เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 30 ข่าวลือเกี่ยวกับวีรบุรุษของลิเมียร์

ตอนที่ 30 ข่าวลือเกี่ยวกับวีรบุรุษของลิเมียร์

ตอนที่ 30 ข่าวลือเกี่ยวกับวีรบุรุษของลิเมียร์


เมืองอันรุ่งเรืองตอนนี้ กำลังเต็มไปด้วยความคึกคักอาณาจักรลิเมียร์ ปราการอันแข็งแกร็งซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเผ่าพันธุ์ฮิวแมน.. ขุมกำลังของอาณาจักรลิเมียร์นั้น ถูกขนานนามว่าเป็นหน้าด่านสุดท้ายของแนวป้องกันในสนามรบยังไงก็ตาม ทางทิศตะวันออกเองก็มีขุมกำลังอันยิ่งใหญ่อยู่เช่นกัน จักรวรรดิกริโตเนียร์ ซึ่งถูกขนานนามว่าหน้าด่านสุดท้ายของแนวป้องกันเฉกเช่นเดียวกับอาณาจักรลิเมียร์ และทั้งสองประเทศนี้ ได้ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากเผ่าพันธุ์ดีม่อนซึ่งลุกลามเข้ามาทุกที..

ดังนั้นแล้ว ความน่าเชื่อถือของทั้งสองเมืองนี้ต่อเมืองอื่นๆนั้น ย่อมมีความหนักแน่นและแข็งแกร่ง รวมไปถึงความกดดันเช่นกัน..

มันก็เลยเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ที่ตอนนี้ทั่วทั้งอาณาจักรนั้น กำลังคึกคักร่าเริงและมีชีวิตชีวาสาเหตุนั้นก็คือ งานเทศกาลที่ถูกเรียกว่า 'การปรากฎตัวของท่านเทพธิดา' และมันเป็นเทศกาลที่ทำให้คนทั้งเมืองกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความสุขตลอด 10 ปีที่ผ่านมา..

กี่ครั้งแล้วที่พวกเขาภาวนาต่อท่านเทพธิดา แต่ท่านเทพธิดากลับละเลยคำภาวนาของพวกเขาสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับภัยคุกคามจากเผ่าดีม่อนอย่างคาดไม่ถึง เหล่าฮิวแมนซึ่งไม่ได้การคุ้มครองอันศักดิ์สิทธิ์จากท่านเทพธิดา ต่างพ่ายแพ้ยับเยินอย่างไม่สามารถทำอะไรได้..

หนึ่งในประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งถูกขนานนามว่า หนึ่งขั้วอำนาจทั้งห้า ถูกทำลายจนพังพินาศและโดยยึดไป และหลังจากวันนั้น อาณาเขตทวีปของทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง..

เผ่าพันธุ์ดีม่อนซึ่งเคยอาศัยอยู่ในดินแดนหนาวเหน็บอันโหดร้ายทางตอนเหนือนั้น ตอนนี้มีแม้กระทั้งท่าเรือ และดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ จนกลายมาเป็นประเทศอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองไม่มีทางเลยที่ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางจะสามารถต่อกรกับพวกมันได้ เพราะขนาดหนึ่งในขั้วอำนาจยังถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย..

ประเทศมากมายของเหล่าเดมิฮิวแมน(ครึ่งมนุษย์)เอง ก็ถูกทำลายลงเช่นกันทวีปซึ่งถูกขนานนามว่าสวรรค์ของเหล่าฮิวแมนในอดีตนั้น ตอนนี้กำลังค่อยๆเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ดีม่อนอย่างช้าๆผู้คนที่เฝ้ามองสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา ต่างคิดกันว่า ท่านเทพธิดาได้ทอดทิ้งพวกของแล้ว..แต่ตอนนี้ท่านเทพธิดาได้ตอบรับเสียงภาวนาจากพวกเขาแล้ว..

ดังนั้นมันก็ไม่แปลกหรอก ที่พวกเขาจะจัดงานเทศกาลขึ้นและฉลองกันอย่างอึกทึกครึกโครมตามท้องถนนนั้นผู้คนต่างลือกันไปทั่วว่า ท่านเทพธิดาได้นำพาท่านวีรบุรุษลงมาบนโลกแห่งนี้ เพื่อกวาดล้างเหล่าดีม่อนให้หมดไป..

คำพยากรณ์นั่นมันออกจะเกินจริงไปหน่อยเพราะคำพยากรณ์ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่บทพูดอะไรที่สวยหรูแบบนั้น

" เราจะมอบวีรบุรุษให้แก่พวกเจ้า เพื่อโจมตีเผ่าดีม่อน "”

คำพยากรณ์ของจริงมันมีแค่นั้นแหละ...

ยังไงก็ตาม พวกเขาควรจะตั้งคำถามแก่หญิงสาวที่มาพร้อมกันกับท่านเทพธิดา มันไม่ใช่ว่าเธอเป็นแค่เด็กที่ได้รับสิทธิเหนือกว่าคนอื่นหรอก คำพยากรณ์ทำนองนั้นมันถูกตีความจนเกินความจริงได้ง่ายๆอยู่แล้ว มันสร้างความลำบากใจไปจนถึงบุคคลที่เป็นคนรับคำพยากรณ์โดยตรงเลยด้วยซ้ำ

คำพยากรณ์นี้ หนึ่งในประเทศที่ได้วีรบุรุษผู้ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าลงมาจุตินั้น คือลิเมียร์.. จากวีรบุรุษทั้งหมด 3 คน ซึ่งมาจากโลกใบอื่น คนที่ได้รับการปฏิบัติจากเทพธิดาดีที่สุดก็คือ วีรบุรุษของลิเมียร์ตัดภาพจากบริเวณหน้าปราสาทซึ่งคนกำลังส่งเสียงซอกแซกกัน มาที่บริเวณอาราม..

เนื่องจากประเทศเอสซิออนซึ่งเลื่อมใสในตัวเทพธิดานั้นถูกทำลายโดยเผ่าดีม่อนไปแล้ว เหล่านักบวชจึงทำการอพยพมาจากที่แห่งนั้น เพราะที่ลิเมียร์เอง ก็ยังมีอารามของเทพธิดาซึ่งถูกใช้ในการประกอบพิธีกรรมตลอดทั้งปีอยู่อารามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทนั้น อยู่ดีๆก็มีแสงสีทองส่องประกายออกมา แสงนั้นรามไปทั่วอาราม จนสุดท้ายก็แตกกระจายหายไป..

แสงที่กระจายออกไปนั้น ปัดเครื่องหมู่บูชากระจัดกระจายออกไป และตรงกลางของแสงนั้น ก็ปรากฎเรือนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง สีผมซึ่งดำสนิทจนรู้สึกได้ว่ามันสามารถกลืนกินแสงสว่างได้ภายในชั่วอึดใจ..

อายุของเธอดูเหมือนจะอยู่ที่ราวๆ 15 ปี ส่วนสูงของเธอน่าจะราวๆ 170 เซนติเมตร และใบหน้าของเธอที่ดูมีเอกลักษณ์และงดงามเหล่านักบวชต่างตกใจต่อการปรากฎตัวอย่างกระทันหันของหญิงสาวเธอดูเป็นคนที่น่าสงสัย แต่แสงสีทองนั่นคือสีของท่านเทพธิดา..

การที่เธอถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงสีทองนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาสับสนหลังจากนั้น เสียงอะไรบางอย่างก็ดังขึ้นมันเป็นเสียงของท่านเทพธิดา ซึ่งพวกเขาไม่ได้ยินมานานถึง 10 ปี

" เธอคือวีรบุรุษ ดูแลเธอให้ดีด้วย "

[*ใช้วีรบุรุษกับผู้หญิงมันแปลกๆไหมครับ แต่ใช้วีรสตรีมันก็แปลกๆเหมือนกันในความคิดผม เพราะมันไม่ได้มีคนเดียวนี่แหละ ถ้าเป็นผู้หญิงทั้งสองคนก็ว่าไปอย่าง]”

หรือจะใช้ทับศัพท์ว่าฮีโร่ไปเลยดีครับ? อยากให้เรียกแบบไหนมากกว่ากันก็บอกได้นะครับ ตอนนี้จะขอเรียกเป็นวีรบุรุษไปก่อนละกัน]เหล่านักบวชต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความปิติยินดี พวกเขาคือนักบวชวัยชรา ซึ่งเดินทางย้ายมาจากเอสซิออนซึ่งถูกทำลายมาอาศัยอยู่ในลิเมียร์ และพวกเขาก็เคยได้ยินเสียงของท่านเทพธิดามาก่อน ดังนั้นแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้ยินจะต้องไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอนท่านเทพธิดากลับมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังส่งวีรบุรุษมาให้พวกเราอีกด้วย!นั่นคือสิ่งที่พวกเขาลือกันวีรบุรุษซึ่งกำลังยืนอยู่บนแท่นบูชานั้น..

ชื่อของเธอคือ 'โอโตนาชิ ฮิบิกิ' ..

เธอมองไปรอบๆพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ.. เนื่องจากการปรากฎตัวของเธอ ทำให้เครื่องหมู่บูชาและอาหารเซ่นไหว้นั้นกระเด็นและกระจัดกระจายออกไป.. ดังนั้นแล้ว เธอก็เลยไม่รู้ว่าจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ดังกล่าว

[*Otonashi Hibiki ]”

ในตอนแรกสุดนั้น.. หลังจากที่เธอหลับไป เธอนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ด้วยซ้ำ ในห้วงเวลาที่ส่องแสงสีทองอย่างแปลกประหลาด ที่แห่งนั้นมีสาวผมบลอนด์ที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ เธอได้อธิบายถึงสถานการณ์และรายละเอียดต่างๆให้ 'ฮิบิกิ' ฟัง'โลกที่ข้าดูแลอยู่นั้น กำลังถูกคุกคามโดยเผ่าดีม่อนอันต่ำช้า..

"ข้าจะมอบพลังให้แก่เจ้ามากเท่าที่ข้าจะสามารถมอบให้ได้ และได้โปรดช่วยเหลือข้าด้วย"”

ถ้าหากเป็นคนของ 'โลกนั้น' มันก็เป็นไปได้ที่จะเดินทางข้ามไปอีกโลกหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องเป็นหญิงสาวที่มีคลื่นเดียวกันกับท่านเทพธิดาพูดสั้นๆก็คือ เทพธิดาอ้อนวอนให้เธอช่วยเหลืออย่างจริงจังนอกเหนือจากคำหลอกลวงนิดหน่อยแล้ว เธอยังพยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ว่า ทำไมถึงโดนเผ่าดีม่อนคุกคามอีกด้วย..

ส่วนที่บอกว่า พวกดีม่อนนั้นต่ำช้า ก็เป็นคำหลอกลวงทั้งเพพอคิดถึงเพื่อนที่โลกเดิมแล้ว เธอก็เลยปฏิเสธคำขอร้องจากเทพธิดาแต่การที่เทพธิดาดื้อดึงจะพาเธอไปให้ได้นั้น เธอก็เลยทบทวนความคิดซะใหม่ และในที่สุดก็รู้สึกตัวว่า

"อ่า~ นี่มันไม่ใช่ความฝัน.."”

ถ้าหากเธอสามารถไปอีกโลกหนึ่งได้จริงๆ มันก็อาจจะเป็นความปราถนาอย่างหนึ่งของเธอเทพธิดาเสริมพลังทางกายภาพให้กับเธอ รวมถึงมอบพลังเวทย์อันแข็งแกร่งให้เช่นกัน..

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมอบคุณสมบัติพิเศษซึ่งสามารถใช้ดึงดูดผู้คนรอบข้างได้ รวมถึงมอบสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เธออีกด้วยเธอแถบที่จะสูญเสียสิ่งที่น่าสนใจในโลกใบเดิมไปแล้ว เธอไม่มีความรู้สึกอะไรตกข้างอยู่อีกเลยในการใช้ชีวิตในโลกใบเดิมของเธอตระกูลที่เธอเกิดและเติบโตนั้น เป็นตระกูลของคนรวย แถมเธอยังเกิดมามีหน้าตาที่ดีอีกด้วย..

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีความโดดเด่นในด้านของการเรียนและกีฬาอีกเช่นกันเธอมีความพยายามก็จริงอยู่ แต่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่พยายาม ยังไงเธอก็เป็นฝ่ายที่ชนะอยู่ดี..

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสามารถเข้าร่วมกับสังคมได้ทุกประเภท และก่อนที่เธอจะรู้สึกตัว เธอก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสังคมนั้นๆแล้วครอบครัวของเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น..อนุบาล.. ประถม.. มัธยม.. ไม่ว่าจะเลื่อนระดับยังไงเธอก็ยังยืนอยู่บนจุดสูงสุดไม่เปลี่ยนแปลงเธอเป็นคนที่จัดได้ว่าสวยและสง่างามที่สุด และเธอก็ยังฉลาดหลักแหลมจนเรียกได้ว่ามีความรู้ระดับนาๆชาติ ความรู้เหล่านั้นช่วยต่อสู้ให้เธอชิงตำแหน่งสุดสูงมาได้..

ทางด้านกายภาพ เธอเข้าร่วมกับชมรมเคนโดและเข้าร่วมการแข่งระดับนาๆชาติอีกเช่นกัน เธอยังคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำการแข่งขันในรอบอื่นๆของสมาชิกในชมรม และกลายมาเป็นคนมีอำนาจในสังคม..

แถมเธอยังกลายมาเป็นประธานโรงเรียนอย่างเอกฉันท์อีกด้วยนิสัยดี.. คอยช่วยเหลือผู้อื่น.. และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆคนมันเป็นเพราะเธอสามารถทำทุกอย่างได้นั้นแหละ..

เธอเลยจำไม่ได้สักครั้ง ว่ามีครั้งใดบ้างที่เธอเกิดปัญหาอะไรสักอย่างขึ้นกับใครบางคนดังนั้นเธอจึงมีเพื่อนอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่เธอไม่มีใครสักคนเลย ที่จะเรียกได้ว่าเพื่อนแท้..

อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เธอคิดมีนักเรียนอยู่หนึ่งคน ซึ่งเธอคิดว่าค่อนข้างน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถเรียกเขาว่าเพื่อนแท้ได้.. ไม่สิ.. โอกาสจะหาเพื่อนแท้มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วเพราะว่าเธอมีทุกอย่างแล้วนั้นแหละ เธอก็เลยไม่มีความรู้สึกโหยหาใดๆเลยกับความเป็นจริง.. กับโลกใบเดิม..

ดังนั้น เมื่อเทพธิดาบอกแก่เธอว่า เธอจะได้กลายมาเป็นวีรบุรุษ มันเลยทำให้เธอรู้สึกสนใจเล็กน้อยวีรบุรุษ.. ผู้ที่ต้องก้าวข้ามความยากลำบากมากมาย จนบรรลุเป้าหมาย..

การมีเป้าหมายมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆสำหรับตัวเธอและไม่รู้ว่าทำไมเทพธิดาถึงเสริมคุณสมับิติทำนองนี้ให้แก่ร่างกายของเธอ มันเป็นคุณสมบัติซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้เธออ้วนขึ้นจากการกินอาหารจำนวนมาก.. แต่ไม่ว่าจะมอบพลังอะไรให้เธอ เธอก็ได้ตัดสินใจแล้วมันเหมือนกับกลไกอย่างหนึ่ง..

การจะได้กินอาหารอย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าหลงใหล เธอก็เลยตอบตกลงกับเทพธิดาเพื่อรับคุณสมบัตินั้นมาอย่างช่วยไม่ได้..

และตอนนี้ก็กลับมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

" โอ้.. ท่านวีรบุรุษ.. ได้โปรดบอกชื่อของท่านให้พวกเราได้ทราบด้วยครับ? "”

นักบวชคนหนึ่งซึ่งน่าจะมีศักดิสูงที่สุดก้าวออกมาข้างหน้า และกำลังยืนอยู่ข่างหน้าเหล่านักบวช ซึ่งกำลังยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง

"  'ฮิบิกิ' ค่ะ.. ชื่อของฉันคือ โอโตนาชิ ฮิบิกิ ค่ะ " (ฮิบิกิ)”

เสียงซุบซิบของผู้คน ความรู้สึกต่างๆนาๆ และข่าวลือ เริ่มที่จะกระจายออกไปเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง..ฮิบิกิรู้สึกโล่งใจ ดูเหมือนเทพธิดาจะพูดความจริง ที่บอกกับเธอว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องภาษาเลยแม้แต่น้อยอย่างที่คิด..

เมื่อมีใครสักคนซึ่งน่าจะเป็นคนต่างชาติ มีสีผมและสีตาต่างไปจากคุณ และกำลังยืนอยู่ข้างหน้าคุณ ไม่แปลกเลยที่จะมีใครสักคนรู้สึกไม่สบายใจเวลาพูดจาโต้ตอบกันแต่ดูเหมือนไม่จำเป็นจะต้องห่วงสินะ.. เธอรู้สึกได้ว่า ความหมายของสิ่งที่เธอพูดนั้น ส่งผ่านไปถึงผู้คนที่คอยรับฟังได้อย่างทั่วถึง

" ท่าน 'ฮิบิกิ' สินะครับ.. เป็นชื่อที่ไพเราะมากครับ "

" แล้ว.. ที่นี่ที่ไหน? คุณคือ? " (ฮิบิกิ)

" ที่นี่คือ... ขอโทษที่ผมเสียมารยาทนะครับ.. ที่นี่คือพระราชวังในอาณาจักรลิเมียร์.. ชื่อของผมคือ นักบวชเฮนรี่ ลูมินาส ไอรา โปตากา เอสซิออน ครับ.. "

[* Henry Luminas Ira Potaga Elision ]

" ปะ-เป็นชื่อที่ยาวมากเลย? " (ฮิบิกิ)”

'ฮิบิกิ' อุทานออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ.. พวกเขาไม่ได้มีแค่นามสกุลเท่านั้น แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมีชื่อของสถานที่กำเนิด รวมไปถึงนามสกุลจากทั้งของพ่อและของแม่อีกด้วย

" ถ้าอย่างนั้นเรียกผมสั้นๆว่า 'แฮรี่' ก็ได้ครับ "

[*Harry ในอังกฤษเขียนงี้จริงๆครับ ผมเกือบแปลเป็นเฮนรี่ละ ]”

กลายมาเป็นคำเดียว...

" ท่าน 'ฮิบิกิ' ได้ลงมาเกิดยังดินแดนแห่งนี้ในฐานะวีรบุรุษ.. ผมเข้าใจแบบนี้ถูกต้องไหมครับ? "”

นักบวช ผู้ซึ่งเปลี่ยนจากชื่อยาวกลายมาเป็นชื่อสั้นเพื่อฮิบิกิ ถามเธอกลับมา..เธอกำลังใช้ความคิด..

"ใช่.. ฉันถูกเรียกมาโดยเทพธิดาเพื่อต่อสู้.."

" ...ค่ะ เทพธิดาได้ขอให้ฉันกำจัดเผ่าพันธุ์ดีม่อน " (ฮิบิกิ)”

พวกเขาส่งเสียงพร้อมกันว่า

"โอ้~"”

และยังมีบางคน ซึ่งตกใจต่อวิธีการพูดของฮิบิกิต่อท่านเทพธิดา ราวกับว่าเธอกำลังยืนอยู่ในจุดยืนเดียวกันกับท่านเทพธิดา

" หรือว่าท่าน 'ฮิบิกิ' จะเป็นเทพธิดาแห่งสงคราม? "”

เขาเรียกเธอด้วยความเคารพ.. เป็นเพราะว่าเธอถูกเรียกว่าวีรบุรุษนั้นแหละ การจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือว่าเทพนั้น มันจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพวกเขาที่มีต่อเธอเป็นแน่

" ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นแค่มนุษย์เท่านั้น.. แต่ฉันได้รับพรและอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์มากมายจากเทพธิดาเช่นกัน " (ฮิบิกิ)”

เธอแสดงที่คาดหัวสีเงินให้พวกเขาดู มันสามารถป้องกันความมืดได้ และดูเหมือนว่ามันจะเพิ่มพลังเวทมนตร์ให้แก่เธอด้วยเช่นกันนักบวชคนนั้นกล่าวว่า มันคือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ เสร็จแล้วก็ก้มหัวลง.. มันคงจะดีกว่าจริงๆนั้นแหละ ที่ได้รับมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าการได้รับไอเท็มเวทมนตร์จากเทพธิดา

" มนุษย์... นั่นคือชื่อเรียกของบรรพบรุษของพวกเราเหล่าฮิวแมนครับ.. จริงด้วย ท่านมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.. ไม่สิ รูปร่างของท่านเรียกได้ว่าภาพสะท้อนในกระจกเลยก็ว่าได้ครับ "

" ฮิวแมนเหรอคะ? แต่จากที่ฉันเห็น พวกคุณก็มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันกับฉันซึ่งเป็นมนุษย์นะคะ? " (ฮิบิกิ)

" ใช่ครับ แต่ข้างในนั้นต่างกัน.. พวกเราฮิวแมน ไม่ใช่ตัวตนที่จะสามารถมีพลังเวทมนตร์มหึมาขนาดนั้น ใส่อยู่ในตัวได้เด็ดขาดครับ "”

หลังจากได้ยินนักบวชพูดแบบนั้น ฮิบิกิก็ยกคิ้วขึ้น.. พวกเขามาตรวจร่างกายฉันตั้งแต่เมื่อไหร่? ถ้าหากพวกเขาทำแบบนั้นแล้วจริงๆ มันค่อนข้างทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดนะแต่สายตาอันเฉียบคมของนักบวชก็อ่านความคิดของเธอออก และแสดงอาการลนลานพร้อมกับโบกมือไปมาเพื่อปฏิเสธทันที

" พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ท่านผู้ยิ่งใหญ่มีพลังเวทย์อันแรงกล้าไหลออกมาจากตัว ผมเลย.. "”

การที่เขารู้ มันเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น.. คือสิ่งที่เขาพยายามจะพูดพลังเวทมนตร์มากมายที่เยอะเกินไปจนล้นออกมา และทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงมันได้นั้น มันทำให้เธอรู้สึกแย่ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน หากปล่อยให้มันไหลออกมากจากร่างแบบนี้ถ้าหากศัตรูรู้สึกได้ถึงพลังของเธอตั้งแต่เริ่มหล่ะก็ พวกเขาจะหาทางรับมือและหลีกเลี่ยงการปะทะกับเธอโดยตรง ดังนั้นเธออาจจะกลายเป็นคนไม่มีบทบาทในสนามรบไปเลยก็ได้เธอตัดสินใจอย่างเงียบๆว่า จะต้องหาวิธีปกปิดพลังเวทย์ของตัวเองให้ได้ก่อน..

พลังเวทย์นั้นเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ดังนั้นการที่อยู่ดีๆได้มันมาแบบนี้ การเรียนรู้ที่จะใช้มันก็อาจจะยากพอสมควรยาก.. เมื่อเธอคิดถึงสิ่งนั้น มันทำให้ใบหน้าของเธอปรากฎรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย มันเกิดจากนิสัยของเธอนั้นแหละ

" เอาหล่ะ ช่างมันเถอะ.. เอ่อ.. แล้วฉันควรจะทำยังไงต่อดี? ให้ฉันอยู่ที่นี่ได้เหรอคะ? " (ฮิบิกิ)”

ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าให้อภัยต่อความเข้าใจผิดแล้ว ฮิบิกิพูดกับนักบวชคนนั้นต่อไปผู้คนรอบๆตัวเธอ ต่างแสดงสีหน้าโล่งอกต่อการอภัยของฮิบิกิ.. การที่พฤติกรรมของเธอ มีบทบาทและส่งผลต่อคนรอบข้างได้ขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนัก.. แบบนี้มันก็น่าสนุกดีนะ คือสิ่งที่เธอคิด

" อ่า ไม่ครับ! ขอโทษที่ต้องขอร้องแบบกระทันหันนะครับ แต่ว่าผมอยากจะให้ท่านได้เข้าพบกับท่านราชาก่อน อีกไม่นานผมน่าจะได้รับการอนุญาติจากท่านราชาแล้ว ดังนั้น.. "

" มันสำคัญถึงขนาดที่ จะสามารถทำให้ฉันเข้าพบท่านราชาได้รวดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? " (ฮิบิกิ)

" ท่านคือท่านวีรบุรุษนะครับ ตัวตนอันพิเศษกว่าพวกเรา! "”

'ฮิบิกิ' รู้สึกเซเล็กน้อยต่อคำพูดของท่านนักบวชเธอไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองพิเศษอะไรขนาดนั้นในเกมส์ แต่ว่า..เธอเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึก ของคนที่ชื่นชอบในเกมส์ RPG แล้วการที่คุณได้เป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น ประสบการณ์อันแสนวิเศษและน่าสนใจก็จะเริ่มต้นขึ้นความรู้สึกน่าสรรเสริญและผ่อนคลอยแบบนั้น มันค่อนข้างยากที่จะได้รับมา

" เอ จริงด้วยสิ.. พอคุณพูดแบบนั้นแล้ว... " (ฮิบิกิ)”

'ฮิบิกิ' ผู้ซึ่งกำลังถูกนำทางโดยท่านนักบวช และกำลังเดินผ่านทางเดินอันหรูหราของตัวปราสาท.. อยู่ดีๆก็หยุดเดินอย่างกระทันหันไม่ใช่ว่าเธอรู้สึกหลงใหลไปกับเครื่องประดับต่างๆในตัวปราสาทหรอก แต่ว่า..

" มีอะไรเหรอครับ? "

" ค่ะ.. นอกจากฉันแล้วยังมีอีกคนหนึ่ง.. ควรจะมีวีรบุรุษอยู่อีกหนึ่งคนนะ.. เขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ? " (ฮิบิกิ)

[*ยังไม่ทราบว่าหญิงหรือชายนะครับ]”

*ซาวา*ซาวา

[*เสียงตื่นตกใจของคนหลายๆคน ]

" ท่านบอกว่า ยังมีอีกหนึ่งคนเหรอครับ? "

" ค่ะ.. เทพธิดาบอกกับฉันว่า เธอส่งอีกคนนึงมาก่อนฉันอีกค่ะ " (ฮิบิกิ)”

คำพูดนั่นทำให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงร้องออกมาแต่มันไม่ใช่เสียงร้องด้วยความปิติยินดี

" อีก 1 คน? หรือว่าข่าวลือที่ว่า ทางจักวรรดิเองก็ได้รับวีรบุรุษ จะเป็นเรื่องจริง?! "

" บ้าน่า! ไม่มีทางเลยที่ท่านเทพธิดาจะส่งวีรบุรุษไปในประเทศพรรค์นั้นก่อนพวกเรา! "

" ทำไมท่านถึงไม่มอบวีรบุรุษทั้งสองคนให้แก่ประเทศเราหล่ะ?! "”

บลา บลา...ดูเหมือนว่าวีรบุรุษอีกคนหนึ่ง จะถูกส่งไปยังประเทศที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับประเทศนี้สินะ นั่นคือสิ่งที่ 'ฮิบิกิ' คิดขึ้นในใจแต่ถ้าหากเป้าหมายของพวกเราเหมือนกัน ยังไงก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเราจะได้เจอกันอย่างแน่นอน.. เป็นสิ่งที่เธอคิดเสริมเข้ามา แต่เธอไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่า เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่..

" เข้าใจหล่ะ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่สินะ.. แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงเป้าหมายของพวกเรานั้นเหมือนกัน " (ฮิบิกิ)

" ... จริงด้วยครับ ไว้ใจท่านได้จริงๆ "ด้วยสีหน้าที่เหมือนกับจะปกปิดอะไรบางอย่าง เขาก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นด้วยเหตุผลว่าอยากจะขอเข้าพบ พวกเขาเปิดทางให้แก่หญิงสาว"”

คุณสุภาพสตรี.. เธอคือท่านวีรบุรุษสินะ? ( ภาพที่เธอเห็น เหมือนกับที่เธอคิดทุกประการ )ในห้องที่เปิดกว้างนั้น มีพรมสีแดงถูกปูอยู่ และด้านหน้าของเธอนั้น มีบรรไดยาวขึ้นไปจนถึงบรรลังก์ 2 บรรลังก์ ซึ่งตั้งอยู่ปลายทางชายวัยกลางคนแล้วก็หญิงสาวที่ยังดูสาวอยู่ กำลังนั่งอยู่บนบรรลังก์ทั้งสอง พวกเขาน่าจะเป็นองค์ราชากับเจ้าหญิงสินะ.. หรือจะคิดว่าพวกเขาเป็นองค์ราชาแล้วองค์ราชินีก็ได้เช่นกัน.. เธอพยายามจะไม่สนใจถึงความแตกต่างของอายุ ถ้าหากทั้งสองเป็นราชาและราชินีจริงๆ..

" ค่ะ ฉันชื่อว่า  'ฮิบิกิ โอโตนาชิ' .. ฉันไม่ทราบถึงวิธีประพฤติตัวต่อเชื้อพระวงศ์ในโลกใบนี้ ดังนั้นแล้วโปรดให้อภัยด้วย ถ้าหากฉันทำตัวเสียมารยาทค่ะ.. ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ถ้าหากฉันจะขอเรียกท่านว่า ท่านองค์ราชา? " (ฮิบิกิ)

[* เอาจริงๆผมก็ไม่ค่อยรู้พวกคำราชาศัพท์เหมือนกันครับ = =" ]”

เสียงตอบรับของหญิงสาว บ่งบอกให้ทราบถึงมารยาทของเธอที่มีต่อองค์ราชา เธอพูดโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอกำลังพูดคุยกับคนที่อยู่ในจุดยืนเดียวกันกับเธอ และเธอก็จ้องไปที่พวกเขาทั้งสองด้วยสายตาโดยตรง ไม่มีบริวารคนใดเลย ที่มองว่าการกระทำและคำพูดของเธอ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อองค์ราชา

" แน่นอน.. ข้าได้ยินมาจากท่านเทพธิดาแล้ว ว่าเธอถูกเรียกตัวมาจากอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นแล้วข้าไม่ว่าอะไรหรอก.. แต่ว่า.. หึๆ.. สมกับเป็นวีรบุรุษจริงๆ ปริมาณพลังเวทมนตร์ที่ห้อมล้อมตัวของเจ้า ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามอะไรเลย.. ข้าคือองค์ราชาของประเทศนี้ นามว่านอร์เนอร์(Nhornir).. เนื่องจากชื่อจริงของข้ามันยาวเกินไป ดังนั้นแล้วท่านโอโตนาชิ จดจำชื่อของข้าไว้เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว " (นอร์เนอร์)

" ขอบคุณสำหรับความกรุณาค่ะ.. ตัวฉันนั้นยังไร้ความรู้เกี่ยวกับพลังเวทมนตร์ แต่การที่เทพธิดาส่งฉันมาที่นี่ หมายความว่าฉันจะต้องสู้กับสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า เผ่าพันธุ์ดีม่อน ใช่ไหมคะ? " (ฮิบิกิ)

" ...ถูกต้อง ข้าไม่คิดเลยว่าคนที่จะกลายมาเป็นวีรบุรุษจะเป็นผู้หญิงแบบนี้ แต่ว่าสงครามระหว่างพวกเราและเผ่าพันธุ์ดีม่อนนั้น ตอนนี้ประเทศของเรากำลังสู้รบและคอยเป็นแนวป้องกันข้าศึกอยู่.. เวลาที่เจ้าจะได้ต่อสู้จะต้องมาถึงแน่นอน แต่ตอนนี้เจ้าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ก่อน "       (นอร์เนอร์)

"เวลาจะต้องมาถึง? พวกเขาจะต้องมีความยืดหยุ่นในการรบสูงมากแน่ๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าหากไม่หลงเหลือความยืดหยุ่นเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว"”

ไม่มากก็น้อย..

ตอนนี้ 'ฮิบิกิ' กำลังตกเป็นเป้าสายตาให้กับบุคคลรอบข้างอยู่มันไม่ใช่สายตาที่บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจหรอก มันเป็นสายตาของความหลงใหลหรือเหมอลอยมากกว่า..

มันเป็นสายตาที่ทำให้ผู้ที่ถูกมองรู้สึกไม่สบายใจปฏิกริยาที่มีต่อสาวรูปงาม รวมไปถึงผู้ที่เป็นวีรบุรุษ.. ปฏิกิริยาที่มองตรงมาที่เส้นผมสีดำอันลึกลับ รวมไปถึงดวงตาของเธอเองที่เป็นสีเดียวกัน คือต้นเหตุที่เธอถูกสายตาเหล่านั้นจ้องมอง..

แต่ตัวหญิงสาวเองยังไม่รู้สึกตัวว่า ทั้งสองอย่างนี้คือต้นเหตุของสายตาซึ่งกำลังจับจ้องมาที่เธอยังไงก็ตาม หญิงสาวผู้ซึ่งอยากจะออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็ว.. วิธีการของเธอก็คือ..

" ฉันรู้สึกยินดีกับข้อเสนอนั่นมากค่ะ.. ฉันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกใบนี้ ฉันเลยงคิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าหากจะเรียนรู้ไปเป็นลำดับขั้นตอน.. และเพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านั้น ฉันอยากจะทราบว่า ตอนนี้ฉันมีพลังมากแค่ไหน.. ฉันเลยอยากจะขอท้าประลองกับใครสักคนสักหน่อยค่ะ.. " (ฮิบิกิ)”

เพื่อย้ายตำแหน่งไปที่ไหนสักแห่งซึ่งเธอสามารถเคลื่อนไหวได้สบายตัวมากขึ้นด้วยข้อเสนอนั้น.. สายตาที่กำลังมองมาที่เธอ เหมือนจะได้รับพลังบางอย่างพร้อมเพียงกัน.. แต่ในเชิงที่ดีนะ.. บางทีมันอาจจะเป็นผลมาจากคุณสมบัติบางอย่างซึ่งเกี่ยวกับเสน่ห์ หนึ่งในพลังที่เทพธิดามอบให้แก่เธอก็เป็นได้

" ฉันไม่สนหรอกว่าตัวเองมีพลังเวทย์มากแค่ไหน.. แต่ตอนนี้ฉันอยากจะรู้ถึงพลังทางด้านกายภาพมากกว่า.. พวกเขาอาจจะไม่มีดาบคาตะนะ แต่ถ้าหากใช้การเคลื่อนไหวในรูปแบบของเคนโด มันจะต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอน ที่จะใช้ดาบในการต่อสู้ "”

ตอนนี้เธอกำลังคิดว่า เธอควรจะใช้อาวุธอะไรดี.. และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตในโลกใบใหม่ ของวีรบุรุษนามว่า ฮิบิกิ~ มุมมองของอัศวิน(?) ~ หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าวีรบุรุษนั้น ในสายตาของข้า ข้ามองเห็นเธอราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังมีแสงเต้นไปมาอยู่ทั่วร่างใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจ.. ท่ายืนที่ดูมีเสน่ห์..

มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ที่ไม่ว่าข้าจะมองเธอยังไง เธอก็เหมือนจะยืนอยู่ในจุดยืนเดียวกันกับคนที่เป็นถึงราชา.. แสงที่สาดส่องลงมานั้น กระทบกับปลายผมสีดำสนิทของเธอ จนเกิดเป็นประกายเงาสว่างไสววิธีการพูดของเธอเพื่อส่งผ่านเจตนาของเธอ และอากัปกิริยาของเธอนั้น.. แม้ว่าเธอจะไม่ทราบถึงมารยาทที่ควรพึงมีต่อหน้าองค์ราชาก็เถอะ แต่ข้าก็ยังมองไม่เห็นว่าการกระทำและคำพูดของเธอนั้น เป็นสิ่งที่หยาบคาย..

หัวใจของข้าถูกขโมยไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้ามองเห็นเธอท่านราชาคงกำลังคิดว่า หญิงสาวแบบเธอควรจะได้การปฏิบัติอย่างไรบ้างในสนามรบ แต่ว่า..

ดูเหมือนจะไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนั้นเลยถ้าหากเธอเรียนรู้ทักษะในการต้อสู้ และควบคุมพลังเวทย์ของเธอได้ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เธอจะต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน..

เธอจะต้องกลายเป็นกุญแจหลัก ซึ่งจะนำพาพวกเราก้าวข้ามศีรษะของแม่ทัพของศัตรูได้อย่างแน่นอนสิ่งแรกที่หญิงสาวขอกับท่านราชาก็คือ.. น่าตกใจมาก.. การประดาบ..!

เธอบอกว่าอยากจะให้พวกเราซึ่งเป็นหน่วยอัศวินคนใดคนหนึ่ง ไปประลองดาบกับเธอแม้ว่าจะเป็นเพียงหญิงสาว แต่เธอก็แตกต่างจากชนชั้นสูงและนักเวทย์ที่ข้ารู้จัก..

เธอมีจิตใจที่เข็มแข็งมาก!นี่มันไม่ใช่แค่การถูกขโมยหัวใจแล้ว.. นี่มัน.. ก้าวข้ามคำว่าหลงใหลไปแล้ว.. ถ้าหากข้าสามารถยืนอยู่เคียงข้างสุภาพสตรีคนนี้ได้ ชีวิตข้าจะเจิดจรัสแค่ไหนกันนะ?ข้าต้องการเธอ..

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าเลย ที่ข้ามีความต้องการอะไรแบบนี้แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น..

ตัวตนซึ่งถูกเลือกให้กลายเป็นวีรบุรุษโดยท่านเทพธิดานั้น เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านั้นมากโดยที่ไม่เลือกคนที่อ่อนแอแบบข้า กัปตันได้เลือกอัศวินที่มีความสามารถสูงกว่า แต่ผลสรุปจากการต่อสู้กับเธอก็คือ.. ชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบของเธอ..

พวกเขาตามการเคลื่อนของเธอไม่ได้เลย และยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการใช้ดาบของเธอก็เป็นอะไรที่รวดเร็วมาก.. ข้าคิดว่าวิถีดาบของเธอมันออกจะซื่อตรงไปหน่อย แต่พละกำลังของเธอที่ดูเหมือนจะมากมายมหาศาลนั้น สามารถซัดชายร่างใหญ่จนกระเด็นได้ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติในที่สุดกัปตันก็ออกไปสู้กับเธอด้วยตัวเอง ทุกๆคนต่างจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงกลาง..

ไม่ต้องแปลกใจเลย ที่หญิงสาวรูปร่างบอบบางแบบนั้น จะสามารถโค่นอัศวินคนแล้วคนเล่าราวกับเต้นระบำได้.. เพราะตอนนี้เธอกำลังสู้ได้อย่างสูสีกับกัปตัน ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหน่วยอัศวินทั้งหมดยิ่งไปกว่านั้น พลังเวทย์ที่เอ่อล้นออกมาจากร่างของเธอนั้นมันไม่ปกติเลย..

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะมีฝีมือดาบที่เก่งกาจถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่มีพลังเวทมนตร์มากมายเช่นนั้นอยู่ในตัว.. พวกวีรบุรุษ เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทุกคนเลยเหรอ?...

พวกเขาเป็นตัวตนที่เหนือกว่าพวกเรามากแคร้งงงงง~~!!เสียงแหลมๆดังก้องขึ้นไปทั่วลานฝึกซ้อมเมื่อข้ามองดู ข้าเห็นดาบของท่านวีรบุรุษหักเป็นสองเสี่ยง.. ชัยชนะของกัปตันงั้นเหรอ?ไม่ใช่! ดาบของกัปตันกระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้า และตอนนี้กัปตันกำลังยืนเหนื่อยหอบ โดยที่มือของเขาเองก็กำลังสั่นอยู่เช่นกันทางฝั่งของท่านวีรบุรุษ..

ใบหน้าที่มองไม่เห็นหยาดเหงื่อเลยแม้แต่หยดเดียว กำลังจ้องมองไปที่ดาบซึ่งหักไปแล้วของเธอ โดยที่พูดพึมพำอะไรบางอย่างอยู่บ้าน่า..

จะบอกว่าเธอสามารถใช้ดาบได้ถึงระดับนี้ ทั้งๆที่พึ่งจะถูกส่งมายังโลกใบนี้จริงๆเหรอ? ผู้หญิงคนนี้เป็นเทพธิดาแห่งสงครามหรือยังไงกัน?!ใบหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลใจของเธอ มันมีหลากหลายอารมณ์มาก และมันก็สวยงามมากเช่นกัน..

นอกจากข้าแล้ว ยังมีอัศวันหนุ่มอีกหลายคน ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเธอณ เวลานั้น.. ดาบของกัปตันที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า ได้ตกลงมาเสียบกับลานฝึกซ้อม.. มันให้ความรู้สึกที่เหมือนกับว่า กัปตันของพวกเราพ่ายแพ้ในสนามรบจริงยังไงอย่างงั้นหญิงสาวเคลื่อนไหว ราวกับว่าเข้าใจถึงท่วงท่าและวิถีดาบนั่นได้.. เธอโยนดาบของเธอออกไป

" ท่านอัศวินทุกคน ขอบคุณมากเลยนะคะ.. เทคนิคการใช้ดาบในการต่อสู้มันยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหม? ฉันรู้สึกหลงใหลมันมากเลยหล่ะ.. ในอนาคต ช่วยสอนฉันอีกครั้งด้วยนะคะ " (ฮิบิกิ)”

หลังจากพูดแบบนั้น เธอก็ยื่นมือของเธอออกมา และกัปตันเองก็ยื่นมือของเขาออกไปเพื่อจับมือกับเธอ.. เธอน่าจะไม่อยากให้กัปตันต้องสูญเสียความรู้สึกเป็นแน่มีเสียงเชียร์ดังขึ้น.. ชิ กัปตัน.. ถ้าหากตายก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมือ....

โอ้ ไม่ดีแล้ว.. อยู่ดีๆความคิดพรรค์นั้นก็แล่นเข้ามาในหัวของข้าซะอย่างนั้นเมื่อท่านวีรบุรุษหยิบดาบที่หักขึ้นมา และยื่นมันให้กับกัปตัน ดูเหมือนท่านราชากับเหล่านักบวชกำลังพูดอะไรบางอย่างกันอยู่..

มันจะเริ่มขึ้นแล้วเหรอ?ในฐานะอัศวิน พวกเราไม่มีทางเลือก แต่จำเป็นจะต้องยืนเคารพและส่งพวกเขากลับออกไปจากลานฝึกซ้อมแห่งนี้..

ตัวข้าที่เป็นอัศวินอยู่นั้น จำเป็นจะต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัดในตอนนั้นเอง..ท่านวีรบุรุษที่ข้ากำลังจ้องมองอยู่ หันหน้ามามองข้า..

ดวงตาสีดำสนิทนั่น ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับสามารถกลืนกินทุกๆอย่างในตัวข้าได้.. และด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา เธอยิ้มให้แก่ข้าอ่า~ ข้าสมหวังทุกอย่างแล้วตอนนี้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อเธอเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ข้าได้ตัดสินใจแล้ว! ข้าจะต้องทำให้เธอเป็นของข้าให้ได้!ข้าขอสาบานด้วยนามของข้า! ในนามของเจ้าชายคนที่หนึ่งของอาณาจักรลิเมียร์.. เบรูด้า นอสโต ลิเมียร์*!

[*Beruda Nosto Limia]....”

เหตุผลที่ฮิบิกิยิ้มให้แก่องค์ชาย เป็นเพราะว่าองค์ชายเอาแต่จ้องเธอตาไม่กระพริบ จนเธอต้องจ้องเขากลับไป เพื่อที่จะพูดผ่านทางสายตาว่า 'ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรของเขาเนี่ย? หยุดจ้องฉันแบบนั้นได้แล้ว!' พร้อมๆกับยิ้มเจื่อนๆ เพื่อแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ.. มันไม่ได้มีความหมายอื่นซ่อนเร้นอยู่ในรอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย

---------------------------------------------------------

ตอนนี้แปลยากมากครับ บั่นทอนสภาพจิตใจผมมาก T_Tดังนั้นแล้วผิดพลาดตรงไหนหรือใช้คำอะไรไม่ถูกต้อง ขออภัยด้วยนะครับตอนนี้ผมมึนมากจริงๆ 555+ขอบคุณกำลังใจจากทุกๆคอมเมนท์ และจากทุกๆคนที่ติดตามมากนะครับ ^^

ที่มา:https://my.dek-d.com/hitomi-yuriko/writer/viewlongc.php?id=1474392&chapter=33

จบบทที่ ตอนที่ 30 ข่าวลือเกี่ยวกับวีรบุรุษของลิเมียร์

คัดลอกลิงก์แล้ว