสดงสีหน้าแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นตะลึงลานขึ้นมา

“เป็นพวกเขาได้ยังไงกัน?”

ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้ แต่ก็สามารถที่จะจับจิตสัมผัสอันแข็งแกร่งของหยางไคในตอนนี้ได้ อีกทั้งยังมีการตรวจสอบสถานการณ์ต่อสู้ขึ้นในที่แห่งนี้ได้ในพริบตา

ถึงกับเป็นศิษย์ชั้นเลิศของตำหนักเงาจันทราอย่างเหว่ยกู่ชางและต่งเชวียนเอ่อทั้งสองคน

ทั้งสองคนนี้สามารถที่จะเรียกได้ว่าเป็นดั่งชนชั้นรุ่นหลังที่มีความโดดเด่นของตำหนักเงาจันทราเลยทีเดียว อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ชั้นเลิศล้ำซึ่งมีชื่อเกรียงไกรจากทั่วทั้งดาวอนันตกาล หลายปีที่ไม่ได้พบพานกัน ขอบเขตการบ่มเพาะของทั้งสองคนราวกับยิ่งค่อยๆ มีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว ภายใต้การร่วมมือกันนี้ ยังสามารถเกิดเป็นพลังรบที่เหนือกว่าพลังของขอบเขตหวนคืนขั้นที่หนึ่งกันอีกด้วย

แต่ว่าการแก่งแย่งกันระหว่างพวกเขาที่เกิดอยู่อีกทางด้านหนึ่งกลับถือได้ว่ามีแต่จะรุนแรงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมเท่านั้น ถึงกับมีผู้อยู่ในขอบเขตหวนกำเนิดมากถึงสิบท่าน มิหนำซ้ำยังมีผู้ทรงพลังขอบเขตหวนกำเนิดขั้นที่สามประจำการอยู่ โดยที่กำลังร่วมมือใช้กำลังปิดล้อมเหว่ยกู่ชางและต่งเชวียนเอ่อเอาไว้หลายต่อหลายชั้น โดยที่ไม่คิดที่จะให้พวกเขามีโอกาสที่จะหนีรอดไปได้เลย

เป็นพวกเขาได้ยังไงกัน? หยางไคร้อยครุ่นคิดพันคำนวณเพื่อที่จะทำความเข้าใจ

ที่นี่ก็คือสถานที่อยู่ใกล้เคียงกับเมืองเทียนหยวน ซึ่งอยู่ภายในขอบข่ายอำนาจของตำหนักเงาจันทรา เหว่ยกู่ชางต่งเชวียนเอ่อซึ่งถือเป็นเสาหลักในอนาคตของตำหนักเงาจันทรา คนแรกนั้นยิ่งเป็นถึงศิษย์ของจ้าวตำหนักผู้เฒ่า คนหลังเองก็ยังเป็นถึงศิษย์ของเฉียนถง ย่อมมีสถานภาพที่เหนือกว่าโดยทั่วไปก็มิปาน

ยังมีผู้ใดกล้า

ยังมีผู้ใดที่อาจหาญมาลงมือต่อพวกเขาทั้งสองที่เป็นถึงผู้ที่มาจากตำหนักเงาจันทราอีกกัน?

หยางไคเดิมทีก็สามารถที่จะตรวจสอบได้แล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ ราวกับว่าในช่วงเวลาที่เขาได้จากไปหลายปีมานี้ ดาวอนันตกาลเองก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นก็มิปาน

“ศิษย์น้องรู้จักด้วยงั้นหรือ?” ซูเหยียนเอ่ยถาม

“อือ เข้าไปดูกันเถอะ” หยางไคทอสีหน้าสงบเสงี่ยม โดยที่กำลังนำพาซูเหยียนกับเซี่ยหนิงซางทั้งสองคนเร่งรุดเดินทางไปยังทางด้านนั้นไป

หลายร้อยลี้นอกเหนือจากนั้น,เหว่ยกู่ชางและต่งเชวียนเอ่อทั้งสองคนที่กำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่การต่อสู้ ศัตรูของพวกเขาก็คือผู้ทรงพลังขอบเขตหวนกำเนิดทั้งห้าท่าน

ถึงแม้ว่าเหว่ยกู่ชางและต่งเชวียนเอ่อนับว่ามีพลังรบที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว อีกทั้งยังใช้กำลังพวกน้อยรับมือกับพวกมากได้ตามสถานการณ์ อีกทั้งพวกเขายังคล้ายกับได้ประสบกับการต่อสู้มานานพอสมควรแล้วเหมือนกัน จึงนำไปสู่การทำให้มีลมปราณศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงพอ จนทำให้บรรยากาศเกิดความบิดเบี้ยวขึ้นมาบ้างแล้ว

หากมิใช่เป็นเพราะคอยพะว้าพะวังสมบัติลับในรูปจันทร์เต็มดวงวงหนึ่งที่ลอยอยู่เหนือเหว่ยกู่ชาง ฝ่ายศัตรูทั้งหลายคนนั้นก็คงจะบุกกันเข้ามาทั้งหมดแล้ว เพื่อทำการฆ่าทั้งสองคนให้สิ้นใจลงในท้ายที่สุด

"สมบัติลับที่เป็นดั่งจันทร์เต็มดวงเยี่ยงนั้นที่กำลังเคลื่อนไหวไปตามเคล็ดวิชาลับของเหว่ยกู่ชาง จากนั้นก็แผ่ซ่านประกายแสงและความอบอุ่นออกมา ประกายแสงก่อให้เกิดเป็นภาพลวงตาขึ้นนับหมื่นพัน มีทั้งรุกทั้งรับ คอยรับสถานการณ์ในช่วงวิกฤติในทุกส่วนเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือเหว่ยกู่ชางและต่งเชวียนเอ่อในการเอาชีวิตรอด

.

.

.

จบบทที่ ตอนที่ 1668 อนันตกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว