เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1667 ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาวุธวิญญาณ

ตอนที่ 1667 ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาวุธวิญญาณ

ตอนที่ 1667 ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาวุธวิญญาณ


ตอนที่ 1667 ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาวุธวิญญาณ

“จอมยุทธ์หยาง เช่นนั้นเพลิงอัสนีสวรรค์ปฐพีบัดนี้ไปอยู่ที่แห่งใดกันแล้ว ?”ลั่วหลีก็ได้ถามขึ้นด้วยความสงสัย

หยางไคยื่นมือชี้ไปยังด้านของลาวาที่อยู่ทางด้านล่าง:“เบื้องล่างที่ยังมีพื้นดินอยู่ กระนั้นคาดว่าคงจะใช้เวลาไม่นานนักก็จะสามารถฟื้นคืนกลับคืนมาได้”

ลั่วหลีร่างสั่นสะท้าน หางตาพลันเผยออกมาด้วยอาการแตกตื่นตกใจเล็กน้อย

ด้วยความโหดเหี้ยมของเพลิงอัสนีสวรรค์ปฐพีนางย่อมต้องทราบดีกันอยู่แล้ว สิ่งที่หยางไคเอ่ยถึง เขาถึงกับมีพลังฝีมือพอที่จะทำลายความโหดเหี้ยมเยี่ยงนี้ได้ นี่ย่อมถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของลั่วหลีไปเลยทีเดียว

ในความคิดของนาง หยางไคถึงแม้จะมีปัญญาที่จะควบคุมเพลิงอัสนีเพลิงสวรรค์ได้ก็ตาม ก็เพื่อจะทำให้นางลงไม้ลงมือต่อกรกับนิกายแสงอัคคีได้สะดวกขึ้น

ดังนั้นกลัวว่านางย่อมต้องทราบแล้ว จากที่ได้ฟังจากความหมายในคำพูดของหยางไค เขาถึงกับมีพลังมือพอที่จะทำลายแม้กระทั่งภัยพิบัตินั้นได้ นี่ย่อมถือเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของลั่วหลีไปอย่างแน่นอน

ตามที่นางได้คาดคิดมา หยางไคจะสามารถมีความสามารถพอที่จะควบคุมเพลิงอัสนีสวรรค์ปฐพีได้หรือไม่นั้น คล้ายกับทำให้นางยอมปล่อยวางมือเท้าเพื่อไปต่อกรกับนิกายแสงอัคคีได้

เดิมทียังคิดเอาไว้ว่าหลังจากที่สะสางเรื่องที่เกิดจากทางด้านของนิกายแสงอัคคีจนแล้วเสร็จ นางก็ได้ลุกขึ้นมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้น ตระเตรียมเพื่อที่จะช่วยหยางไคอีกแรง

แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ที่นี่ถึงกับแทบจะไม่มีเรื่องใดให้ตัวเองทำกันแล้ว

“จอมยุทธ์หยางช่างมีฝีมือล้นฟ้านัก ข้ารู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง”ลั่วหลีเองก็ได้กล่าวและยอมรับจากใจ ถึงแม้ว่าจะให้นางลงมือ แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถพอที่จะสามารถขจัดสิ่งที่มีพลังเทียมเคียงกับภัยพิบัติได้ แต่หยางไคกลับยังมีความสามารถเช่นนี้อยู่

“ผู้อาวุโสชมเชยเกินไปแล้ว”

“ในเมื่อไร้เรื่องไร้ราวเช่นนี้ เช่นนั้นข้าพเจ้าเองก็คงจะไม่ขอบีบเคล้นเจ้าอีกแล้ว จอมยุทธน้อยหากว่ามีเวลาว่าง ยังคงขอเชิญมาเป็นแขกที่หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นเราด้วย หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นทั้งเบื้องสูงเบื้องล่างย่อมต้องให้การต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่แน่นอน”

“มีโอกาสย่อมต้องไปอย่างแน่นอน”หยางไคทั้งหมดรับปากและไม่ปฏิเสธ

การดำเนินการจัดการของลั่วหลีเดิมก็ไม่ได้อืดอาดยืดยาดกันอยู่แล้ว จึงค่อยได้จากไปโดยพลัน

รอจนกระทั่งลั่วหลีจากไป ก็ได้มีคนกระโดดออกมาจากปล่องภูเขาไฟทะยานเข้ามา

รอจนกระทั่งหลังจากที่ลั่วหลีเดินจากไป ก็ได้มีอีกคนที่กระโจนออกมาจากภายในปล่องภูเขาไฟ พลังสภาวะน้ำแข็งเหมันต์ขุมบริสุทธิ์ขุมหนึ่งพลันพุ่งขึ้น ก็ได้มานั่งที่ข้างหยางไคไปแล้ว

เป็นซูเหยียน

หยางไคส่ายหน้า แล้วยื่นมือคว้าจับไปที่มือน้อยๆของนางเอาไว้ โดยที่สะกิดบริเวณกลางฝ่ามือเล่นเบาๆ

ซูเหยียนยังไม่ทันจะกล่าววาจา บนใบหน้ากลับคล้ายกับได้แขวนเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่นิ่งสงบเอาไว้ หันไปเหม่อมองหินลาวาที่เดือดปูดๆอยู่ทางด้านหน้า จากนั้นก็ได้ใช้ศีรษะเข้าไปแอบอิงบนหัวไหล่ของหยางไค บนใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ

สองศิษย์พี่น้องจนถึงบัดนี้จึงค่อยได้มีเวลาที่จะสัมผัสถึงความอบอุ่นของการพึ่งซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

“ศิษย์น้อง ต่อไปพวกเราจะไปที่ไหนกันดี?”ผ่านไปเนิ่นนาน ซูเหยียนจึงค่อยได้เอ่ยปากถามขึ้นว่า

“ไปดาวอนันตกาล”

“ดาวอนันตกาล ? ที่นั้นอยู่ไหนกัน ?”

“ดาวอนันตกาลเหรอ นั่นกลับเป็นสถานที่ไกลแสนไกลเป็นอย่างยิ่ง กระนั้นที่นั่นกลับยังถือว่ากว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าทวีปถ่งซ๋วนในตอนนี้อีกมาก ถึงแม้จะมีกฎเกณฑ์ฟ้าดินประหลาดที่คอยควบคุมเอาไว้อยู่ กระนั้นก็มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาอยู่บนทวีปถ่งซ๋วนเป็นอย่างมาก พวกเราหากไปอยู่ทางด้านนั้นยังมีสำนักหลิงเซี่ยวอีกแห่ง ที่นั่งอยู่บนสมบัติอยู่……”

หยางไคก็ได้อธิบายรายละเอียดอันแสนสุดจะงดงามต่างๆนานาบนดาวอนันตกาลออกมา ซูเหยียนเองก็ถึงกับอดไม่ได้ที่จะจิตใจเต้นระรัวขึ้นมา

แดนดาราอันแสนกว้างใหญ่ อันมีอาณาเขตอันแสนกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะไปยังที่แห่งใดก็หาเป็นไรไม่ ขอเพียงแค่ยังสามารถอยู่ร่วมกับชายผู้นี้ได้ ต่อให้แม้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ก็ยังคงเปรียบเสมือนได้อยู่บ้านของตัวเอง

ในขณะนี้ ซูเหยียนที่มิเคยได้มีเกิดความสงสัยขึ้นมาก่อน

จากการช่วงชิงกันระหว่างวิหคเพลิงและเพลิงอัสนีสวรรค์ปฐพีคล้ายกับว่าได้ดำเนินมาเป็นเวลาที่เนิ่นนานกันเลยทีเดียว

ขอแรงสนับสนุนให้ผู้แปลมีกำลังใจแปลต่อไปได้ที่ mynovel.co หรือ www.thai-novel.com ด้วยนะคะ

หยางไคและซูเหยียนที่นั่งอยู่ในบริเวณปล่องภูเขาไฟรอคอยมานานกว่าครึ่งค่อนเดือน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอยู่ใต้ล่างยังคงไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้

แต่กลับเป็นปิงหลงที่ได้มาเยือนอยู่รอบหนึ่ง จากนั้นก็ได้มอบแหวนมิติมากมายให้แก่หยางไค ภายในแหวนมิติเหล่านั้นได้เก็บเอาไว้ด้วยสมบัติอันมั่งคั่งของนิกายแสงอัคคีเอาไว้ รวมไปจนถึงแร่ล้ำค่า ยาสมุนไพร รวมไปจนถึงสมบัติลับ โอสถยา อีกทั้งยังมีม้วนคัมภีร์ยุทธ์ลึกลับอีก มิหนำซ้ำยังมีหินผลึกศักดิ์สิทธิ์อีกนับร้อยล้าน หากคิดที่จะประเมินออกมา ย่อมไม่อาจที่จะนับได้หมด

ในครั้งนี้หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นนับว่าได้มีหยางไคช่วยในการจัดการกับภัยพิบัติของนิกายแสงอัคคีได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รวบรวมเข้ากลืนกินความมั่งคั่งจากนิกายแสงอัคคีออกมา จนกระทั่งหลังจากที่ได้รับการสั่งการจากลั่วหลี ปิงหลงจึงได้นำสมบัติมั่งคั่งครึ่งหนึ่งมาส่งให้ด้วยตัวเอง ซึ่งแบ่งเป็นหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นได้ถือครองไปครึ่งหนึ่ง และหยางไคก็ได้ส่วนแบ่งไปอีกครึ่งหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว!

นี่ก็คือจุดเด่นของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็น พวกนางเองที่ยอมทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการชดเชยต่อสิ่งที่ได้เคยทำลงไป

หยางไคย่อมกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี ย่อมต้องไม่ไปปฏิเสธอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังได้เปิดแหวนมิติออกมาด้วยความสาสมใจเลยทีเดียว

บัดนี้เขาที่ได้นำคนหลายหมื่นคนมุ่งหน้าไปยังดาวอนันตกาล อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะได้เก็บรวบรวมทรัพยากรในการบ่มเพาะอย่างมากมายมหาศาล ด้วยความมั่งคั่งเยี่ยงนี้ของนิกายแสงอัคคี ย่อมเพียงพอที่จะให้คนของทวีปถ่งซ๋วนไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่อย่างกังวลไปได้นานนับสิบถึงยี่สิบปีเลยทีเดียว

ถึงแม้ปลายเท้าของหยางไคจะยังหาได้ออกไปจากปล่องภูเขาไฟ แต่ก็ยังสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้คนของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นเหล่านี้กันได้อยู่

หลังจากที่นิกายแสงอัคคีได้ถูกกำจัดไป ชีพจรขุนเขาแสงเพลิงสายนี้เองก็ได้สำเร็จจนกลายเป็นพื้นที่ไร้เจ้าของไปโดยปริยาย และคนของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นที่มีแนวทางการบ่มเพาะเป็นธาตุน้ำแข็ง ย่อมไม่เหมาะสมที่จะโยกย้ายมาประจำการอยู่ในที่แห่งนี้กันอยู่แล้ว

ทว่าพวกนางเองก็มีอยู่ไม่น้อยที่ยังคงประจำการอยู่ในสำนักใกล้เคียง หลายวันมานี้ยังได้มีการโยกย้ายมาจนถึงชีพจรขุนเขาแสงเพลิงกันบางส่วน เพื่อที่จะเสาะหาสมบัติในด้านชัยภูมิแห่งนี้ใหม่

สิ่งเหล่านี้แทบจะหาได้เกี่ยวพันกับหยางไคเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของดาววารีสีชาด ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงแค่แขกเกริกคนหนึ่งเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่กำลังอยู่ในการรอคอย เขาและซูเหยียนที่หมดเรื่องที่จะสนทนากันแล้ว ในขณะที่ได้สนทนากันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาตลอดสามสิบปี อีกทั้งยังมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกอย่างก็ล้วนแต่สามารถที่จะสื่อออกมาให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ร่วมตามได้อย่างกระจ่างชัดเจน

ในบางครั้งบางคราวเองก็ได้นั่งลงเพื่อทำการบ่มเพาะ

ทั้งสองจึงได้พบว่า เมื่อในเวลาพวกเขาบ่มเพาะร่วมกัน ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะตามช่วงเวลาตามปกติของแต่ละคน กลับเรียกได้ว่าเร็วขึ้นกว่าเดิมไม่ได้แค่เพียงสิบเท่าแล้วเท่านั้น

จากการรวมประสานลมปราณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกันและกันนี้เอง ดุจดั่งสายน้ำไหลอย่างไม่ขาดสาย1 เหมือนดั่งทะเลสาบที่พวยพุ่งขึ้นก็มิปาน ดึงดูดลมปราณท่ามกลางฟ้าดินที่อยู่โดยรอบเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ซึมผ่านเข้าสู่ภายในร่างกาย

วันเวลาได้ผ่านพ้นเลยไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ได้ผ่านพ้นไปอีกกว่าครึ่งค่อนเดือนได้

ทั้งสองคนที่กำลังบ่มเพาะต่างก็รับรู้ถึงทุกอย่างได้ พร้อมทั้งเริ่มลืมตาขึ้นในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งได้หันไปเหม่อมองยังทางด้านล่าง

ทางด้านล่าง เดิมทีหินลาวาที่เดือดระอุกระเด็นกระดอนดุจกำลังคำรามในที่สุดก็มีแนวโน้มที่จะสงบลง อีกทั้งสภาวะขอบเขตอันน่าหวาดกลัวที่เกิดขึ้นโดยรอบเองก็ถึงกับลดทอนลงอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ชัด ในส่วนของการไหลของหินลาวายิ่งมีสภาวะเกิดการแข็งตัวก็มิปาน

ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ ที่กำลังดูดกลืนความร้อนที่อยู่ภายในปล่องภูเขาไฟนี้

หยางไคสาดดวงตาเป็นประกายกวาดมองไปยังทางด้านหน้า ภายในจิตใจพลันเกิดความรู้สึกที่เกินกว่าจะคาดเดาได้ขึ้น หันไปเหม่อมองด้วยความรู้สึกรอคอยมองขึ้นไป

หลังผ่านไปได้ครึ่งวัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น อุณหภูมิบริเวณปล่องภูเขาไฟนี้ถึงกับลดลงจนอยู่ในสภาพที่ปกติ ต่อให้เป็นคนสามัญที่ไม่ได้มีการบ่มเพาะก็ยังสามารถที่จะมาเยือนยังที่แห่งนี้ได้ ก็ยังไม่เกิดความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างไรมากมายนัก

ที่เบื้องหน้าที่เกิดเป็นความพลิกผันของลาวาก็พลันปรากฏขึ้นในลักษณะที่แข็งตัวขึ้นโดยพลัน

เกิดเป็นบรรยากาศขุมหนึ่งที่กำลังดีดตัวพุ่งสูงขึ้นลงสู่ทางด้านล่างขึ้นอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศนั้นกลับทำให้หยางไครู้สึกได้ถึงความคุ้นเคย จนมุมปากของเขาได้เผยส่วนที่เป็นรอยยิ้มออกมา

ถี่……

ประกายแสงสีแดงสายหนึ่งได้ดีดตัวออกมาจากบริเวณทางด้านล่าง ทันใดนั้นกายาอันยาวเหยียดกว่าสามจั้งของวิหคเพลิงก็ได้ปรากฏขึ้นอยู่กลางเวหา

ประกายแสงสีแดงที่เอ่อล้นอยู่บนร่าง เปลือกตาอันเป็นสีแดงซ่านแสบนัยน์ตา และที่อยู่บนร่างของมัน ยังได้มีลำแสงสายม่วงทอเป็นประกายออกมา สาดส่องออกไปจนเกิดเป็นบรรยากาศทำลายล้างขึ้น

หยางไคขมวดคิ้วชนกัน หันไปเหม่อมองวิหคเพลิงด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ จนสามารถสัมผัสได้ถึงสภาวะที่แข็งแกร่งจากภายในร่างกายของมัน พร้อมกับลอบเกิดอาการแตกตื่นตกใจขึ้น

วิหคเพลิงเองก็ได้เข้ากลืนกินเพลิงอัสนีสวรรค์ปฐพีจนสำเร็จไปได้ในที่สุด จนได้รับดวงจิตวิญญาณของการวิวัฒนาการ และเมื่อเทียบกับวิหคเพลิงก่อนหน้าที่จะวิวัฒนาการแทบจะเรียกได้ว่าแตกต่างกันเสียจนไม่อาจที่จะบรรยายออกมาได้เลย อีกทั้งยังแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิมไม่เพียงแค่สิบเท่าเท่านั้น ?

หยางไคก็ได้สัมผัสได้ว่าบนร่างของวิหคเพลิงถึงกับสร้างแรงกดดันของผู้ที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดราชันแก่เขาได้

บัดนี้วิหคเพลิงถึงกับสามารถได้เข้าสู่ขอบเขตกำเนิดราชันได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วอย่างงั้นหรือ ? หยางไคยังคงแสดงสีหน้าปิติยินดี

“แกว๊ก……”วิหคเพลิงเงยลำคอขึ้นสูง จนเกิดเป็นเสียงร้องสดใสดังก้อง เกิดเป็นจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีออกมา

ร่างกายของมันพลันเกิดการไหลเวียนพลังหยดหยาดออกมาขึ้นในทันที กางปีกขึ้นทั้งสองข้าง ทั่วทั้งร่างกายเองก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าสะท้านธรณีขึ้นภายในช่วงเวลาอันสั้นๆ

ร่างกายพลันระเบิดขึ้น ทันใดนั้นสาวงามผมยาวเหยียดนางหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าของหยางไค

หยางไคถึงกับต้องอ้าปากตาค้างไปชั่วขณะ!

เมื่อทอดตามองออกไป เบื้องหน้าที่ปรากฏสาวงามเช่นนี้ที่เรียกได้ว่างดงามเสียจนไม่ต้องอธิบายอะไรออกมา ใบหน้าที่รูปไข่อันกระจ่างสดใสละม้ายคล้ายกับได้รับการแต้มชาดนิดตกแต่งหน่อยตามโครงหน้า โดยที่แทบจะไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังมีคิ้วเรียวงามดุจใบหลิว จมูกที่มีสันได้รูป ริมฝีปากแดงที่เย้ายวนใจมีแรงดึงดูด สาดเป็นประกายระยิบระยับดุจผลึกหยกสีแดง ดูแล้วน่าหลงใหลสุดเปรียบปาน

เรือนร่างของนางเรียกได้ว่าร้อนแรงอย่างถึงขีดสุด เนินเขาคู่ที่อวบอิ่มสองลูก สะโพกเอวที่โค้งเรียวได้รูป สองขาคู่งามเรียวยาวดุจหลุดมาจากภาพวาด

ที่สำคัญที่สุดก็คือ นางยังได้สวมเอาไว้ด้วยอาภรณ์ที่ยิ่งขับเน้นให้ดูร้อนแรงขึ้นหนักยิ่งกว่า

อาภรณ์เกราะสีแดงเพลิงที่สวมเอาไว้อยู่ โดยที่ห่อหุ้มเอาไว้แค่เพียงจุดที่อวบอิ่มเป็นเนินลูกใหญ่ๆสองลูกนั้นและบริเวณน่องขาใหญ่จนถึงน่องขาน้อยซึ่งเป็นจุดที่อ่อนไหวง่าย

ส่วนหัวไหล่อันแสนเย้ายวน หน้าท้องที่แบนราบจนเรียบ ผิวพรรณอันมีน้ำมีนวลสดใสอย่างยิ่งยวดยังได้เผยออกมาให้ได้เห็นโดยที่มิมีสิ่งใดปกปิด ส่วนของขาสองข้างยังเป็นสัดได้ส่วนไปจนถึงด้านล่าง พร้อมกับความขาวมลดั่งหิมะ เท้าเปลือยเปล่าผุดผ่องดั่งหยกไปเยื้องย่างก้าวอยู่กลางเวหา เหมือนดั่งกำลังเหยียบย่ำอยู่ตามจิตใจของผู้คน

ทันใดนั้นหยางไคก็รู้สึกวิงเวียนเลอะเลือนขึ้นมาบ้างแล้ว

ซูเหยียนเองยังถึงกับต้องใช้มือน้อยๆปิดป้องไปที่ปากด้วยความประหลาดใจ คล้ายกับว่ากำลังคิดอะไรขึ้นมาได้ ถึงกับแย้มยิ้มกันไปเหม่อมองที่หยางไคแวบหนึ่ง อีกทั้งยังมีแววตาอันแสนลึกล้ำนั้นอีก

“เจ้า……เจ้า……เจ้าเหตุใดถึงได้เปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้แล้ว ?”หยางไคก็ได้ชี้ไปที่วิหคเพลิงที่มีการวิวัฒนาการ จนถึงกับพูดไม่ได้ศัพท์จำไม่ได้ความ

“คารวะนายเหนือ!”ทันใดนั้นวิหคเพลิงก็ได้พุ่งเข้ามาหมอบลงเพื่อแสดงการคารวะต่อหยางไค โดยที่ยังคงกล่าวออกมาคล้ายกับสายลมที่เปล่งออกมาตามช่องฟัน

เสียงของนางดูกระจ่างสดใสเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีไม่แต่เพียงแค่ร่างกายอันเร่าร้อนนั้น แต่ยังมีท่าทางที่เยือกเย็นออกมาด้วยเช่นเดียวกัน

อีกทั้ง เสียงของนางยังแฝงเอาไว้ด้วยสภาวะรังสีสังหารของการฆ่าล้างและทำลายล้างอยู่ชนิดหนึ่ง แล้วยังแววตาที่แดงซ่านคู่นั้นของนางที่แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเปลวเพลิงนั้นอีก

ระหว่างนั้นยังได้ใช้สายตาอันเย้ายวนของนางเหม่อมองออกไป หยางไคคล้ายกับกำลังตกอยู่ในโลกหล้าประหลาดที่ร้อนระอุขึ้นเป็นสาย นั่นราวกับเป็นดั่งฟ้าดินที่เร่าร้อนที่ฝังลึกเข้าสู่ภายในจิตใจผู้คนให้ร้อนระอุดั่งเพลิงผลาญกันได้เลย

“เจ้า……พูดได้แล้ว ?”หยางไคถึงกับยิ่งตะลึงลานขึ้นกว่าเดิม ถึงกับอ้าปากขึ้นจนกว้างหนักขึ้นกว่าเดิม

วิหคเพลิงพยักหน้าเล็กน้อย ครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่สักพัก แล้วจึงค่อยได้เอ่ยปากกล่าวออกมา:“หลังจากที่ได้ผสานรวมเข้ากับเด็กน้อยผู้นั้น ข้าก็สามารถเริ่มพูดได้แล้ว มีอะไรอย่างงั้นหรือ นายเหนือไม่ชอบสภาพที่ข้าเป็นอยู่อย่างงั้นรึ ?”

“ข้าสมควรที่จะชอบ ?”หยางไคถึงกับลอบขมวดคิ้วที่กำลังกระโดดไปมาหลายครั้งหลายครา ภายในแววตายังได้สาดเป็นประกายหันไปเหลือบมองซูเหยียนที่กำลังหรี่ตามองมาที่ตัวเอง ถึงกับอดไม่ได้ที่จะต้องลอบปลุกปลอบจิตใจกันเล็กน้อยเลยทีเดียว

“สมควรที่จะใช่แล้ว ข้าติดตามนายเหนือมานานหลายปี แต่กลับรู้สึกว่านายเหนือนับว่ามีงานอดิเรกเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้น……”

“หุบปาก!”หยางไคเดือดดาลขึ้นยกใหญ่ พร้อมทั้งสูดหายใจเข้าลึกๆไปหนึ่งคำ จากนั้นก็ได้ส่ายหน้าแล้วหันไปมองยังทางด้านของซูเหยียน ทอสีหน้าจริงจังแล้วกล่าว:“นี่เป็นการใส่ร้าย นี่จะต้องเป็นการให้ร้ายกันแน่นอน

ขอศิษย์พี่อย่าได้คิดเป็นจริงเป็นจังโดยเด็ดขาด”

ซูเหยียนแย้มยิ้มออกมาอย่างเย้ายวน พร้อมทั้งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:“ข้าย่อมต้องเชื่อในตัวศิษย์น้องอยู่แล้ว”

“นั่น……เป็นข้าที่ผิดเอง”วิหคเพลิงที่ครุ่นคิดอย่างจริงจังไปได้สักพัก ก็ได้ยอมรับผิดด้วยความจริงใจ หลังจากที่ได้กล่าวจบ ก็ได้แสดงสีหน้าเคร่งขรึมแล้วหันไปคารวะต่อซูเหยียน:“คารวะนายหญิง”

สาวน้อยนับว่ามีสายตาที่เฉียบคมนัก!หยางไคถึงกับยังต้องใช้สายตาเหลือบไปมองวิหคเพลิงด้วยความชื่นชม

ซูเหยียนขบริมฝีปากพร้อมกับยิ้มแย้ม แล้วเดินไปทางด้านหน้า แล้วดึงมือของวิหคเพลิงมาแล้วกล่าว : “ไม่ต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้ ข้าเองก็เห็นว่าด้วยรูปลักษณ์ที่เจ้าจำแลงกายออกมานั้นก็ไม่ได้มีอายุมากมายนัก เช่นนั้นพวกเราก็มาเรียกเป็นเจี่ยเม่ย(พี่สาวน้องสาว)ก็พอแล้ว เจ้าเองก็ติดตามศิษย์น้องมานานปี คาดว่าคงจะกระจ่างในความประพฤติในหลายปีมานี้ได้ทำอะไรมาบ้าง หากว่ามีเวลาว่างพวกเราก็มาสนทนาปราศรัยกันเถอะ”

“นายเหนือน่าจะไม่ใคร่คาดหวังให้ข้าเปิดเผยความลับของเขาออกมามากนัก โดยเฉพาะกับบรรดาหญิงสาวบางส่วน”วิหคเพลิงขมวดคิ้วแล้วตอบกลับ โดยที่ยังแสดงท่าทีไม่ยินยอมพร้อมใจออกมา

หยางไคถึงกับหน้าผากดำคล้ำดุจพบพานความวินาศกันแล้ว

ทันใดนั้นเขาก็ได้พบว่า ตัวเองกลับชมชอบตัวตนที่เชื่อฟังคำสั่งของตนเองก่อนหน้านี้เสียมากกว่า ที่ไม่ใช่วิหคเพลิงที่มีความคิดความอ่านและพูดออกมาได้เยี่ยงนี้

วิหคเพลิงในตอนนี้ที่มีความคิดความอ่านที่มากยิ่งขึ้น ความสามารถเพิ่มพูนสูงขึ้น แต่ว่าเพื่อตัวเองถึงอย่างไรก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังคงต้องสูญเสียไปอยู่ดีมิใช่หรอกหรือ ?

“ใช่แล้วศิษย์น้อง บัดนี้ที่มีนางอยู่ข้างกาย แล้วได้ตั้งชื่อให้แล้วหรือยัง ?”ซูเหยียนกลับหาได้เก็บเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาใส่ใจพร้อมกับถามขึ้น ทันใดนั้นจึงได้ถามออกมา

หยางไคส่ายหน้าไปมา พร้อมทั้งหันไปเหม่อมองวิหคเพลิงแล้วกล่าว : “เจ้าคาดหวังที่จะมีชื่ออย่างงั้นหรือ ?”

วิหคเพลิงสาดทอดวงตาสองข้างเป็นประกายระคนประหลาดใจ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ : “ขอโปรดนายเหนือช่วยประทานนามให้ด้วย !”

ชื่อเสียงนามจักเป็นสิ่งหนึ่งที่จะได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อแซ่นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการได้รับการอวยบรรดาศักดิ์ จึงค่อยถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างแท้จริง !

“เช่นนั้นก็เรียกว่าหลิวฮั่ว(เพลิงหลั่งไหล)เถอะ”หยางไคกลับหาได้ใคร่ครวญมากความไม่

.

.

.

จบบทที่ ตอนที่ 1667 ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาวุธวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว