- หน้าแรก
- แค่เป่าลมก็เกิดเซียน ข้าเลยต้องแกล้งทำตัวเป็นคนธรรมดา
- บทที่ 11 ระฆังฟ้าเมฆาคารวะ
บทที่ 11 ระฆังฟ้าเมฆาคารวะ
บทที่ 11 ระฆังฟ้าเมฆาคารวะ
◉◉◉◉◉
"เอาล่ะ ต่อไปนี้เจ้าคือศิษย์คนที่สองของยอดเขาเมฆาเขียวข้า เจ้าสามารถสร้างเรือนพำนักของตัวเองที่นี่ได้เลย"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
หลัวเหอหันไปพูดกับซ่งฉู่เฟิงที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ "อย่ามัวยืนอยู่ตรงนั้นเลย ต่อไปนี้นางคือศิษย์น้องเล็กของเจ้า เจ้าพานางไปทำความคุ้นเคยกับกฎของยอดเขาเมฆาเขียวเราก่อน"
"ขอรับ ท่านอาจารย์"
"อืม ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็ตั้งใจฝึกฝนกันให้ดี อาจารย์ขอตัวกลับห้องก่อน"
หลัวเหอมองคนทั้งสองอย่างพึงพอใจ
หลังจากหลัวเหอจากไป ซ่งฉู่เฟิงจึงหันไปมองซ่งอวี่เยียน
เสน่ห์ของซ่งอวี่เยียนนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เพราะเพิ่งจะเจอดีจากหลี่ชิงเสวี่ยมาหมาดๆ เขาจึงไม่กล้าทำตัวเหลวไหลจนเกินไป
"ศิษย์พี่" ซ่งอวี่เยียนเอ่ยทัก
ซ่งฉู่เฟิงพยักหน้า ก่อนจะเริ่มพาซ่งอวี่เยียนเดินสำรวจยอดเขาเมฆาเขียว และอธิบายกฎระเบียบต่างๆ ให้นางฟัง
เมื่อได้ยินว่าคติประจำใจของท่านอาจารย์คือ "อยู่อย่างสงบเสงี่ยม" สีหน้าของซ่งอวี่เยียนก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
"ศิษย์น้องเอ๋ย วิถีแห่งความสงบเสงี่ยมนี้มีเหตุผลของมันนะ เจ้าฟังข้าอธิบายให้ดีๆ"
จากนั้น ซ่งฉู่เฟิงก็ได้ถ่ายทอดทฤษฎี "พวกขี้โกง" ของหลัวเหอให้ซ่งอวี่เยียนฟัง
ยิ่งฟัง ซ่งอวี่เยียนก็ยิ่งตกใจ ไม่คิดว่าบนโลกนี้จะมีคนแบบนี้อยู่ด้วย?
นี่มันจะไม่ให้เหล่าอัจฉริยะคนอื่นได้มีที่ยืนกันเลยหรือ?
"ศิษย์น้อง ตอนแรกข้าเองก็ไม่เชื่อหรอกว่าบนโลกนี้จะมีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ แต่พอได้เจอกับตัวเองจริงๆ มันก็สายไปเสียแล้ว" ซ่งฉู่เฟิงถอนหายใจ
"ศิษย์พี่ หรือว่าท่าน... ก็ถูกคนที่เรียกว่าพวกขี้... บุตรแห่งโชคชะตานั่นทำลายพลังฝีมือ?"
ซ่งฉู่เฟิงพยักหน้า
ส่วนซ่งอวี่เยียนก็เริ่มนึกถึงคู่ปรับของนาง และยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว
จริงด้วย... ตอนแรก ไม่มีใครสนใจคู่ปรับของนางเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งตอนที่เขาท้าประลองกับคู่หมั้นของนาง ซ่งอวี่เยียนยังคิดว่าคู่หมั้นของนางตบทีเดียวเขาก็คงปลิวแล้ว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า คนที่ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเขา จะเอาชนะคู่หมั้นของนางได้จริงๆ
เมื่อมาคิดดูตอนนี้ คู่ปรับของนางคนนั้น ก็คือบุตรแห่งโชคชะตาที่หลัวเหอพูดถึงไม่ใช่หรือ?
ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางจะพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนั้น
"แล้ว... ศิษย์พี่ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าท่านอาจารย์อยู่ในระดับพลังใดแล้ว?"
ตอนนี้ซ่งอวี่เยียนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลัวเหอแล้ว ความหวังทั้งหมดของนางจึงฝากไว้ที่เขา ดังนั้นนางจึงอยากรู้ถึงพลังที่แท้จริงของหลัวเหอ
ซ่งฉู่เฟิงส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้ระดับพลังของท่านอาจารย์เช่นกัน ท่านอาจารย์ไม่เคยเปิดเผยพลังที่แท้จริงของท่านเลย"
"จริงสิ ศิษย์น้องเจ้าคงไม่ได้รับเพลงสวรรค์เก้าจักรสินะ ข้าเองก็ฝึกเพลงสวรรค์เก้าจักรอยู่ หากเจ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ข้าสอนให้ได้นะ" ซ่งฉู่เฟิงพูดต่อ
"เพลงสวรรค์เก้าจักร? ท่านอาจารย์ไม่ได้มอบเคล็ดวิชานี้ให้ข้านี่เจ้าคะ" ซ่งอวี่เยียนสงสัย
"อะไรนะ ท่านอาจารย์ไม่ได้มอบวิถีเซียนให้เจ้างั้นรึ?"
หรือว่า... นี่เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์มอบให้ข้าเป็นพิเศษ?
ซ่งฉู่เฟิงอดคิดไม่ได้
"ท่านอาจารย์มอบวิถีเซียนให้ข้าเจ้าค่ะ แต่เป็นวิถีเซียนที่ชื่อว่าเพลงสวรรค์จันทราธารา... หรือว่า... เพลงสวรรค์เก้าจักรของท่านก็เป็นวิถีเซียนเหมือนกัน?"
ทั้งสองสบตากัน เดิมทีคิดว่าหลัวเหอมีวิถีเซียนเพียงเล่มเดียว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีถึงสองเล่ม และยังเป็นวิถีเซียนที่เหมาะสมกับพวกเขาแต่ละคนโดยเฉพาะ!
บางที... หลัวเหออาจจะมีวิถีเซียนมากกว่านี้อีกก็เป็นได้
ทั้งสองคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ดูท่า... ระดับพลังของท่านอาจารย์คงจะน่ากลัวมาก เกรงว่าจะเหนือกว่าปีศาจเฒ่าระดับบรรลุสู่มรรคาวิถีไปแล้ว" ซ่งฉู่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ต้องรู้ไว้ว่าวิถีเซียนนั้น แม้แต่ปีศาจเฒ่าระดับบรรลุสู่มรรคาวิถีก็คงมีไม่มากนัก
แต่สำหรับท่านอาจารย์แล้ว มันกลับดูเหมือนผักกาดเน่าๆ ในตลาด เช่นนั้นแล้วพลังฝีมือของหลัวเหอเองก็คงจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ซ่งอวี่เยียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
แต่แล้ว... นางก็ดีใจจนเนื้อเต้น
นั่นไม่ได้หมายความว่า นางเลือกอาจารย์ไม่ผิดคนหรอกหรือ?
ทั้งสองคนต่างคาดเดาระดับพลังของหลัวเหอตามความคิดของตนเอง
อันที่จริงแล้ว ระดับพลังที่แท้จริงของหลัวเหอนั้นอยู่เพียงแค่ระดับหยวนอิงเท่านั้น
ในขณะนั้นเอง หลัวเหอก็เดินออกมาจากห้อง
ทั้งสองคนรีบเปลี่ยนเป็นเด็กดีในทันที และมองไปยังหลัวเหอ
ตอนนี้พวกเขารู้ถึงพลังที่แท้จริงของหลัวเหอแล้ว ในใจจึงเปี่ยมไปด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
และได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า ต่อไปนี้หลัวเหอคือท่านอาจารย์เพียงคนเดียวของพวกเขา จะไม่มีใครมาแทนที่ได้
หลัวเหอมองคนทั้งสองแวบหนึ่ง ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าทั้งสองคนดูจะเชื่อฟังมากขึ้น
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
"จริงสิ อวี่เยียน ข้าลืมให้ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรแก่เจ้า เจ้ารับไปสิ"
"เจ้าค่ะ" ซ่งอวี่เยียนรับแหวนที่หลัวเหอยื่นให้มา ท่ามกลางสายตาอิจฉาของซ่งฉู่เฟิงที่มองอยู่ข้างๆ
ซ่งอวี่เยียนรับมาพลางคิดในใจว่าทรัพยากรบำเพ็ญเพียรคงไม่มีอะไรพิเศษนัก
หลังจากหลัวเหอเดินจากไป ซ่งอวี่เยียนจึงเปิดแหวนมิติวงนั้นดู แล้วก็ต้องตกตะลึงไปพักใหญ่
ในแหวนมิติมีโอสถรวมจิตอยู่ถึงหลายพันเม็ด!
ต้องรู้ว่าโอสถรวมจิตนั้นล้ำค่าอย่างยิ่ง แม้แต่ในฐานะคุณหนูจวนท่านดยุกอย่างนาง ทุกเดือนก็ยังได้รับจากจวนเพียงสิบเม็ดเท่านั้น
แต่อาจารย์ของนาง กลับมอบให้ทีเดียวหลายพันเม็ด นี่มันเทียบกันไม่ได้เลย!
บัดนี้ ซ่งอวี่เยียนยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีกว่าหลัวเหอคือยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่เก็บตัวอยู่นาน
ข้าจะต้องตั้งใจฝึกฝน ไม่ให้เสียแรงที่ท่านอาจารย์ทุ่มเทให้!
หนึ่งเดือนต่อมา
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพลันแผ่ออกมาจากร่างของหลัวเหอ ระดับพลังของเขาได้ทะลวงสู่ระดับหยวนอิงขั้นที่สองแล้ว
ตามหลักเหตุผลแล้ว ยิ่งระดับพลังสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการสั่งสมและขัดเกลามากขึ้นเท่านั้น ความเร็วในการฝึกฝนไม่น่าจะรวดเร็วเช่นนี้
แต่คอขวดที่ว่ามาทั้งหมด สำหรับหลัวเหอแล้วกลับไม่มีอยู่จริง
นี่ไม่ใช่เพียงเพราะการช่วยเหลือของวิถีเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรสวรรค์อันไร้เทียมทานของหลัวเหอเองด้วย
แต่ในขณะนั้นเอง หลัวเหอก็พบว่าทารกวิญญาณที่แต่เดิมบริสุทธิ์ไร้ที่ติในร่างกายของเขา กลับเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติขึ้น
ทารกวิญญาณราวกับได้รับผลกระทบจากพลังภายนอกบางอย่าง พลันแยกออกเป็นสองส่วน!
จากนั้น ทารกวิญญาณทั้งสองส่วนก็เติบโตขึ้นเอง จนสุดท้ายกลายเป็นทารกวิญญาณสองตน!
หลัวเหองงเป็นไก่ตาแตก ผู้ฝึกตนตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่เคยมีใครฝึกจนได้ทารกวิญญาณสองตนมาก่อน นี่เขาไปทำอีท่าไหนกันแน่
ทว่า หลัวเหอไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายของตนมีความผิดปกติใดๆ ตรงกันข้าม หลังจากมีทารกวิญญาณสองตนแล้ว การรับรู้ของเขาดูเหมือนจะเฉียบคมขึ้นด้วยซ้ำ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เมื่อครู่เขาเพียงแค่กำลังทำความเข้าใจวิชาควบคุมจิตเทวะ แล้วก็เริ่มฝึกฝนไปโดยไม่รู้ตัว
หรือว่า... นี่จะเป็นฝีมือของวิชาควบคุมจิตเทวะ?
ยังไม่ทันที่หลัวเหอจะได้ศึกษาค้นคว้าวิชาควบคุมจิตเทวะอย่างละเอียด เสียงระฆังอันดังกึกก้องก็แว่วเข้ามาในหูของเขา
นี่คือระฆังฟ้าเมฆาคารวะ เสียงของศาสตราวิญญาณชนิดนี้ โดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงผู้อาวุโสฝ่ายในที่มีระดับพลังสูงเท่านั้นที่จะได้ยิน
และโดยปกติแล้ว สำนักเมฆาคารวะจะไม่ตีระฆังฟ้าเมฆาคารวะพร่ำเพรื่อ จะตีก็ต่อเมื่อสำนักมีเรื่องสำคัญต้องประกาศเท่านั้น
หลัวเหอไม่มีทางเลือก คำสั่งเรียกประชุมของสำนักเช่นนี้เขาไม่ไปไม่ได้
แม้เขาจะเก็บตัว แต่ก็ยังเป็นคนของสำนักเมฆาคารวะอยู่
ดังนั้น ร่างของหลัวเหอจึงกลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง พุ่งตรงไปยังลานกว้างของฝ่ายใน
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]