เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 266 - นายหนีไปจากนักบุญไม่ได้หรอก (6) [17-10-2020]

บทที่ 266 - นายหนีไปจากนักบุญไม่ได้หรอก (6) [17-10-2020]

บทที่ 266 - นายหนีไปจากนักบุญไม่ได้หรอก (6) [17-10-2020]


บทที่ 266 - นายหนีไปจากนักบุญไม่ได้หรอก (6)

เพรูต้าได้แสดงสีหน้าพอใจออกมาในตอนที่ฉันได้ส่งเขากลับไปหลังจากที่ได้ฝึกกันเสร็จ ต่อมาฉันก็ได้มาฝึกซ้อมกับสุมิเระที่ดูจะได้เรียนรู้อะไรมามากมายจากการเฝ้าดูตัวฉัน แน่นอนว่าเธอก็ยังไม่เคยมาเป็นคู่ต่อสู้ของฉันได้เลย แม้ว่าฉันจะหยุดคิดอะไรมากและต่อสู้กับเธอไปโดยที่ไม่คิดอะไรมาก หอกของเธอก็ไม่เคยมาถึงตัวฉันได้เลย

ยังไงก็ตามมันก็ผ่านมาเพียงแค่ครึ่งปีเท่านั้นนับตั้งแต่ที่สุมิเระได้เริ่มการฝึกเทคนิคหอก แม้ว่าเธอจะมีพื้นฐานมาจากการฝึกที่ตระกูลของเธอในตอนที่เธอยังเด็กแต่ว่านั่นมันก็แค่พื้นฐาน ฉันจำได้อย่างชัดเจนเลยว่าในตอนที่เธอได้ฝึกซ้อมกับฉันและเฝ้ามองดูเธอตั้งแต่เริ่มจากต้น

จากการซ้อมกับเธอในวันนี้สุมิเระได้เรียนรู้เทคนิคหอกระดับสูงมาแล้ว การพัฒนาของเธอมันเห็นได้ชัดเจนมากว่าเธอได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วจนเทคนิคหอกของเธอก้าวเข้ามาสู่ระดับสูง ฉันไม่รู้ว่าเชอริฟิน่าแยกระดับกลางกับระดับสูงยังไงแต่ฉันก็สามารถจะรู้ได้ในเรื่องนี้จากวิธีการเคลื่อนไหวของหอกเธอ ฉันรู้ว่าเธอต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ว่าความเร็วของเธอนี่มันทำให้ฉันทึ่งจริงๆ

"...."

"ขอบคุณมากค่ะ คุณชินยอดเยี่ยมที่สุดเลย"

"ไม่หรอก ฉันไม่คิดว่าฉันทำมันได้ดีนัก"

"ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชินฉันก็คงไม่มีทางได้เรียนรู้เทคนิคหอกระดับสูงแน่ๆ คุณชินน่าทึ่งจริงๆ...."

สุมิเระได้เข้าสู่โหมดการบูชาของเธอแล้ว แม้ว่าฉันจะยินดีแต่ฉันต้องถามเธอไปอย่างขมขื่น

"สุมิเระ เธอได้ใช้แต้มทักษะกับเทคนิคหอกหรือป่าว....?"

"ไม่นะคะ ไม่ใช่ว่าคุณชินเคยบอกว่าไม่ให้ใช้แต้มทักษะกับทักษะการฝึกมานาหรือทักษะศิลปะการต่อสู้หรอคะ?"

"ใช่แล้ว ถ้างั้นเธอก็มาถึงในเทคนิคหอกระดับสูงในเวลาครึ่งปีด้วยความสามารถของเธอเองเลยหรอ?"

"เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณชินมากกว่าความสามารถของฉันอีกนะคะ"

สุมิเระได้พูดออกมาอย่างสงสัย เธอเชื่ออย่างสุดใจแล้ว ความศรัทธาที่มากขนาดนี้ของเธอมาจากไหนกันนะ? ฉันไม่เห็นจำได้เลยว่าทำอะไรแบบนี้....

บางทีความเชื่อมั่นนี้อาจจะทำให้สุมิเระก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็ได้ ฉันไม่อยากจะเด็ดปีกของเธอด้วยการพูดอะไรที่ไม่ระวังออกไปดังนั้นฉันได้แต่ยอมแพ้ในเรื่องนี้ กลับกันฉันได้เสนอขึ้นไปแทน

"สุมิเระตั้งสมาธินิดนึงนะ"

"คุณชนกำลังจะสอนอะไรหนูหรอ!?"

สุมิเระได้มองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ถ้าหากเป็นเร็นเขาจะเชื่อใจฉันเพียงครึ่งหนึ่งในตอนที่กำลังเรียนรู้อะไรจากฉัน.... โชคร้ายที่ว่าสความคิดนี้ของเร็นก็คือว่าการเรียนรู้อะไรจากฉันมันก็เท่ากับว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้เลย ฉันได้บอกกับตัเองว่าจะต้องอัดเขาจนเปลื่ยนความคิดไปซักวันหนึ่งและตั้งสมาธิกับการสอนสุมิเระ

"แทนที่จะเรียกว่าการสอน... เอาเป็นฉันแนะแนวทางดีกว่า"

"ค่ะ หนูจะทำมัน"

ล้มเหลวอีกแล่้ว ฉันได้ให้ทางเลือกกับเธอ แต่แล้วเธอก็จะทำตามในทุกๆสิ่งที่ฉันขอ นี่เป็นครั้แรกเลยที่ฉันได้รู้สึกถึงน้ำหนักความเชื่อมั่นของเธอที่มีต่อฉัน

'ฉันคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไรหรอกมั้งถ้าหากว่าฉันบอกเธออย่างถูกต้อง' ฉันได้รู้สึกถึงความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้นในตอนที่บอกวิธีนี้กับเเธอ

"พูดตามตรงเลยนะฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ได้ภายในเวลาที่สั้นๆ หากไม่พูดเกินเลยไปเธอนั้นคืออัจฉริยะ เธอเป็นอัจฉริยะด้านการศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว แต่มันดูว่าเธอจะเป็นยิ่งกว่าอัจฉริยะซะอีกในด้านฝีมือหอก"

"หนูไม่มีอะไรที่เทียบกับคุณชินได้เลย หนูยังคงบกพร่องอยู่"

"ไม่ เชื่อฉันสิ ความโอหังมันก็เป็นพิษแต่ว่าการเข้าใจในตัวของตัวเองมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เธอจะต้องเข้าใจในตัวของเธอเองถ้าหากว่าเธอต้องการที่จะพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น"

ใบหน้าของเธอได้แดงขึ้นจากความอาย ฉันได้ยิ้มขึ้นมาและยกดาบของฉันขึ้น

"เอาล่ะ การพูดอะไรอ้อมๆมันก็คงไม่ดี ฉันจะพูดตรงๆเลยนะสุมิเระเธอโดดเด่นในด้านการป้องกัน ด้วพลังของอาธีน่ามันยังถึงขั้นที่เรียกได้เลยว่าสมบูรณ์แบบ เธออาจจะถึงขั้นที่ป้องกันการโจมตีอย่างสุดพลังของฉันได้เลยด้วยซ้ำ"

สุดพลังของฉันที่หมายถึงก็คือในตอนที่ฉันใช้โอเวอร์ลอร์ด สังเวย และความพิโรธของเทพแห่งท้องฟ้า อืมม ฉันคิดว่าเธอคงจะกันดวงตาของพระศิวะไม่ได้ แต่ว่าพลังนั่นฉันก็ใช้ได้แค่ปีละครั้งเท่านั้นฉันก็ไม่ควรจะไปคิดเกี่ยวกับมัน เพราะอ่างนี้ความจริงที่ว่าเธอป้องกันการโจมตีข้างต้นนั่นได้นั่นหมายความว่าเธอมีความารถที่จะป้องกันการโจมตีจากศัตรูของโลกได้แล้ว

แต่ถึงแบบนั้นสุมิเระก็ยังไม่ได้หยุดพัฒนาลงเช่นกัน เธอมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ความพยามยามและประสบการณ์ของเธอมันจะทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้

"แต่ว่าการโจมตีของเธอมันอ่อนแอจนเกินไป อ่อนแอมากๆ แม้ว่ามันจะพัฒนาขึ้นมามากแล้วแต่แม้ว่าเธอจะใช้เวลาฝึกแบบนี้อีกหลายปีเธอก็ยังคงไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับศัตรูของโลกได้อยู่ดี"

"นั่นเป็นพราะว่าหนูบกพร่องเอง...."

"ไม่หรอก สิ่งเดียวที่เธอขาดเลยก็คือเวลา เวลามันคือสิ่งๆหนึ่งที่ไม่มีทางจะเปลื่ยนไปได้ ขอโทษด้วยนะฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเราจะต้องมารีบร้อนแบบนี้มาก่ออนเลย ถ้าเธอมีเวลาอีกซักแค่สองปี เธอก็อาจจะกลายเป็นคนที่ทรงพลังมากกว่าที่ใครอื่นจะเทียบเคียงได้"

พรสวรรค์ ความพยายามและชื่อของเทพที่แท้จริงได้พิสูจน์ในเรื่องนี้แล้ว เทพีอาธีน่าแห่งโอลิมปัสเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่ซุสก็ยังไม่สามารถจะแย่งฉายานี้มาได้เลย

"ถ้างั้นหนูก็ควรจะยืนอยู่แค่ด้านหลังไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นงั้นหรอค่ะ?"

ใบหน้าของสุมิเระที่ตื่นเต้นเมื่อไม่นานมานี้ได้กลายเป็นเศร้าลงไป

ในทุกวันนี้ความรู้สึกที่ว่า 'เราไม่สามารถจะทำอะไรได้เลยในช่วงเวลาสำคัญ' 'หัวหน้ากิลด์กับคนอีกไม่กี่คนต่างก็แบกรับภาระทั้งหมดไว้' เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นตามปกติในเหล่าสมาชิกกิลด์รีไวเวิร์ล

แน่นอนว่าหากไม่มีพวกเธอ พวกเราก็ไม่มีทางจะเคลียร์เหตุการณ์ดันเจี้ยนได้ทันในช่วงวิกฤติแน่นอน แต่มันก็ยังเป็นความจริงที่ว่านอกเหนือไปจากฉัน ฮวาหยา ไอน่าและเดซี่แล้วก็ไม่ค่อยมี่คนที่จะสามารถต่อสูกับศัตรูได้อย่างทรงประสิทธิภาพเลย นี้มันเป็นเพราะนอกเหนือจากพวกเราทั้งสี่คนแล้วก็ไม่ค่อยมีใครที่สามารถจะสร้างการโจมตีที่ทรงพลังมากๆได้เลย

ผลลัพธ์แบบนี้มันได้ทำให้สมาชิกกิลด์รีไวเวิร์ลทั้งหลายคนต่างก็รู้สึกหดหู่ที่ไม่สามารถจะทำอะไรกับเรื่องนี้ได้เลย ฉันควรจะทำให้มันชัดเจนขึ้น มันยังไม่สายเกินไป พวกเขาแต่ละคนต่างก็มีศักยภาพในตัวเองกันทั้งหมดมันยังมีบางอย่างอยู่ที่พวกเขาทำได้

สุมิเระจะเป็นคนเริ่มต้นมัน

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ลืมไปแล้วหรอว่าฉันบอกไปแล้วว่าจะแนะแนวทางให้"

"อ่า ใช่แล้วคุณชินบอกแบบนั้น"

ใบหน้าของสุมิเระได้สว่างขึ้นมาเล็กน้อย ไร้เดียงสาอะไรแบบนี้แค่คำพูดของฉันก็ส่งผลให้กับตัวเธอแล้ว

"ฉันจะบอกว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากเธอยังฝึกด้วยิวธีในปัจจุบันนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเราจะต้องใช้วิธีที่แหกคอกสักหน่อย"

"วิธี...แหกคอก?"

"ใช่แล้ว มันเป็นการเหลาคมมีดไว้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว"

"ครั้งเดียว...."

เมื่อเห็นสุมิเระพึมพัมขึ้นมา ฉันได้ยกหอกขึ้นตั้งท่า ท่านี้มันชัดเจนเลยว่าฉันกำลังจะใช้ฮีโรอิค สไตรค์ สุมิเระก็ยังรู้เช่นกัน

"คุณชิน นั่นมัน...."

"ใช่แล้ว"

สุมิเระมีการป้องกันที่ยอดเยี่ยมอย่างโล่ของอาธีน่า เอจิส

ในตอนที่เธอเปิดใช้งานเอจิสก็จะป้องกันการโจมตีของศัตรูโดยอัตโนมัสทำให้เธอไม่ต้องถือมันเอาไว้ ตามปกติแล้วสุมิเระก็จะถือหอกเอาไว้ในมือข้างเดียว แต่ว่าในระหว่างนี้เธอก็สามารถจะถือหอกสองมือได้ ศัตรูก็ยังคงถูกเอจิสป้องกันอยู่และเธอก็ได้รับการป้องกันที่ถั่วถึง มันเป็นการป้องกันการโจมตีที่สมบูรณ์แบบและในตอนนี้ยังสามารถโจมตีกลับไปได้อีกด้วย นี้มันเป็นความฝันของผู้ใช้หอกทุกคน

ถึงแม้แบบนั้นแค่การเรียนรู้เทคนิคก็ไม่ได้ทำให้ฝีมือหอกของคนๆนั้นก้าวหน้า มันเป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคนิค นอกไปจากนี้แม้ว่าถ้าเขาคนนั้นมีเสริมความแข็งแกร่งให้กับเทคนิคโดยที่ไม่มีฝีมือหอกเป็นพื้นฐานมันก็จะไม่มีทางที่จะดึงศักยภาพของมันออกมาได้ นั่นป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฉันไม่เคยสอนเทคนิคแบบนี้กับสุมิเระมาก่อนเลย

แต่ว่าตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว สุมิเระก้าวหน้าได้รวดเร็วมาก เธอไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ฮีโรอิค สไตรค์เท่านั้น แต่ระดับฝีมือหอกของเธอยังมากพอที่จะดึงพลังของมันออกมาอีกด้วย แล้วถ้าหากเธอเพิ่มพลังของอาธีน่าลงไปอีกล่ะจะเป็นยังไง? ฉันได้แต่รอคอยที่จะเห็นมันกับตาตัวเอง

"ฉันก็รู้สึกอายนิดหน่อยนะที่จะบอกว่ามันเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันจะใช้ได้ด้วยฝีมือหอกเพียวๆ"

"นี้มันเป็นเกียรติมาก"

สุมิเระได้ส่งเสียงให้กำลังใจขึ้นมาในตอนที่ฉันบอกเธอว่าจะสอนทักษะฮีโรอิค สไตรค์ให้กับเธอ เอาล่ะในเมื่อเธอใช้ออร่าฮีโร่ไม่ได้ มันก็ไม่น่าจะใช่ฮีโรอิค สไตรค์แต่ว่าเป็น....

"ใช่แล้วเราจะเรียกว่าว่าการโจมตีของเทพธิดา"

"หนู หนูยังไม่ได้เรียนมันเลยนะ แล้วชื่อที่น่าอาบแบบนี้มัน..."

"ฉันมันใจได้เลยว่ามันดีกว่าฮีโรอิค สไตรค์นะ"

สายตาไได้จริงจังขึ้น ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวฉันถึงได้ตั้งชื่อทักษะมันแบบนี้ ฉันรู้สึกเสียใจกับมันในทุกๆครั้งที่ฉันได้ใช้มัน นอกไปจากนี้ฉันยังต้องตะโกนชื่อนี้ออกมาดังๆในทุกๆครั้งที่ฉันใช้อีกด้วย

"ก่อนอื่นฉันจะแสดงพลังของฮีโรอิค สไตรค์ด้วยการใช้เพียงแค่พลังของฉันเท่านั้น"

ฉันได้เรียกริยูออกมาและขอให้เธอสร้างก้อนหินน้ำแข็งแข็งๆขึ้นมาอยู่กลางห้องของเรา พลังงานเยือกแข็งได้รายล้อมตัวเราในทันทีและมีก้อนน้ำแข็งปรากฏขึ้นมา

[แม้แต่ชินการจะทำลายมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย]

"ขอบคุณนะ"

จากนั้นฉันก็เรียกไพก้าออกมาให้เข้ามาภายในหอกของฉัน ฉันได้ตั้งท่าอย่างรวดเร็ว

"เธอคงรู้สึกได้ถึงพลังทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายใช่ไหม ตั้งสมาธิกับมันเอาไว้และยิงมันออกไป"

"ค่ะ"

อย่างแรกฉันได้ปลุกพลังออร่าฮีโรอิคออกมา มันเป็นพลังที่เต็มไปการเสริมพลังให้กับพรรคพวกและลบล้างความชั่วร้าย มันยังช่วยเสริมออร่าทั้งหมดที่ฉันมีอยู่อีกด้วย มันเป็นพลังที่เหมาะสมกับฮีโร่จริงๆ

ต่อมาฉันได้ให้มานากับไพก้าและดึงเอาพลังของเทพสายฟ้ามา แม้ว่ามันจะได้รับมาจากดันเจี้ยนแต่ว่าพลังนี้ก็เป็นการพิสูจน์ว่าฉันได้ถูกเลือกโดยสายฟ้าแล้วและมีคุณสมบัติที่จะเป็นจ้าวของพวกมัน มันไม่ได้ต่างไปจากชื่อของเทพเลย แต่ว่าสิ่งนี้มันได้สื่อถึงว่าฉันจะยังมีพลังนี้อยู่แม้ว่าจะเสียคุณสมบัติของนักสำรวจไปแล้วก็ตาม

ฉันสามารถจะรู้สึกได้ถึงพลังที่ไปรวบอยู่ในจุดๆเดียวบนหอกโกลาหลได้เลย กล้ามเนื้อของฉัน มานา ออร่าและพลังธาตุ ทุกๆสิ่งได้มารวมกันอยู่ วงจรเพรูต้าได้หมุนวนอย่างรุนแรงในขณะที่พลังไต้ฝุ่นคลั่งได้ผสมพลังต่างๆเข้าด้วยกันและสร้างวังวนขนาดใหญ่ขึ้นบนปลายหอกของฉัน

สุมิเระได้ตั้งสมาธิมองดูฉันอยู่จนลืมหายใจไปเลย ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

"ริยูแสดงรูปธรรมออกมาเสริมพลังมันอีกหน่อยสิ"

[อื้อ]

"ฟู่....ฮ่าห์!"

ในตอนที่ฉันรู้สึกว่าดึงพลังในร่างออกมาได้หมดแล้ว ฉันได้โจมตีออกไป แม้อย่างนั้นฉันก็แทงหอกออกไปอย่างช้าๆเพื่อให้สุมิเระสามารถจะเห็นได้อย่างชัดเจนแต่หอกของฉันก้ยังเคลื่อนที่ไปเร็วมากๆอยู่ดี ในตอนที่มันชนเข้ากับก้อนน้ำแข็งมันได้เจาะเข้าไปในใจกลางน้ำแข็ง ในตอนนั้นเอง....

"กรี๊ดดด"

"ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น"

ตอนที่หอกได้ทะลวงน้ำแข็งไปทำให้พลังงานน้ำแข็งจำนวนมากแตกระเบิดออกมาเป็นชิ้นๆนับพันชิ้นและกระจายกันออกไป สุมิเระได้ถือโล่เอาไว้และกรี๊ดออกมา แต่ว่าเศษน้ำแข็งเหล่านี้ก็หายไปโดยที่ไม่ได้ทำลายใครเลยเพราะการควบคุมของริยู

เมื่อรู้ตัวว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรสุมิเระก็ได้ยืนถือโล่อยู่แข็งๆพักหนึ่ง จากนั้นเธอก็ลดโล่ลงไปพร้อมมือที่สั่นเล็กน้อย เสียงของเธอก็ยังสั่นเหมือนมืออีกด้วย

"นี้มันทรงพลังไปแล้ว แต่ว่านี่ก็คงไม่ใช่พลังทั้งหมดของคุณชินใช่ไหม"

"อืมม มันจะรุนแรงกว่านี้ถ้าฉันเพิ่มพลังชื่อของเทพ ไอเทม ผลของทักษะต่างๆลงไปอีก แต่ว่า...."

นอกจากพลังของเทพแล้ว พลังอื่นๆก็ดูเหมือนจะถูกเรสพิน่าลบล้างไปได้ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ความแตกต่างอะไรกันนะ สุมิเระได้พึมพัมขึ้นอย่างตกตะลึง

"เกินไปแล้ว แข็งแกร่งเกินไปแล้ว นี่คือพลังของคุณชิน...อย่างที่หวังเอาไว้จากทาเคมิคาทสึจิเลย...."

"ขอล่ะนะ"

มันดูเหมือนว่าสิ่งที่สุมิเระแสดงออกมามันจะเกินกว่าที่ฉันจะยอมรับได้ไปแล้ว ฉันได้ไอแห้งๆออกมาและพาเธอให้กลับมาสู่ความจริง

"นี่คือเทคนิคของฉัน เทคนิคที่เธอจะต้องทำมันให้ต่างออกไป มันจะไม่มีสายฟ้า ไม่มีพลังธาตุและไม่มีออร่าฮีโรอิค นอกจากนี้มันจะมีแต่พลังมานาของสุมิเระกับพลังของอาธีน่า"

"ถ้าหนูเรียนรู้มัน หนูจะแสดงพลังทำลายแบบนี้ได้หรือป่าวคะ"

"ก็น่าจะ"

'ด้วยพรสวรรค์ที่บ้าเกินไปของเธอมันก็น่าจะเป็นไปได้'

"สิ่งที่ฉันแสดงให้เธอดูไปต่อไปนี้...คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของฮีโรอิค สไตรค์"

ฉันได้ขอให้ริยูสร้างก้อนน้ำแข็งขึ้นมาอีกครั้ง เธอได้ใช้มานาจำนวนเท่าเดิมและทำความแข็งของมันคงเดิน

"เทคนิคนี้เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของฉันได้สร้างขึ้นมาในตอนที่พวกเขายังไม่รู้จักมานา มันถูกสร้างขึ้นอยางสมบูรณ์เพื่อที่จะแสดงพลังทางกายภาพของคนๆหนึ่งไปจนเหนือขีดจำกัด...."

ในตอนที่ฉันกำลังอธิบายอยู่ก็มีอะไรบางอย่างที่ฉันจับใจความได้ ทำไมฉันถึงเพิ่งจะคิดได้ในตอนที่ซ้อมกับเพรูต้าล่ะ ฉันรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างโผล่เข้ามาภายในหัวของฉัน ฉันได้คิดย้อนกลับไปในสิ่งที่โผล่ขึ้นมา แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลย

"คุณชิน คุณเป็นอะไรไปค่ะ"

"อ่า เปล่า... ฉันสบายดี"

ฉันไม่เข้าใจ แต่ว่าฉันยังคงรู้สึกว่าสักวันหนึ่งฉันก็คงจะเข้าใจมันเอง ไม่นานจากนี้แน่นอน ฉันได้เชื่อแบบนี้และเก็บความคิดนี้เอาไว้พร้อมตั้งท่าแบบเดิม"

"ฉันไม่อาจจะพูดได้ว่าฉันเชี่ยวชาญในเทคนิคที่บรรพบุรุษของฉันสร้างขึ้น แต่ว่าฉันได้ฝึกมันตั้งแต่ที่ยังไม่มีมานาจนกระทั่งการโจมตีของฉันธรรมดาก็ใช้มานาแล้ว สุมิเระเธอจะต้องใช้ทักษะนี้เป็นพื้นฐานในการสร้างเทคนิคที่สมบูรณ์ของตัวเธอเอง"

"อูวว ฉันกำลังจะต้องเรียนรู้ในสิ่งที่แม้แต่คุณชินยังไม่เชี่ยวชาญหรอ?"

"เธอทำมันได้เชื่อฉันสิ เธอจะได้รู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับฮีโรอิค สไตรค์ในตอนที่เธอได้เห็นมัน"

ฉันได้ยกหอกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ฉันได้ปล่อยมานาทั้งหมดออกไปทั้งหมดและไม่ได้ดึงพลังเทพสายฟ้าเลยสักนิด ใช้เพียงแค่พลังของกล้ามเนื้อ เลือด และกระดูก ฉันพยายามรีดเค้นทุกๆอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันและนอกเหนือจากการควบคุมของฉันมารวมในจุดๆเดียว หลังจากที่ตั้งรวมมันเอาไว้และรวมมันและรวมมัน... ในท้ายที่สุดแล้วฉันก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าได้อีก

ฉันได้เห็นเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ปลายหอกของฉันและจุดๆหนึ่งที่ฉันต้องการจะแทงหอกออกไป ฉันอยากจะบอกให้สุมิเระตั้งใจดูแต่ฉันก็ไม่สามารถจะพูดอะไรออกไปได้เพราะการควบคุมร่างกายของฉัน ในแง่ของความยากแล้วนี้คือเทคนิคที่จะดึงเอาพลังที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดออกมาเท่านั้น ยังไงก็ตามในการควบคุมทุกๆอย่างในร่างกายของฉันและรวมมันเอาไว้ในจุดๆเดียวมันยากอย่างมาก

จากนั้นฉันก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง การสนับสนุนของมานา มานาที่ซึ่งจะจะทำตามฉันได้ช่วยให้ฉันควบคุมร่างกายได้ง่ายขึ้น ฉันได้ใช้การสนับสนุนที่ได้รับมาจากมานานี้ในการใช้เทคนิค ในตอนนี้ฉันได้ใช้พลังของร่างกายอย่างหมดจดในการควบคุมพลังนั้นซึ่งมันมันทำให้ฉันรู้สึกยากลำบาก

หัวใจของฉันได้เต้นแรงขึ้น ถ้าหากว่าฉันรู้เรื่องนี้ช้ากว่านี้ฝีมือหอกของฉันจะต้องถดถอยยิ่งขึ้นแน่ แม้ว่ามานาจะทรงพลังมากแต่ฉันก็ไม่สามารถจะปล่อยให้พลังของมนุษย์ทำแบบนี้ได้ มานาก็มีกฏของมันอยู่ มีขอบเขตของมันที่ไม่ควรจะบุกรุกเข้าไป

นั่นมันเป็นความเข้มข้นและการไหลของพลัง มันเป็นเรื่องดีที่ฉันได้รู้ตัวก่อนที่มันจะสายเกินแก้ มันเป็นเรื่องที่ดีที่ฉันยังสามารถจะปรับปรุงพื้นที่ของตัวเองได้ดีขึ้นกว่าเพรูต้า เพียงแค่เชี่ยวชาญเทคนิคหอกระดับสูงมันไม่ใช่จุดจบ เพียงแค่เรียนรู้ไต้ฝุ่นคลั่งมันไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเส้นทางเดียวที่ฉันเดินไป

"คุณชิน คุณบอกว่าคุณจะไม่ใช้มานา...."

ฉันรู้สึกได้ถึงวังวนที่อ่อนแอพุ่งขึ้น ฉันไม่ได้หยุดมันเอาไว้เพราะว่าฉันได้อยู่ในสภาพตั้งสมาธิอยู่ที่พลังของร่างกายฉันไปสู่ปลายหอก วงจรเพรูต้านี้มาเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายฉันอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉันพร้อมแล้ว ฉันได้ก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความคิดแบบนี้ หอกของฉันได้เจาะเข้าไปในน้ำแข็งอย่างราบรื่น ในตอนนั้นฉันได้พึมพัมกับตัวเองว่าฉันทำมันได้

น้ำแข็งก้อนใหญ่ได้หายไปในทันทีเหมือนกับว่ามันไม่เคยมีอยู่มาก่าอน แม้ว่าฉันจะไม่ได้ใช้มานาใดๆเลย สิ่งที่ฉันทำสำเร็จมันไร้สาระยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่ฉันเคยทำมาก่อนซะอีก หลังจากที่ฉันได้ใช้พลังในร่างออกไปจนหมดฉันได้เซไปเล็กน้อย วงจรเพรูต้าได้เริ่มหมุนและฟื้นฟูความเหนื่อยล้าของฉันในทันทีราวกับว่ามันรอคอยอยู่แล้ว ในท้ายที่สุดแล้วสุมิเระก็ปล่อยลมหายใจที่เก็บไว้ออกมา

"น่าทึ่ง...."

"เธอเห็นไหม?"

"คะ หนูเห็นสิ หนูเห็นค่ะคุณชิน เห็นทุกๆอย่างเลย หนูจะต้องเรียนมันให้ได้แน่นอน ด้วยเจ้านี้หนูก็หน้าจะเติมเต็มหน้าที่ที่หนูขาดไปได้"

"ฉันบอกแล้วนี่"

แม้ว่ามันจะมีผลข้างเคียงทำให้การบูชาของสุมิเระมีต่อฉันมากขึ้นแต่ว่าความกระตือรือร้้นของเธอก็ได้กลับคืนมาด้วย ฉันได้เห็นไฟที่ลุกโชนในตาเธอได้เลย

ในทางกลับกันแล้วก็มีบางอย่างผุดขึ้นภายในหัวฉัน พลังที่ฉันแสดงออกไปเมื่อตะกี้ ถ้าฉันสามารถจะรวมมันเข้ากับมานาและทักษะอื่นๆล่ะก็....

ในตอนที่ไฟแห่งความต้องการพัฒนาของทั้งศิษย์และอาจารย์กำลังลุกโชนอยู่นั้น เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นภายในหูของฉัน

[คุณเสร็จธุระที่คุณต้องทำบนโลกหรือยังหัวหน้ากิลด์รีไวเวิร์ล?]

ฉันได้พยายามที่จะนึกให้ออกว่านี่เป็นเสียงใครจนในที่สุดก็นึกออก เธอคือหัวหน้ากิลด์ผู้ดูแลกิลด์ไร้หุบเขา เอเลนี่ เธอได้พูดต่อมาโดยไม่ลังเล

[ในตอนนี้นายน่าจะมีเวลาแล้วใช่ไหม? ฉันมีคำขอนะ]

[คำขอ?]

[ใช่ คำขอ]

ฉันรู้สึกได้เลยว่าฉันเหมือนจะเห็นเธอยิ้ม

[คำขอของทหารรับจ้างต่างมิติในทวีปอีเดียสที่เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของดันเจี้ยน]

จบบทที่ บทที่ 266 - นายหนีไปจากนักบุญไม่ได้หรอก (6) [17-10-2020]

คัดลอกลิงก์แล้ว