- หน้าแรก
- ระบบสุ่มพลังรายซีซั่น ทะลุมิติป่วนจักรวาลซีรีส์จีน
- บทที่ 40 – ปีศาจปลาดุก กับ ปีศาจเต่า
บทที่ 40 – ปีศาจปลาดุก กับ ปีศาจเต่า
บทที่ 40 – ปีศาจปลาดุก กับ ปีศาจเต่า
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
เฮ่อเฉินเพิ่งรู้ว่าเธอคือคนที่ได้เลื่อนขึ้นมาอยู่ห้องคิงแทนที่เขา
“ฉันเลี้ยงข้าวนายเอง!” หวังอี๋ตีพูดอย่างดีใจ “นายชอบกินอะไร? ถือว่าเลี้ยงฉลองที่คะแนนสอบนายพุ่งกระฉูดขนาดนี้ด้วยเลย”
“ไม่ต้อง!” เฮ่อเฉินส่ายหน้า “ที่บ้านฉันเขาเตรียมฉลองกันแล้ว”
“งั้นนายเกิดวันที่เท่าไหร่?” หวังอี๋ตีคิดตาม ก็จริงนะ สอบติดห้องคิงแบบนี้ ที่บ้านก็คงต้องจัดงานฉลองอยู่แล้ว คงไม่มีเวลาว่างหรอก เธอจึงกลอกตาเจ้าเล่ห์แล้วถามต่อ “ถึงวันนั้นฉันจะให้ของขวัญวันเกิดนายสักชิ้น!”
“ไม่ต้องจริงๆ!” เฮ่อเฉินยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง
เรื่องแบบนี้เขาชินชาซะแล้ว
คำขอบคุณที่จริงใจอะไรกัน ส่วนใหญ่ก็แค่ข้ออ้างเพื่อหาโอกาสตีสนิทกับเขาให้มากขึ้นแค่นั้นแหละ
เขาไม่เคยรับของพวกนี้
ต่อให้คนตรงหน้าจะเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่ถ้าได้ดองกันก็สบายไปทั้งชาติ เขาก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“ก็ได้! งั้นถือว่าฉันติดหนี้นายครั้งนึง ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย ฉันไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน!” หวังอี๋ตีเห็นเฮ่อเฉินยืนกรานหนักแน่น ก็ไม่ตื้อต่อ หลังจากแสดงเจตจำนงแล้ว เธอก็โบกมือลา เดินออกจากห้อง ม.6/7 กลับห้องเรียนตัวเองไป
พอเดินมาถึงหัวบันได ก็เห็นฟางอีฝานยืนพิงกำแพง มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม “ปลาดุกมาหาเต่า เหมาะสมกันดีนี่หว่า!”
“ฟางอีฝาน นายพูดบ้าอะไรยะ!” หวังอี๋ตีถลึงตาใส่เขา
ใช่แล้ว!
ฟางอีฝานไม่ได้ตั้งฉายาให้เพื่อนเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเรียกเฮ่อเฉินว่า ‘ไอ้ลูกเต่าสารเลว’ เขาก็เคยตั้งฉายาให้หวังอี๋ตีว่า ‘ปีศาจปลาดุก’ มาแล้ว
เพราะหวังอี๋ตีตาโตมาก และเวลายิ้มปากก็กว้างมาก ดูไปดูมาก็คล้ายปลาดุก ฟางอีฝานเลยเอาคำว่า ‘ปีศาจปลาดุก’ มาล้อเธอสนุกปาก
สำหรับเด็กผู้หญิงรักสวยรักงาม ลองนึกภาพดูสิว่าการโดนตั้งฉายาล้อเลียนรูปร่างหน้าตาแบบนี้ มันน่าอับอายและโกรธแค้นขนาดไหน
เพียงแต่เธอไม่ใช่เฮ่อเฉิน แม้ฐานะทางบ้านของเธอจะสามารถเอาคืนฟางอีฝานได้อย่างสบายๆ แต่เธอก็ไม่เคยทำอะไร ได้แต่ก้มหน้ารับฉายาน่าเกลียดนี้ไป
จริงๆ แล้ว ทั้งที่เธอเพียบพร้อมทุกด้าน แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากแก๊งตัวเอกอย่างฟางอีฝาน ไม่ใช่แค่ฟางอีฝานที่ตั้งฉายาให้ แม้แต่เฉียวอิงจื่อและหวงจื่อเถา เพื่อนสมัยเด็กของหมอนั่น ก็ยังทำตัวเย็นชากับเธอ ทั้งที่เธอพยายามทำดีด้วย
พูดได้ว่าสองปีที่ผ่านมา การเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอคือการเอาหน้าไปแนบก้นเย็นๆ ของคนพวกนี้ และถูกโดดเดี่ยวแบบกลายๆ
ดังนั้นตอนที่เฮ่อเฉินเอาคืนฟางอีฝานด้วยเรื่อง ‘ของขวัญเต่า’ เธอจึงรู้สึกสะใจและอินจัดมาก
เพื่อนบางคนแอบนินทาว่าเฮ่อเฉินทำเกินไป เป็นเพื่อนกันแท้ๆ ทำไมต้องเล่นงานกันถึงตายขนาดนี้
คนแบบเฮ่อเฉินเหมือนหมาบ้า ต้องอยู่ให้ห่าง อย่าเป็นศัตรู และอย่าเป็นมิตรด้วย
ได้ยินแบบนั้นทีไร เธอจะเถียงกลับทันที
‘ถ้าทำตัวดีๆ ไม่ไปหาเรื่องเฮ่อเฉินก่อน เขาจะบ้าจี้มาด่าแกเหรอ? ดูสิ คนที่โดนด่าน่ะ จี้หยางหยาง ฟางอีฝาน ครูหลี่เถี่ยกุ่น มีใครเป็นคนปกติที่นิสัยดีบ้าง? มีใครบ้างที่ไม่ไปหาเรื่องเฮ่อเฉินก่อน?
นอกจากพวกนั้น เฮ่อเฉินเคยไปรังแกใครหรือเปล่า?
ปกติเฮ่อเฉินยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน เป็นมิตรจะตายไป
กลับกัน ฟางอีฝานต่างหาก ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ตามตื๊อจีบเด็กเทพห้องคิง สร้างเรื่องป่วนไปทั่ว หาเรื่องชกต่อย สารพัดความเลว
อย่างเรื่องตั้งฉายาเหยียดคนอื่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย
ทำไมไม่มีใครว่ามันบ้างวะ!
ทีตอนนี้เห็นฉันคุยกับเฮ่อเฉิน ก็วิ่งมาดักด่า ประโยคเดียวนี่ด่ากราดทั้งสองคน จะไม่ให้คนเขาด่ากลับได้ไง?
สมควรโดนแล้ว!
ทำไมเอาแต่คิดแทนคนที่โดนเฮ่อเฉินด่า ไม่ลองคิดในมุมของคนที่โดนไอ้ฟางอีฝานตั้งฉายาเหยียดหยาม หรือโดนมันหาเรื่องแกล้งบ้างล่ะ?
นี่ต่างหากคือมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่ต้องเจอ!’
“ขอยืมคำพูดของปีศาจเต่ามาใช้หน่อยนะ... 'ฉันรักที่จะพูดความจริง!'” ฟางอีฝานกอดอกพิงกำแพง สายตาเต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“ไม่ดูคะแนนตัวเองบ้างเลย สอบได้ที่โหล่ของระดับชั้นแล้วยังมีหน้ามาหาเรื่องชาวบ้านอีก!” หวังอี๋ตีสวนกลับ “รีบกลับไปปูพื้นฐานใหม่ที่ห้องบ๊วยของนายซะไป!”
“เธอยังกล้าดีใจอีกเหรอ?” ฟางอีฝานหัวเราะเยาะ “ฉันน่ะเป็นหางไก่ ส่วนเธอก็เป็นได้แค่หางหงส์ สรุปก็เป็นหางเหมือนกัน ไม่แน่อนาคตเราอาจจะได้อยู่ห้องเดียวกันก็ได้นะ!
แล้วที่ฉันสอบได้สภาพนี้ ก็ต้องโทษไอ้พวกเดียวกันกับเธอ ไอ้เต่าในบ่อนั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะมัน ฉันจะฟอร์มตกขนาดนี้เหรอ?”
“ถุย!” หวังอี๋ตีมองด้วยสายตาดูถูก “ปีที่ผ่านมา คะแนนของนายตกลงฮวบฮาบ ใครๆ เขาก็เห็นกัน มีแต่นายนั่นแหละที่ทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น คิดว่าตัวเองยังเก่งอยู่!
ตัวนายเองยังบอกเลยว่าสอบรอบนี้รู้สึกทำได้ดี พอผลออกมาเป็นที่โหล่ ก็มาโทษคนอื่น เอาคนอื่นเป็นข้ออ้าง!
งั้นนายควรขอบคุณเฮ่อเฉินนะที่ด่านายยับเยินช่วงนี้ ทำให้นายมีข้ออ้างให้โทษชาวบ้านได้
ไม่งั้นผลสอบห่วยแตกแบบนี้ กลับไปบ้านแม่นายคงถือรองเท้าแตะไล่ตีนายรอบหมู่บ้านแน่!
ดูอย่างจี้หยางหยางสิ เขาไม่เคยตั้งใจเรียน แถมสอบแบ่งห้องรอบนี้วิชาเรียงความภาษาจีน เขาวาดรูปรถแข่งลงไปจนโดนปรับตกได้ศูนย์คะแนน
เรียงความภาษาจีนนะเว้ย! ตั้ง 60 คะแนน! ได้ศูนย์เลยนะ!
แล้วถ้าพูดถึงเรื่องผลกระทบทางจิตใจ จี้หยางหยางโดนหนักกว่านายเยอะ
พ่อของนายโดนการกระทำของนายทำพิษจนวุ่นวาย แต่มันก็ไม่ได้กระทบอารมณ์สุนทรีย์ที่นายจะไปดูหนังกับนางในดวงใจของนายเลยนี่
แต่จี้หยางหยางน่ะ เขาโดนเฮ่อเฉินทำลายความฝันและความทะเยอทะยานจนย่อยยับ!
ขนาดนั้นเขายังสอบได้คะแนนดีกว่านาย กดนายไว้ข้างล่าง แล้วนายยังคว้าตำแหน่ง 'ที่โหล่' มาครองได้อีก นายยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ!”
“เธอ!” ฟางอีฝานจ้องหน้าหวังอี๋ตีด้วยความโกรธ
เมื่อก่อนมีแต่เขาที่คอยเหน็บแนมเธอจนเธอเถียงไม่ออก แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นคนปากคอเราะร้าย ฝีปากกล้าขึ้นมาซะอย่างนั้น
หรือว่าพิษฝีปากของเฮ่อเฉิน ไอ้ลูกเต่าสารเลวนั่น มันจะแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้?
“เชอะ!” หวังอี๋ตีเห็นเขาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ก็สะบัดหน้าส่งเสียงในลำคออย่างผู้ชนะ แล้วเดินจากไป
ความรู้สึกที่ได้ด่าคนแล้วเดินหนีนี่มันฟินจริงๆ!
ทำไมเฮ่อเฉินไม่ทำแบบนี้ตั้งนานแล้วนะ!
ถ้าเขาทำแบบนี้เร็วกว่านี้ แล้วเธอเรียนรู้จากเขาเร็วกว่านี้ สองปีที่ผ่านมาเธอคงไม่ต้องทนเก็บกดขนาดนั้นหรอก
...
หลังเลิกเรียน
พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ หยุดเรียนหนึ่งวัน คืนนี้จึงไม่มีคาบเรียนภาคค่ำ เฮ่อเฉินปั่นจักรยานพาหร่วนหลิวเจิงซ้อนท้ายกลับบ้าน พร้อมกับหลินเมี่ยวเมี่ยวและเฉียนซานอีที่ปั่นตามกันมา
ระหว่างทาง หร่วนหลิวเจิงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “ทำไมพี่สอบได้คะแนนดีขนาดนี้? ทั้งที่เวลาพี่อ่านหนังสือน้อยกว่าฉันไม่รู้กี่เท่า!”
คนหนึ่งที่ 21 อีกคนหนึ่งที่ 28 ห่างกันแค่ 7 อันดับเองนะ!
ถึงแม้ว่าในการสอบเกาเข่า คะแนนห่างกันแค่ 1 คะแนนก็หมายถึงคนจำนวนเท่าสนามฟุตบอล และห่างกัน 1 อันดับคนก็ยิ่งเยอะ
แต่ผลลัพธ์จากการพยายามแทบตายของเธอ ก็ทำได้แค่เกาะอยู่ที่อันดับ 21 อย่างยากลำบาก
ครั้งนี้คะแนนดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่
ผิดกับเฮ่อเฉินที่พัฒนาแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ ขืนสอบอีกรอบ เขาต้องแซงหน้าเธอแน่ๆ ซึ่งมันจะทำลายสถานะและจุดยืนในใจของเธอที่มีต่อเขา ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ
“ดวงมั้ง!” เฮ่อเฉินพูดติดตลก “หรือไม่ก็เป็นเพราะสองสามวันนี้ฉันได้ด่ากราดชาวบ้านจนสมองโล่ง จิตใจปลอดโปร่ง เลยเกิดปัญญาญาณ ตรัสรู้ขึ้นมาดื้อๆ ก็ได้ใครจะไปรู้!”
“ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก!” หร่วนหลิวเจิงเบ้ปาก ไม่เซ้าซี้ต่อ แต่ในใจแอบตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องขยันให้มากขึ้นกว่าเดิม
แล้วก็ต้องเล่นโยคะอย่างสม่ำเสมอด้วย!
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเฮ่อเฉิน เริ่มต้นหลังจากที่เขาฝึกวิชา
อย่าคิดว่าเธอไม่รู้นะ!
เมื่อกลับถึงบ้าน หร่วนลู่พอรู้ว่าทั้งสองคนสอบได้คะแนนดีมากก็ดีใจยกใหญ่ เธอรับมุขลูกอ้อนของหร่วนหลิวเจิงทุกอย่าง แล้วชวนเฮ่อเฉินออกไปฉลองด้วยการกินข้าวนอกบ้านคืนนี้
“หม้อไฟ! หม้อไฟรสเผ็ด!” หร่วนหลิวเจิงร้องเชียร์ลั่น กอดแขนหร่วนลู่แล้วเร่งยิกๆ ให้เฮ่อเฉินรีบเตรียมตัว
ทั้งสามคนออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังร้าน 'จิ่งเก๋อ' ร้านโปรดของเธอ เพื่อจัดหนักหม้อไฟรสเผ็ดฉลองความสำเร็จ
[จบบท]