เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 98 เลียร้องเท้าข้าซะ

ตอนที่ 98 เลียร้องเท้าข้าซะ

ตอนที่ 98 เลียร้องเท้าข้าซะ


“เฟิงหยาง?” มุมปากของหลิงฮันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มและพูด “ตอนนี้เขาแข็งแกร่งขนาดไหนแล้ว?”

 

“ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ครั้งล่าสุดที่เขากลับมายังสำนัก เขาอยู่ในระดับก่อเกิดธาตุขั้นสี่ และตอนที่มีคนเห็นเขาใช้กระบวนท่าในโบราณสถาน เขามีปราณกระบี่ถึงสี่เล่ม” ฉีฮวงเย่พูดอย่างจริงจัง

 

ระดับก่อเกิดธาตุขั้นสี่นั้นสูงกว่าชางเย่เสียอีก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตำแหน่งศิษย์หลักก็เหมือนกับการเปลี่ยนตำแหน่งของศิษย์ที่แท้จริง โดยจะจัดขึ้นช่วงสิ้นปีของทุกๆปี

 

เฟิงหยางคงจะเพิ่งทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุขั้นสี่ ยิ่งกว่านั้นพลังบ่มเพาะก็ไม่ได้แสดงถึงพลังต่อสู้ของคนคนนั้น ดังนั้นเฟิงหยางจึงไม่ได้ท้าประลองชางเย่ จ้าวฮวาน หรือฉีเฟิงหยุนตอนสิ้นปีที่ผ่านมา

 

“จริงสิ ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าได้รับข่าวมาว่าตำหนักสมบัติวิญญาณจะจัดการประมูลขึ้นคืนนี้ มีใครสนใจจะลองไปดูบ้าง?” จู่ๆจิงหวู่จื้อก็พูดขึ้นมา

 

“ตำหนักสมบัติวิญญาณ?” หลิงฮันถามด้วยความสงสัย

 

“มันคือสถานที่ประมูลของเมืองจักรพรรดิ เจ้าของตำหนักเป็นบุคคลที่ลึกลับ จากข่าวลือแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้แม้กระทั่งเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงหรืออายุเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าอย่างไร คนคนนั้นก็ต้องมาจากขุมอำนาจที่สำคัญแน่ๆ เพราะไม่มีใครเลยที่กล้าจะสร้างปัญหาขึ้นที่ตำหนักสมบัติวิญญาณ” จิงหวู่จื้ออธิบาย

 

“ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครไปสร้างปัญหาที่นั่น แต่พวกที่เคยไปสร้างปัญหาก่อนหน้านี้ได้ตายไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะไปล่วงเกินตำหนักสมบัติวิญญาณอีกต่อไป” ฉีฮวงเย่พูดออกมา มันเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลราชวงศ์ ดังนั้นจึงรู้ข้อมูลมากกว่าจิงหวู่จื้อ

 

“น่าสนใจ งั้นก็ไปดูสักหน่อยแล้วกัน” หลิงฮันพูดด้วยรอยยิ้ม ถ้าเขาสามารถได้รับส่วนผสมสำคัญสำหรับหลอมโอสถฟื้นคืนวิญญาณจากการประมูลนี้ ก็จะเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่เขาจะสามารถรักษารากฐานวิญญาณของหลิงตงซิงได้

 

หลังจากที่เขาทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุ เขาจะสามาถฝึกฝนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้ ยิ่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็จะสามารถหลอมเม็ดยาที่มีระดับสูงขึ้นไปอีกได้เท่านั้น แต่อุณหภูมิของเปลวเพลิงที่เขาสามารถจุดขึ้นมาได้ยังเป้นปัญหาอยู่ อุณหภูมิของเปลวเพลิงจะเพิ่มขึ้นได้โดยการยกระดับบ่มเพาะของคนคนนั้นขึ้นเท่านั้น  ไม่ว่าจะมีความสามารถในการควบคุมเปลวเพลิงขนาดไหน อุณหภูมิของเปลวเพลิงที่สามารถจุดได้ก็ยังมีขีดจำกัด

 

‘อายุขัยของท่านพ่อมีขีดจำกัด เพราะงั้นเรื่องนี้จึงไม่อาจชักช้าได้!’ เขาคิดในใจ ‘ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องหาคนมาช่วยหลอมเม็ดยาแทน หรือไม่ก็ต้องผสานเพลิงของข้าเข้ากับเพลิงวิญญาณแห่งสวรรค์และปฐพี ด้วยการช่วยเหลือของเพลิงวิญญาณ ข้าจะสามารถเพิ่มความร้อนของเปลวเพลิงให้สูงขึ้นได้’

 

แต่ว่าเพลิงวิญญาณนั้นหายากเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นในชีวิตที่แล้ว ข้าก็ไม่เคยพบเห็นเพลิงวิญญาณเลย แต่ตอนนี้หนึ่งหมื่นปีได้ผ่านไปแล้ว บางทีดวงข้าอาจจะดีขึ้นก็ได้

 

เพลิงวิญญาณคือ เพลิงที่มีวิญญาณและความนึกคิดที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ ถ้าจอมยุทธสามารถหลอมรวมเพลิงวิญญาณเข้ากับตนเองได้ คนคนนั้นจะสามารถเพิ่มระดับพลังบ่มเพาะ หรือสร้างกายหยาบที่มีความพิเศษขึ้นมาได้ สำหรับนักปรุงยาแล้ว ถ้าพวกเขาสามารถหลอมเปลวเพลิงของตัวเองเข้ากับเพลิงวิญญาณได้ ความสามารถในการปรุงยาของพวกเขาจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อหมื่นปีก่อน มีนักปรุงยาไร้นามคนหนึ่งบังเอิญหลอมเพลิงของตนเองเข้ากับเพลิงวิญญาณได้ และในที่สุดคนคนนั้นก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งการปรุงยา

 

ถ้าหลิงฮันต้องการจะหลอมโอสถฟื้นคืนวิญญาณภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ การหลอมรวมกับเพลิงวิญญาณคือทางเลือกเดียวที่เขามี เพราะนักปรุงยาระดับสูงที่สุดของแคว้นพิรุณคือระดับดำขั้นสูง ซึ่งไม่มีความสามารถพอที่จะหลอมเม็ดยาระดับปฐพีได้แน่นอน

 

พวกเขากินกันเสร็จแล้ว เมื่อจ่ายเงินเสร็จพวกเขาได้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังตำหนักสมบัติวิญญาณเพื่อเข้าร่วมงานประมูลที่กำลังจะจัดขึ้น

 

เนื่องจากระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก พวกเขาจึงไม่ได้นั่งรถม้าและเดินไปด้วยตัวเอง ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ในที่สุดก็มาถึงตำหนักสมบัติวิญญาณ

 

นี่คือสถานที่ที่เอาไว้สำหรับขายสมบัติโดยเฉพาะ

 

อะไรบ้างที่นับว่าเป็นสมบัติ?

 

อาวุธ ทักษะบ่มเพาะ ทักษะยุทธ โอสถ และสมุนไพรเองก็นับว่าเป็นสมบัติหากมันมีมูลค่ามากพอจะสามารถนำมาขายที่นี่ได้ การมูลจะจัดขึ้นทุกๆเดือนเพื่อขายของที่หายากและมีมูลค่า บางเดือนถึงกับมีการจัดประมูลครั้งใหญ่ที่แม้แต่ตระกูลจักรพรรดิและแปดตระกูลใหญ่ยังต้องใจสั่น

 

การประมูลวันนี้เป็นเพียงการประมูลธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีจอมยุทธที่ทรงพลังมาเข้าร่วม แต่ถึงอย่างนั้นคนก็ยังเยอะอยู่ดี เพราะการประมูลจะจัดเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น แถมยังมีของหายากที่อาจจะนำมาประมูลอีกด้วย

 

พวกเขากำลังจะเดินเข้าไป แต่ได้มีรุ่นเยาว์สองคนเดินเข้ามาหาพวกเขา รุ่นเยาว์สองคนนี้เดินใกล้ชิดกัน จากที่ดูแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างพวกมันคงจะค่อนข้างดีทีเดียว

 

“หือ เป็นเจ้านี่เอง!” เมื่อหนึ่งในพวกมันเห็นหลิงฮัน ท่าทางของมันได้เปลี่ยนเป็นเย็นชา มันชี้นิ้วมาที่หลิงฮันแล้วพูด “ฮ่าๆๆๆ เจ้าคนบัดสบ เจ้าคงจะไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นสินะ? ข้าเข้าร่วมกับสำนักฮูหยางได้ แถมยังทะลวงผ่านระดับรวมธาตุแล้วด้วย”

 

รุ่นเยาว์ที่อวดดีคนนี้คือเฟิงหลัว เรื่องที่มันทะลวงผ่านระดับรวมธาตุได้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายเล็กน้อย จากพรสวรรค์ตั้งแต่เกิดของมัน มันไม่น่าจะทะลวงผ่านระดับรวมธาตุได้เร็วขนาดนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของหลิงฮัน มันเป็นเพียงเม็ดปลวกเท่านั้น เพราะงั้นหลิงฮันจึงไม่ได้เก็บเรื่องของมันมาคิดอะไร เขาทำเพียงตอบกลับไปอย่างสุขุม “หยุดชี้นิ้วซะ หรือถ้าไม่ทำ ข้าจะหักมันทิ้งให้เอง”

 

ใบหน้าของเฟิงหลัวเต็มไปด้วยความโกรธ แต่เมื่อมันนึกถึงพลังต่อสู้ที่หลิงฮันมี ความรู้สึกหวาดกลัวได้เกิดขึ้นมาในใจจนต้องเอานิ้วลง แต่ถึงอย่างนั้นปากของมันก็ยังพูดต่อไป “เจ้าขโมยสิทธิในการเข้าร่วมสำนักฮูหยางของข้าไปแล้วยังไงล่ะ? พี่ชายของข้าก็ยังช่วยให้ข้าเข้าสำนักได้อยู่ดี! หลิงฮันข้าจะบอกอะไรให้ ต่อจากนี้อย่าคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ เพราะข้าจะต้องทำลายเจ้าทิ้งอย่างแน่นอน!”

 

เฟิงหยางมีวิธีการที่ทำให้น้องชายของมันเข้าร่วมกับสำนักฮูหยางได้ บางทีมันอาจจะทำเหมือนกับหลิงตงซิงที่ทำข้อตกลงบางอย่างกับสำนัก ไม่อย่างนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นอัจฉริยะขนาดไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่สำนักจะให้ความสำคัญกับมันถึงขนาดสิทธิในการเข้าร่วมสำนักให้อย่างฟรีๆ

 

หลิงฮันหัวเราะอย่างมุ่งร้ายและพูดออกไป “พวกโง่เง่าที่กล้าพูดจาข่มขู่ข้าแบบนี้กับข้า ไม่เคยมีใครจบสวยสักคน!”

 

“ทำเป็นพูดดี!” ชายหนุ่มข้างๆเฟิงหลัวพูดขึ้นมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความยิ่งยโสที่ยิ่งกว่าเฟิงหลัวเสียอีก ปลายจมูกของมันเชิดสูงจนราวกับจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า “ข้าเคยเห็นคนอวดในเมืองจักรพรรดิมาไม่ได้ แต่คนอย่างเจ้า... หึหึหึ ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”

 

“ฮ่าๆ เจ้ารู้ไหมว่านี่คือใคร?” เฟิงหลัวถามอย่างภาคภูมิใจ และชี้ไปที่สหายของมัน “นี่คือเว่ยเหอเลอ นายน้อยเว่น! เขาเป็นดาวรุ่งแห่งสำนักฮูหยาง เขาคือคนที่จะได้กลายเป็นนักปรุงยาระดับดำอย่างแน่นอน”

 

“นั่นคือเว่ยเหอเลอ!” จิงหวู่จื้ออ้าปากค้างด้วยความตะลึง

 

“มันแข็งแกร่งมากเลยรึ?” ไป๋ลี่เถิงหยุนถามขึ้นมา “แต่มันอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นหนึ่งเองไม่ใช่รึไงกัน?”

 

ระดับรวมธาตุขั้นหนึ่ง... ต่อให้มันจะเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนหลิงฮัน มันก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี ถ้าให้มันสู้กับจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้า ผลลัพธ์ก็คือมันจะถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ไป๋ลี่เถิงหยุนเพิ่งจะเข้าร่วมกับสำนักฮูหยาง จึงยังไม่รู้ว่าทางสำนักมีฝ่ายปรุงยาอยู่ และไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมจิงหวู่จื้อต้องตกใจขนาดนั้น

 

“มันเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยา และตอนนี้ได้เป็นนักปรุงยาระดับเหลืองขั้นต่ำแล้ว มีคนเคยบอกว่า แม้แต่อาจารย์ใหญ่ของฝ่ายปรุงยาก็อยากจะได้มันมาเป็นศิษย์ส่วนตัว” จิงหวู่จื้อพูดออกมาด้วยความเกรงขาม เมื่อมันเห็นว่าใบหน้าของไป๋ลี่เถิงหยุนกับหลีตงเย่ยังดูเหมือนจะไม่เข้าใจมันจึงอธิบายต่อ “สำนักฮูหยางแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งก็คือฝ่ายวรยุทธกับฝ่ายปรุงยา และอาจารย์ของฝ่ายปรุงยาคือนักปรุงยาระดับดำขั้นสูง!”

 

“ฮึ่ม!”

 

ไป๋ลี่เถิงหยุนกับหลีตงเย่สูดหายใจลึก ในที่สุดพวกมันก็เข้าใจเบื้องหลังของเว่ยเหอเลอเสียที นักปรุงยาระดับดำขั้นสูง แม้จะเป็นจูเฮอซินหรือจางเหวยชางก็ยังต้องปฏิบัติตัวอย่างสุภาพและเรียกคนคนนั้นว่าปรมาจารย์

 

“ฮ่าๆๆๆ!” เว่ยเหอเลอหัวเราะดังขึ้นมา ที่มันไม่ได้พูดแทรกอะไรเมื่อสักครู่ก็เพื่อจะให้อีกฝ่ายรู้ถึงเบื้องหลังของมัน แล้วมันจะได้โอ้อวดออกมา มันมองพวกเขาด้วยสายตาเหยียดหยามและพูด “ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้ามีความบาดหมางอะไรกับนายน้อยหลัว แต่ในเมื่อวันนี้ข้าอยู่ที่นี่ ข้าก็คงต้องทำตัวเป็นกลาง”

 

มันหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะพูดกับหลิงฮันด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “คุกเข่าและเลียรองเท้านายน้อยหลัวให้สะอาดซะ!”

 

เฟิงหลัวรู้สึกรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก ด้วยการช่วยเหลือจากเว่ยเหอเลอในวันนี้ ถ้าหลิงฮันคงไม่ยอมจำนน นั่นก็หมายความว่าเขากำลังต่อต้านเว่ยเหอเลอ เว่ยเหอเลอคือใครกัน? มันคือนักปรุงยาระดับเหลืองขั้นต่ำ และมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นศิษย์ของหวู่ซงหลิน สิ่งที่รอมันอยู่คือความก้าวหน้าอันไร้ที่สิ้นสุด

 

ใครก็ตามที่มีสมอง มันจะต้องไม่กล้าต่อต้านเว่ยเหอเลอแน่นอน

 

วันนี้มันจะได้เอาคืนหลิงฮันแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 98 เลียร้องเท้าข้าซะ

คัดลอกลิงก์แล้ว