- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 77
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 77
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 77
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 77 ราชินีหนาม
ในขณะที่ลินด์กับวอร์ทิเมอร์กำลังหารือกันในห้องพักของลานกุหลาบทอง ทางด้านสวนของไฮการ์เดนก็กำลังมีการพูดถึงตัวลินด์เช่นกัน
บรรดาสตรีชนชั้นสูงถูกไล่ออกจากสวนตามคำสั่งของราชินีหนาม เหลือเพียงสมาชิกตระกูลไทเรลล์กับสาวใช้คนสนิทไม่กี่คน พอจุดเทียนและก่อกองไฟในสวนเสร็จ บรรดาคนรับใช้ก็ล่าถอยไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนทหารยามของปราสาทก็ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลป้องกันไม่ให้ผู้ใดลอบฟัง
“เรื่องของลินด์นักล่าหมีนี่มันอย่างไรกัน?” โอเลนน่า เรดไวน์ หรือราชินีหนามเอ่ยถาม เมซ ไทเรลล์ ที่เพิ่งกลับจากการประชุมด้วยสีหน้าของนางอ่านไม่ออกแม้แต่น้อย “เจ้าสั่งให้เขายุติภารกิจ และเรียกตัวเขามาจากทัมเบิลตัน แล้วก็หายหัวไปส่งแค่วอร์ทิเมอร์มาพูดประโยคเดียว จากนั้นก็จับเขายัดเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? หรือว่าเดี๋ยวนี้เจ้าหลงตัวเองจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร?”
แม้โอเลนน่าจะตัวเล็กสูงกว่าเด็กสองคนวางซ้อนกันเพียงเล็กน้อย แต่เสียงของนางกลับแหลมคมและหนักแน่นจนทุกถ้อยคำของนางดังชัดเจนเชน พร้อมกับกลิ่นอายแห่งอำนาจที่มองไม่เห็นปกคลุมบรรยากาศ ยกเว้นแต่หลานสาวของนาง มาร์เจอรี ไทเรลล์ เท่านั้นที่ไม่รู้สึกกดดันอะไร
ลอร์ดเมซหน้าถอดสี พยายามหาคำพูดตอบรับ
“ท่านแม่ . . .” อาเลรีเองก็คิดจะช่วยสามี
“หุบปากซะอาเลรี” โอเลนน่าตัดบทเสียงแข็ง “ข้ากำลังอบรมลูกชาย ข้าปล่อยให้ไอ้เจ้าปลาปักเป้าอวดเบ่งนี่ลอยหน้าลอยตาอยู่นานเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า เพราะงั้นยืนเฉย ๆ ไว้”
จากนั้นนางก็หันกลับมาจ้องมองลอร์ดเมซเขม็ง “บอกข้ามา เมซ เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”
ลอร์ดเมซก้มหน้าตอบเสียงเบาว่า “ท่านแม่ . . . เขาก็แค่อัศวินธรรมดาคนหนึ่ง เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากในหลวง”
ราชินีหนามลุกจากเก้าอี้เดินมาหาลูกชาย พลางใช้สายตาคมกริบแทบเฉือนเนื้อได้ “เจ้าหูหนวกหรือ? เจ้าฟังเสียงโห่ร้องนอกกำแพงไม่ออกหรือยังไง? ไม่มีใครบอกเจ้าบ้างเลยหรือว่าเมื่อบ่ายเกิดอะไรขึ้นที่เมืองนอก? แล้วเจ้ากล้าเรียกเขาว่าอัศวินธรรมดา? หรือว่าไวท์วอล์คเกอร์มันแงะกะโหลกเจ้าออกไปแล้ว?”
ลอร์ดเมซก้มหน้ายิ่งกว่าเดิม ส่วนคนอื่น ๆ รอบตัวต่างก็พากันหลบตานางกันหมด
โอเลนน่ากลับมานั่งลง และพูดด้วยน้ำเสียงเริ่มช้าลงแต่ไม่อ่อนลง “เมซ ข้าถามเจ้าว่าเรียกลินด์ ทาร์รันมาที่ไฮการ์เดนเพื่ออะไร?”
“วิลลาสกำลังจะเดินทางไปดอร์น ข้ากลัวจะเกิดเรื่องจึงเรียกลินด์มาให้คุ้มกันเขา” เมซตอบเบา ๆ
“แปลว่าเจ้าเรียกเขามาเพื่อปกป้องลูกชายของเจ้า ทายาทของเจ้าเอง” โอเลนน่าพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ควรหาทางผูกมิตรกับเขาไม่ใช่หรือ? ทำไมเจ้าถึงปล่อยปละละเลยเขา? ไม่กลัวหรือว่าเขาจะไม่เต็มใจคุ้มกันวิลลาสอีกต่อไป?”
“เขาไม่กล้าแน่!” สีหน้าลอร์ดเมซออกอาการตกใจ แต่ยังยืนยันเสียงแข็ง “เขาก็แค่อัศวินธรรมดาคนหนึ่ง ถ้าเขา . . .”
“ทำไมเจ้าถึงยังมองว่าเขาเป็นแค่อัศวิน?” โอเลนน่าขัดทันที “หรือว่าเจ้าถูกพวกคนโง่รอบตัวเปิดกะโหลกแล้วยัดขี้เถ้าเข้าไปแทนสมอง? รายงานทั้งหมดเกี่ยวกับเขาเจ้าก็เคยอ่านแล้ว เจ้าก็รู้ว่าเขามีอิทธิพลแค่ไหนที่ทัมเบิลตัน แต่เจ้าก็ยังเมินเขา?”
“แต่เขาก็ยังไม่ได้เป็นลอร์ดแห่งทัมเบิล . . .” เมซกล่าวขึ้นมาด้วยความลังเล
แต่ยังไม่ทันพูดจบ โอเลนน่าก็หยิบม้วนกระดาษบนโต๊ะปาใส่เขาทันที “นี่คือข่าวกรองจากทัมเบิลตันที่เจ้าปัดทิ้ง อ่านมันเดี๋ยวนี้”
เมซหยุดไปครู่หนึ่งก่อนรับม้วนหนังสือมาอ่าน พร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
“ก่อนกลับมาไฮการ์เดน เลดี้แห่งทัมเบิลตัน ไนมีเรีย ฟุตลีย์ เสนอแต่งงานกับเขา แม้เขาจะปฏิเสธ แต่ถ้าเขากลับไปสนใจข้อเสนอนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็สามารถกลายเป็นลอร์ดแห่งทัมเบิลตันได้ทันที แล้วเจ้าจะยังกล้าบอกอีกหรือว่าเขาเป็นแค่อัศวินธรรมดา?” โอเลนน่ากล่าวเสียงเย็น
เมซนิ่งเงียบไม่กล้ามองหน้ามารดา และหลังหยุดไปครู่หนึ่งเขาก็ถามว่า “แล้วทำไมเขาถึงปฏิเสธ?”
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน” โอเลนน่าตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงฟังดูแปลกไปจากปกติ
“หรือว่า . . . เพราะเลดี้ไนมีเรียหน้าตาไม่งดงาม?” ขุนนางหญิงคนหนึ่งจากสาขารองของตระกูลไทเรลล์ออกความเห็นอย่างระมัดระวัง
โอเลนน่าหันขวับไปมองขุนนางหญิงคนนั้นด้วยสีหน้าแสดงความรังเกียจชัดเจน “มีใครน่าเกลียดกว่าสามีของเจ้าอีกหรือ? แม้แต่เขายังมีสาว ๆ แย่งกันมาแต่ง แล้วจะไปแคร์อะไรถ้าไนมีเรียไม่ได้มีหน้าตางดงาม?”
ขุนนางหญิงคนนั้นก้มหน้าทันที และไม่กล้าพูดอีกต่อไป
โอเลนน่าหันกลับไปหาลอร์ดเมซ “เจ้าคิดว่าข้าโกรธที่เจ้าดูถูกลินด์เพราะเขามีอิทธิพลในทัมเบิลตันใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่หรือ?” เมซถามด้วยความสับสน
ราชินีหนามถามกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตั้งแต่ลินด์ ทาร์รันเข้ารับใช้ตระกูลไทเรลล์ผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว?”
ลอร์ดเมซนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “น่าจะไม่กี่เดือน?”
“ไม่กี่เดือน และยังไม่ถึงครึ่งปี” โอเลนน่าพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ เขาเป็นใคร?”
“นักล่า” เมซตอบทันที “มันอยู่ในบทเพลง ลินด์นักล่าหมี ด้วย”
“งั้นเจ้าตอบข้ามา ตั้งแต่เจ็ดอาณาจักรถือกำเนิดมา เคยมีใครบ้างที่มาจากพื้นเพนักล่าแล้วทำได้อย่างเขาภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน?”
ทั้งสวนตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนพยายามคิดหาคนที่เทียบได้ แต่ก็ไม่มีใครนึกออก
“ข้าอยู่มานาน เจอคนเก่งมาก็มาก” โอเลนน่าว่าด้วยเสียงจริงจัง “แต่ไม่เคยเจอใครเหมือนลินด์ ทาร์รันเลย คนแบบนี้ต่อให้ไม่สามารถเป็นมิตรได้ก็ห้ามเป็นศัตรูเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นอัศวินของตระกูลไทเรลล์ของเรา เจ้าไม่คิดหรือว่าเขาคู่ควรแก่การชักชวน? เจ้าจงจำเอาไว้ ความหยิ่งผยองไม่ใช่คุณสมบัติของตระกูลเรา การดูถูกผู้อื่นบางครั้งไม่ได้สะท้อนอะไรนอกจากความโง่ของตัวเจ้าเอง”
ลอร์ดเมซยังคงเงียบสีหน้าอ่านไม่ออก และหลังนิ่งไปพักหนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะไปพบเขาพรุ่งนี้”
“ไม่ต้อง ข้าสั่งให้วิลลาสไปแล้ว” โอเลนน่าตอบ
“ข้าอยากไปด้วย!” มาร์เจอรีปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้หิน “ข้าอยากเห็นเจ้าแมวตัวใหญ่!”
“ข้าก็จะไปด้วย” ลอรัสตะโกนตามมาติด ๆ
“ไปก็ไป” ราชินีหนามพยักหน้าอนุญาต
เมื่อทุกอย่างคลี่คลายเมซก็รีบอ้างว่าจะขอตัวกลับห้องพัก ท่านหญิงอาเลรีจึงเดินตามเขาไป แต่แทนที่จะกลับห้องทั้งสองกลับเดินไปยังสวนก็อดส์วูดของไฮการ์เดน
สวนก็อดส์วูดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินทางตะวันตกของปราสาทด้านใน มีต้นเวียร์วูดสูงใหญ่มากจนแทบบดบังวิหารใหญ่ของไฮการ์เดนไว้จากทางด้านหลัง กลางป่ามี ‘ต้นหัวใจสามต้น’ ที่ว่ากันว่า การ์ธ กรีนแฮนด์ ปลูกด้วยตัวเอง ใบสีแดงเพลิงของมันมองเห็นได้แม้จากนอกกำแพง
ระหว่างเดินเมซก็หันไปถามภรรยาว่า “อาเลรี เจ้าคิดอย่างไรกับลินด์ ทาร์รันตอนที่เจอเขา?”
อาเลรีคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เขาเป็นหนุ่มที่สุขุม ข้าได้ยินว่าเขาอายุแค่สิบห้าหรือสิบหก แต่หน้าตาเหมือนยี่สิบหรือสามสิบได้เลย”
“ดูเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ” เมซเห็นด้วย “แต่ข้าว่ามันไม่ใช่แค่ความเป็นผู้ใหญ่ เขา . . . ไม่ให้เกียรติข้าเลย ตอนเจอเขาที่ค่ายนอกคิงส์แลนดิ้ง เขามองข้าเหมือนข้าเป็นแค่คนรับใช้ ทั้งที่ข้าเป็นลอร์ดแห่งไฮการ์เดน และเป็นผู้บังคับบัญชาเขา เขาไม่คิดจะเกรงใจข้าบ้างเลยหรือ?”
“นั่นคือเหตุผลที่เจ้ารังเกียจเขาหรือ?” อาเลรีถาม
“บางส่วน” เมซยอมรับ “แต่เหตุผลจริง ๆ คือเขาทำให้ข้านึกถึง แรนดิล ทาร์ลี่”
“ลอร์ดแรนดิล ทาร์ลี่?” อาเลรีตกใจ และนึกถึงหน้าของลินด์แล้วส่ายหน้า “พวกเขาไม่ได้หน้าตาเหมือนกันเลย”
“ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าตา ข้าหมายถึงบรรยากาศรอบตัวเขา” เมซอธิบาย
อาเลรีครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “จริง พวกเขามีบางอย่างคล้ายกันจริง ๆ”
เมซถอนใจ “มีแรนดิล ทาร์ลี่คนเดียวก็ปวดหัวพอแล้ว ข้าไม่อยากมีอีกคนมาทำให้ข้าเดือดเนื้อร้อนใจอีก”
อาเลรีหัวเราะเบา ๆ แล้วจับมือสามี “ลอร์ดทาร์ลี่แม้จะเข้มงวด แต่ไม่เคยให้คำแนะนำผิด เจ้าน่าจะภูมิใจที่มีขุนนางซื่อสัตย์แบบเขา”
เมซยักไหล่สีหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไร หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินไปถึงต้นหัวใจทั้งสาม จากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์แบบโบราณ แม้ตระกูลไทเรลล์จะนับถือศาสนาเจ็ดเทพ แต่พวกเขาไม่ได้ละทิ้งเทพเจ้าเก่า และยังคงรักษาพิธีกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเวียร์วูดไว้
หลังสวดเสร็จเมซก็เอ่ยถามว่า “เจ้าคิดว่าเขาเหมาะสมกับจานนาหรือไม่?”
“จานนา?” อาเลรีตกใจ “แต่ท่านแม่หาคู่หมั้นให้จานนาแล้วไม่ใช่หรือ? เห็นว่าเป็น เซอร์จอน ฟอสโซเวย์แห่งนิวบาเรล”
“ท่านแม่แค่เล็งไว้ ยังไม่ได้ติดต่อทางนิวบาเรลอย่างเป็นทางการ” เมซอธิบาย
“ไม่ได้” อาเลรีส่ายหน้าทันที “การแต่งงานกับนิวบาเรลเป็นเรื่องเสถียรภาพของดินแดนในเดอะรีช และเป็นเรื่องของการคานอำนาจกับพวกแอปเปิ้ลแดง เจ้าห้ามพลาดเด็ดขาด แม้เรายังไม่ติดต่อโดยตรง แต่ท่านแม่ก็เผยข่าวให้ขุนนางรู้กันทั่วเพื่อรอนิวบาเรลส่งคนมาขอแต่ง ถ้าเจ้าเอาจานนาไปให้คนอื่นตอนนี้ พวกแอปเปิ้ลเขียวจะถือว่าโดนดูแคลน แล้วพวกเขาอาจจะหันไปจับมือกับแอปเปิ้ลแดง ซึ่งแบบนั้นไม่ดีแน่”
“ก็จริงของเจ้า มันคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว” ลอร์ดเมซพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลของภรรยา “งั้นยังมีหญิงสาวคนไหนในตระกูลที่ยังไม่มีคู่แต่งอีกบ้างนะ . . .”
อาเลรีขมวดคิ้วขัดขึ้นทันที “เดี๋ยวนะ ทำไมเจ้าถึงอยากรีบจับลอร์ดลินด์แต่งงานนักล่ะ? ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ชอบเขาหรือ?”
“เจ้ามองไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ข้าเป็นยังไง? นางให้ความสำคัญกับลินด์ ทาร์รันมากเกินไป ข้ากลัวว่าวันหนึ่งนางจะเสียสติจนจับมาร์เจอรีแต่งให้เขา . . .” ลอร์ดเมซพึมพำเบา ๆ
“เจ้าบ้าไปแล้ว มาร์เจอรีอายุเท่าไหร่กัน?” อาเลรีมองสามีอย่างเหลือเชื่อปนเจ็บใจ “ต่อให้เจ้าจะเสียสติ แต่ท่านแม่ไม่มีวันเป็นแบบเจ้าแน่ พอได้แล้ว ปล่อยเรื่องลอร์ดลินด์ให้วิลลาสจัดการเถอะ”
ลอร์ดเมซไหล่ตก และไม่พูดอะไรอีก
อาเลรีมองสามีด้วยความเหนื่อยหน่าย ความธรรมดาไร้เอกลักษณ์ของเขาช่างน่าหงุดหงิด ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่ใส่ใจนัก “ว่าแต่ เจ้าได้คิดหรือยังว่าจะให้รางวัลอะไรกับลอร์ดลินด์ถ้าเขาปราบพวกโจรทางเหนือของบิทเทอร์บริดจ์สำเร็จ? จะมอบคฤหาสน์หรือหมู่บ้านไหนดี?”
ลอร์ดเมซส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “คิดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ เขายังทำไม่สำเร็จเลย แถมยังไม่แน่ว่าจะทำได้ด้วยซ้ำ”
“เจ้าอ่านรายงานทั้งหมดจากทัมเบิลตันมาแล้ว เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเขาจะล้มเหลว?” อาเลรีย้อนทันควัน
แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เมซก็รู้ดีว่ามันเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น เพราะไม่ว่าเหล่าศัตรูที่ริษยาจะพยายามขัดขวางแค่ไหน พวกมันก็ทำได้แค่ถ่วงเวลาไม่อาจหยุดยั้งลินด์ได้
หลังเงียบไปครู่หนึ่งเมซก็พูดขึ้นว่า “งั้นมอบหมู่บ้านหรือคฤหาสน์ที่ใกล้ ๆ นี่ให้เขาดีไหม? อย่างน้อยการมีเขาอยู่ใกล้ ๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจ”
อาเลรีถอนหายใจอย่างผิดหวังในความคิดของสามี และชี้ให้เห็นตรง ๆ ว่า “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองนอกเมื่อตอนบ่าย? ท่านแม่เพิ่งพูดถึงอิทธิพลของเขาที่เพิ่มขึ้นหลังมาถึงไฮการ์เดน ถ้าเขาอยู่ที่นี่นาน ๆ ล่ะก็ . . .”
ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบ แม้แต่มือสมัครเล่นอย่างเมซยังมองออกว่าอาจเกิดอะไรขึ้น ทำให้สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันตา แต่ครู่หนึ่งเขาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “เจ้าจำได้ไหมว่าเรายังมีที่ดินแยกอีกฝั่งหนึ่งของ เทือกเขาเรดเมาน์เทน?”
“อีกฝั่งของเทือกเขาเรดเมาน์เทน?” อาเลรีครุ่นคิด “เจ้าหมายถึงดินแดนที่อยู่ตรงข้ามกับปราสาทไวล์ ใช่หรือไม่?”
“ใช่” ลอร์ดเมซพยักหน้าอย่างภูมิใจในความคิดตัวเอง “ที่ดินตรงนั้นใหญ่กว่าหมู่บ้านหรือคฤหาสน์ธรรมดาอีกนะ มอบให้เป็นรางวัลคงเหมาะดี”
“ท่านฉลาดมากเพคะ ท่านลอร์ด” อาเลรีตอบด้วยน้ำเสียงเสียดสีที่แทบไม่ปิดบัง นางไม่เชื่อเลยว่าลินด์จะยอมรับรางวัลแบบนั้น แต่นางก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดอีก ลอร์ดเมซเองก็ไม่รู้สึกถึงความประชดนั้น เอาแต่คิดต่อถึงความเป็นไปได้ของแผนที่วางไว้