เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 จะขโมยดีไหมนะ?!

ตอนที่ 18 จะขโมยดีไหมนะ?!

ตอนที่ 18 จะขโมยดีไหมนะ?!


ตอนที่ 18 จะขโมยดีไหมนะ?!

รถออฟโรดแล่นทะยานไปบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทิ้งรอยยางเป็นเส้นยาว

คลอว์จับพวงมาลัยขับรถด้วยความตั้งใจ ในขณะที่เอริคกำลังเอนกายอยู่บนเบาะหลังอย่างผ่อนคลาย โดยมีเอ็นจาด้าก้าตัวน้อยคอยป้อนองุ่นให้ทีละลูก ทำให้ตอนนี้เขาดูเหมือนกับชายหนุ่มผู้มั่งคั่งที่ออกเดินทางท่องเที่ยว

ถ้าหากมีสาวสวยอีกสักสองคนร่วมทางไปด้วย ภาพในรถในตอนนี้คงเหมือนฉากจากนิยายที่พระเอกเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน . . .

หลังจากใช้เวลาเดินทางมาจนถึงเที่ยงวัน แสงแดดในทุ่งหญ้าก็ยิ่งแผดเผารุนแรงขึ้น แต่ด้วยสนามแม่เหล็กที่เอริคสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษปกคลุมรอบรถเอาไว้ได้ช่วยลดความร้อนและกรองรังสีอัลตราไวโอเลตบางส่วน ทำให้บรรยากาศภายในรถจึงค่อนข้างเย็นสบาย

แสงก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถบิดเบือนได้อย่างหนึ่ง ดังนั้นในช่วงต้นในจักรวาลของจักรพรรดิธานอส แม็กนีโตจึงเคยใช้พลังในการบิดเบือนแสงเพื่อทำให้ตัวเองล่องหน แต่ตอนนี้เอริคแค่กรองรังสีอัลตราไวโอเลตบางส่วนออกจากแสงอาทิตย์ ทำให้แสงที่มาจากพระอาทิตย์มันจึงเบาบางลง

“ยังไม่ถึงอีกเหรอ?” เอริคถามหลังจากเอนกายนอนอยู่หลายชั่วโมง แม้เขาจะสามารถเดินทางด้วยการบินที่มันรวดเร็วกว่าได้ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยของวาคานด้า เขาจึงเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่าด้วยการเดินทางบนบกแทน

“ใกล้ถึงแล้วครับ” คลอว์ตอบพลางชี้ไปข้างหน้า “นั่นคือทะเลสาบทูร์คานา ถัดไปคือชายแดนเอธิโอเปีย ที่นั่นมีเส้นทางเล็ก ๆ เชื่อมตรงไปยังวาคานด้าอยู่”

“อีกนานแค่ไหน?” เอริคถามและลุกขึ้นมานั่ง

“ประมาณชั่วโมงหนึ่งครับ”

“โอเค งั้นนายหยุดรถ แล้วมาที่เบาะหลัง!” เอริคสั่งเสียงเรียบ ก่อนสั่งให้เอ็นจาด้าก้าตัวน้อยมัดคลอว์เอาไว้ และโยนเขาไปเบาะหลัง จากนั้นเอ็นจาด้าก้าตัวน้อยก็กระโดดขึ้นมานั่งในตำแหน่งคนขับ พร้อมบังคับพวงมาลัยด้วยความชำนาญ

ไม่นานนัก รถออฟโรดก็แล่นผ่านกลุ่มชายผิวดำที่กำลังต้อนวัว พวกเขาสวมชุดพื้นเมือง ถือหอก และกำลังมองมาที่รถของเอริคด้วยสายตาสงสัย และระมัดระวัง

“น่าสนใจ ชุดและหอกพวกนั้นทำจากไวเบรเนียม” เอริคพูดพร้อมมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

“\u0026%¥\u0026#@% . . .” ทันใดนั้นหนึ่งในชายผิวดำก็เดินเข้ามาใกล้รถ และเริ่มส่งเสียงพูดเป็นภาษาท้องถิ่นพร้อมกับเคาะตัวรถเบา ๆ ทำให้เอริคที่เห็นเช่นนั้นก็ลดกระจกลง ก่อนแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “สวัสดี ผม เอริค แลนเซอร์ มาจากสหรัฐฯ ต้องการเข้าพบกษัตริย์ ทีชัลก้า เพื่อส่งมอบคนบาปให้กับวาคานด้า”

ชายผิวดำไปมองยังคลอว์ที่ถูกมัดอยู่ที่เบาะหลัง พร้อมกับใบหน้าของเขาที่เปลี่ยนเป็นโกรธจัดทันที ก่อนที่เขาจะยกหอกที่เรืองแสงสีฟ้าจาง ๆ ขึ้น และพยายามแทงไปที่คลอว์

แต่ทันใดนั้น เอริคก็ยื่นมือออกมาด้านข้างและใช้มือจับหอกเอาไว้อย่างแนบแน่น ทำให้ไม่ว่าชายผิวดำจะพยายามออกแรงแค่ไหนมันก็ไม่ยอมขยับ

“ใจเย็น พี่ชาย นี่คือถ้วยรางวัลของผม” เอริคกล่าวพลางเลื่อนหอกออกไปนอกหน้าต่าง “ช่วยนำทางให้ผมหน่อย ผมมีเรื่องสำคัญจะพบกับกษัตริย์ทีชัลก้า”

ชายผิวดำมองเอริคด้วยสายตาสงสัย ก่อนจะส่งสัญญาณให้เพื่อนวิ่งไปยังกระท่อมไม้ด้านหลัง ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานมันจะมีเครื่องบินทรงรีสีดำบินตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเครื่องบินลงจอด ผู้หญิงหัวโล้นคนหนึ่งในชุดสีแดงถือหอกก็ค่อย ๆ เดินลงมาจากเครื่องบิน และจ้องมองเอริคอยู่นาน ก่อนที่เธอจะเดินตรงเข้ามาและมองไปที่คลอว์ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เจ้าเป็นคนพาตัวเขามา?”

“แน่นอน” เอริคตอบ พร้อมเปิดหน้าต่างรถและตบหน้าคลอว์สองครั้งเบา ๆ “เขาคือถ้วยรางวัลของผม”

หญิงหัวโล้นพยักหน้าเล็กน้อย “กษัตริย์อยากพบเจ้า”

เอริคยักไหล่เล็กน้อยกับท่าทางของเธอ ก่อนที่เขาจะดึงร่างของเอ็นจาด้าก้าตัวน้อยให้ตามเขาไปด้วย

ทันใดนั้นหญิงหัวโล้นก็หันกลับมาและยื่นปลายหอกไปที่เอ็นจาด้าก้าตัวน้อย “เขาไปไม่ได้ กษัตริย์ต้องการพบเจ้าและคลอว์เท่านั้น”

“แน่ใจนะ? เขาสำคัญกว่าฉันมาก ถ้าคุณไม่พาเขาไป บางทีชีวิตคุณอาจจะตกอยู่ในอันตราย” เอริคยิ้มมุมปากเล็กน้อย

หญิงหัวโล้นชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อมองเห็นสร้อยคอที่เอ็นจาด้าก้าตัวน้อยสวมอยู่ โดยในสร้อยคอมันมีแหวนแขวนเด่นอยู่ตรงกลาง “แหวนของกษัตริย์! เจ้าเป็นใครกันแน่?”

“เอ็นจาด้าก้า บุตรชายของเจ้าชายเอ็นโจบู!”

ทันใดนั้นหญิงหัวโล้นก็คุกเข่าลงทำความเคารพทันที ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามอีกครั้ง และส่งสัญญาณให้เอ็นจาด้าก้าตัวน้อยเดินนำหน้าไป เอ็นจาด้าก้าตัวน้อยเหลือบมองเอริค และสูดลมหายใจลึก ก่อนจะยืดหลังให้ตรง แล้วก้าวขึ้นเครื่องบินด้วยท่าทางมั่นใจ

เครื่องบินค่อย ๆ ทะยานขึ้นสู่ฟ้าอย่างราบรื่น ไร้การกระแทกหรือแรงสะเทือน ทำให้เอริคประทับใจอีกครั้งในเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของวาคานด้า

เมื่อมองผ่านหน้าต่างที่ยื่นออกมาจากผนังของเครื่องบิน เอริคสามารถมองเห็นทุ่งหญ้าสะวันนาของเคนยาที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา แต่เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ขึ้นบิน จู่ ๆ ทิวทัศน์ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงตระหง่าน พร้อมรถไฟความเร็วสูงที่แล่นฉิว ยานพาหนะที่ลอยเหนือพื้นดิน และตึกที่แฝงกลิ่นอายศิลปะแอฟริกันอันเข้มข้น ทุกสิ่งดูทันสมัยแต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของดินแดนนี้ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา!

เอริคมองฉากเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย พร้อมกับปล่อยพลังสนามแม่เหล็กของเขาออกมาอย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้นโครงสร้างภายในของรถไฟ เครื่องบิน อาวุธ และระบบลอบเร้นต่าง ๆ ของวาคานด้าก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในประสาทสัมผัสของเขา

“ไวเบรเนียม . . . ทุกสิ่งล้วนทำจากไวเบรเนียม! ทั้งวัสดุ ทั้งพลังงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมันอย่างสิ้นเชิง” เอริคพึมพำกับตัวเอง “แผนผังเทคโนโลยีของวาคานด้านั้นดูซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ขึ้นอยู่กับไวเบรเนียมจนแทบจะเป็นจุดตาย ถ้าหากไม่มีไวเบรเนียมพวกมันก็ไร้ประโยชน์! แต่ . . . ใครจะมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปล้นไวเบรเนียมทั้งหมดในวาคานด้าได้?”

เอริคหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏบนใบหน้าของเขา “บางที . . . ฉันอาจจะทำได้!”

พลังพิเศษในตัวของเอริคเริ่มเคลื่อนไหวไปมา พร้อมกับครุ่นคิดอย่างละเอียด เขามีศักยภาพพอที่จะปล้นทุกสิ่งจากวาคานด้า เนื่องจากเขาสามารถควบคุมไวเบรเนียมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับการควบคุมเส้นเลือดของประเทศนี้ อาวุธล้ำยุคที่สร้างจากไวเบรเนียมไม่อาจทำอันตรายเขาได้ และระบบป้องกันก็ไร้ผลเมื่อเผชิญหน้ากับเขา

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองแห่งนี้ยังถูกปกปิดด้วยสนามพลังงานล่องหนที่แม้แต่ดาวเทียมบนท้องฟ้าก็ไม่สามารถมองเห็น ดังนั้นตราบใดที่เขาลงมืออย่างแนบเนียน จะไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน . . .

จะขโมยพวกมันดีไหมนะ?

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ ตอนที่ 18 จะขโมยดีไหมนะ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว