เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อถิ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อย!

บทที่ 31 เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อถิ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อย!

บทที่ 31 เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อถิ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อย!


บทที่ 31 เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อถิ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อย!

พอกับข้าวเสร็จ เยว่เฟิงก็ลงทุนเดินไปตามครอบครัวลุงหลี่เหวินถงทั้งสี่คน มากินข้าวด้วยกันที่บ้าน

ครอบครัวเยว่เตรียมอาหารไว้หม้อใหญ่มาก จึงแบ่งกับข้าวออกเป็นสองวง วงหนึ่งเป็นของผู้ชายก๊งเหล้าคุยโม้โอ้อวดกันไป อีกวงเป็นของผู้หญิงและเด็กๆ นั่งกินข้าวพูดคุยกันตามประสา มื้อนี้เริ่มตั้งแต่สิบเอ็ดโมงห้าสิบ ลากยาวไปจนถึงบ่ายโมงครึ่งถึงได้แยกย้าย

เยว่เล่ยยังขาเจ็บดื่มเหล้าไม่ได้ เยว่เฟิงเลยรับหน้าที่เป็นตัวแทนพ่อ รินเหล้าและชนจอกกับแขกแทน

ช่วงบ่ายยังมีภารกิจสำคัญรออยู่ ทุกคนเลยไม่ได้ดื่มกันจนเมามาย แค่จิบเหล้าขาวดีกรีแรงๆ คนละสามเหลี่ยง (150 กรัม) พอให้เลือดสูบฉีดเท่านั้น

เยว่เล่ยดูจะถูกใจเจ้าเหยี่ยวซงจื่อตัวน้อยที่ลูกชายเพิ่งจับมาได้ไม่น้อย เยว่เฟิงจึงตัดสินใจยกมันให้พ่อเป็นคนรับหน้าที่ฝึกมันไปเลย ส่วนพวกวัยรุ่นก็ยังกังวลเรื่องตาข่ายดักเหยี่ยวบนเขาอยู่ พอกินข้าวปลาเสร็จสรรพ ทักทายบอกลาผู้หลักผู้ใหญ่เสร็จ ก็จัดการ 'กำเหยี่ยว' พาเหยี่ยวพากันเดินขึ้นเขากันอีกรอบ

จุดหมายแรกยังคงเป็นป่าละเมาะริมแม่น้ำ ช่วงเวลาห่างจากรอบก่อนหน้าไม่ถึงสามชั่วโมง ก็มีนกล่าเหยื่อบินมาติดตาข่ายเพิ่มอีกแล้ว

ผืนหนึ่งได้ 'เหยี่ยวแก่อกเทา' (เหยี่ยวซงจื่อตัวเมียที่โตเต็มวัย) มาหนึ่งตัว ส่วนอีกผืนดักได้ 'เหยี่ยวเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้ม' ที่มีลายขนตรงหน้าอกเป็น 'ลายอกรูปหัวใจลูกท้อ' ในขณะที่ตาข่ายผืนสุดท้ายที่กางทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า ก็ยังคงไร้วี่แววของเหยื่อมาติดเหมือนเดิม

ลายหน้าอกของเจ้า 'เหยี่ยวแก่อกเทา' เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นไปหมดแล้ว ดูแวบเดียวก็รู้ว่าอายุอานามไม่ใช่น้อยๆ เหยี่ยวแก่แบบนี้มักจะดุร้ายและหัวแข็ง ดื้อรั้นจนเกินเยียวยา จับมาก็เสียเวลาฝึกเปล่าๆ เยว่เฟิงเลยจัดการแกะมันออกจากตาข่ายแล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติไปทันที

แต่ที่น่าสนใจคือเจ้าเหยี่ยวตัวที่สองที่ติดตาข่ายมานี่แหละ รูปร่างหน้าตาและลักษณะของมันจัดว่าไม่เลวเลยทีเดียว

เจ้าเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มตัวนี้ มีขนาดตัวเล็กกว่าเจ้าเย่าจื่อเขียวของเยว่เฟิงอยู่เกือบครึ่งเบอร์ ลองกำดูด้วยมือกะน้ำหนักคร่าวๆ น่าจะราวๆ ห้าเหลี่ยงครึ่ง (275 กรัม)

ถึงตัวจะเล็ก แต่มันกลับดูปราดเปรียวและแข็งแรงมาก ลำตัวเพรียวยาว ปีกบางเฉียบ ต่อให้ยังไม่เคยเห็นฝีมือการบินจริงๆ แต่พิจารณาจากสรีระแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันเกิดมาเพื่อเป็น 'เหยี่ยวสายสปีด' อย่างแท้จริง

เรื่องน้ำหนักตัวถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนกรงเล็บก็มีขนาดเล็กกว่าเจ้าเย่าจื่อเขียวอยู่นิดหน่อย แต่ถ้าเอาไปล่าเหยื่อขนาดครึ่งจินถึงหนึ่งจินอย่างพวกไก่ป่าซาปั้นหรือไก่เฟยหลงล่ะก็ รับรองว่าเอาอยู่สบายๆ

"เมื่อเช้าเพิ่งจะบ่นว่าอยากได้เหยี่ยวเพิ่ม นี่ไงล่ะ มาตามคำขอเลย! เย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มหนึ่งอัตรา เสี่ยวเทามาช่วยจับหน่อยสิ เดี๋ยวจัดการใส่สายรัดให้มันก่อน!"

เยว่เฟิงเรียกให้ลูกมือมาช่วย พลางล้วงเอาสาย 'เหลี่ยงไค' ที่พ่อถักเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานออกมาจากกระเป๋า

ผูกสายรัดข้อเท้าเสร็จ เยว่เฟิงก็หยิบเอาผ้าแพรสำหรับห่อตัวเหยี่ยวออกมา เอาหัวไหล่ทั้งสองข้างของเหยี่ยวยัดเข้าไปในผ้า แล้วดึงชายผ้าด้านล่างมาพันทบกัน รัดร่างเจ้าเย่าจื่อตัวน้อยไว้จนแน่นหนาขยับตัวไม่ได้

"เจ้าเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มตัวนี้ ไม่ต้องเอาไปยัดในกระเป๋าหรอกนะ บ่ายนี้พวกเอ็งสามคนผลัดกัน 'กำเหยี่ยว' ถือมันไว้คนละพักละกัน! ถือซะว่าเป็นการ 'ฝึกให้ชินคน' ไปในตัวเลย! เสี่ยวเทา เอ็งรับไปถือเป็นคนแรก!" ว่าแล้วเยว่เฟิงก็ส่งเหยี่ยวที่ถูกห่อเป็นมัมมี่ไปใส่มือเสี่ยวเทาทันที

ตอนที่ให้ลองกำเจ้าเย่าจื่อเขียวตัวใหญ่ เสี่ยวเทายังกำไม่ค่อยถนัดมือเพราะมือเล็กไปหน่อย แต่กับเจ้าเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มตัวนี้ ขนาดของมันพอดีเป๊ะกับอุ้งมือของเสี่ยวเทาเลยทีเดียว

ถือว่าทีมล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยว ได้สมาชิกใหม่ที่เป็นตัวหลักในการทำงานเพิ่มมาอีกหนึ่งตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

จัดการเรื่องเหยี่ยวเสร็จ เยว่เฟิงก็ขึงตาข่ายดักเหยี่ยวกลับเข้าที่เดิม ตรวจดูนกกระจอกในกรงล่อให้แน่ใจว่ามันยังมีชีวิตและไม่ได้ขาดน้ำตาย จากนั้นก็พาลูกทีมเดินขึ้นเขาต่อไป

พวกเขายังคงเลือกใช้เส้นทางเดินเลาะขึ้นเนินเขาทางฝั่ง 'ร่องเขาเอ้อร์เจีย' แต่คราวนี้ เยว่เฟิงไม่ได้ให้หยุดล่าแถวสันเขานี้เหมือนเมื่อเช้า เขาพาเดอะแก๊งเดินลัดเลาะข้ามสันเขาที่ค่อนข้างชันไปอีกลูกหนึ่ง เพื่อไปยังสนามล่าแห่งใหม่

ตลอดสามชั่วโมงหลังจากนั้น ทุกคนก็เข้าสู่โหมดการฝึกซ้อมภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เจ้าเย่าจื่อเขียวถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่ในมือของชายหนุ่มทั้งสามคน ให้แต่ละคนได้ลอง 'กำปล่อย' ปล่อยมันพุ่งทะยานเข้าโจมตีเหยื่อครั้งแล้วครั้งเล่า

อันที่จริง การปล่อยเหยี่ยวเล็กไปล่าสัตว์ ถ้าเรียนรู้ขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ จนเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เมื่อได้ลองลงสนามจริงบ่อยๆ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ท่าทางการปล่อยเหยี่ยวของทั้งสามคนก็เริ่มดูคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ผลงานการล่าในช่วงบ่ายก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ระหว่างที่ให้ลูกทีมฝึกมือ เยว่เฟิงก็สามารถจับไก่เฟยหลงมาได้อีก 6 ตัว กับไก่ป่าซาปั้นอีก 3 ตัว

เผลอแป๊บเดียว เวลาก็ล่วงเลยจนถึงช่วงเย็นย่ำ ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า นกล่าเหยื่อในป่าจะมีช่วงเวลา 'นาทีทอง' ในการออกหาอาหารมื้อสุดท้ายของวัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ช่วงเช้าตรู่กับช่วงเย็นย่ำแบบนี้แหละ ที่มีโอกาสดักเหยี่ยวติดตาข่ายได้มากกว่าช่วงกลางวันแสกๆ เสียอีก

เนื่องจากพวกเขากำลังเดินลงจากเขา ตาข่ายดักเหยี่ยวผืนแรกที่ต้องเดินผ่าน ก็คือผืนที่ขึงอยู่ริมป่าฝั่งทิศใต้ ซึ่งเป็นผืนเดียวที่ยังดักอะไรไม่ได้เลยตั้งแต่เช้า

แต่คราวนี้ แค่มองจากระยะไกลหลายสิบเมตร เยว่เฟิงก็เห็นความผิดปกติ ตาข่ายถูกกระตุกจนพับลงมา เขารีบสับเท้าวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ ทันที

มี 'เหยี่ยวเย่าจื่อสีดิน' สีเหลืองตุ่นๆ ตัวหนึ่งติดตาข่ายอยู่ เพราะมันดิ้นรนอย่างหนักหวังจะเอาตัวรอด สายตาข่ายเลยพันรัดตัวมันจนแน่นเป็นเกลียวเชือก ตอนนี้เจ้านกผู้โชคร้ายกำลังนอนขดตัวอยู่บนพื้นดิน ปากอ้ากว้างด้วยความหวาดกลัว ลิ้นห้อยจุกปาก

เยว่เฟิงรู้ทันทีว่าอาการแบบนี้คือผลจากการดิ้นรนอย่างหนักจนหมดแรงและขาดน้ำ เขาไม่รอช้า รีบปลดกระติกน้ำออกมาป้อนน้ำให้มันจิบ ก่อนจะค่อยๆ แกะสายตาข่ายที่พันธนาการร่างของมันออกอย่างระมัดระวัง

ถ้าเอาไปเทียบกับเจ้าเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มที่จับได้เมื่อตอนกลางวันล่ะก็ รูปร่างหน้าตาของเจ้าเย่าจื่อสีดินตัวนี้ถือว่าธรรมดามาก ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตาเลยสักนิด

ขนทั้งตัวเป็นสีเหลืองตุ่นๆ ลายหน้าอกก็ดูสะเปะสะปะไม่เป็นระเบียบ ปีกก็ไม่ได้บางเฉียบ แถมกล้ามเนื้อหน้าอกก็ไม่ได้ดูหนาและบึกบึนเหมือนเจ้าเย่าจื่อเขียวหรือเจ้าเย่าจื่อสีน้ำตาลเข้มเลย

อ่านมาถึงตรงนี้ ที่ผมเอาแต่บรรยายถึงรูปร่างและสีขนของเหยี่ยว หลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่สีขนหรือรูปร่างที่ต่างกันแค่นิดเดียว มันจะส่งผลต่อความสามารถในการล่าเหยื่อจริงเหรอ?

ขอตอบอย่างมั่นใจเลยว่า จริงครับ ความแม่นยำในการดูโหงวเฮ้งเหยี่ยวแบบนี้สูงถึง 85% ขึ้นไปเลยทีเดียว

แล้วจะอธิบายเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้ยังไงดีล่ะ?

ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องง่ายๆ การดูสีขนของเหยี่ยว ก็คือการดูว่ามันมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ไหนนั่นเอง ถิ่นกำเนิดที่ต่างกัน ก็หมายถึงสายพันธุ์ย่อยที่ต่างกัน ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อทักษะและพฤติกรรมการล่าสัตว์ของพวกมัน

ยกตัวอย่างเช่น เหยี่ยวชางอิงที่เพาะพันธุ์ในพื้นที่ตงเป่ยแห่งนี้ ไม่ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย ลูกเหยี่ยววัยรุ่นที่เพิ่งหัดบินส่วนใหญ่จะมี 'ขนสีแดงเข้ม' น้ำหนักตัวเมียก็จะตกอยู่ราวๆ สองจิน ถึงสองจินสามเหลี่ยง (1-1.15 กิโลกรัม)

แต่ถ้าขยับขึ้นเหนือไปทางไซบีเรีย เหยี่ยวชางอิงที่นั่นจะมีขนสีโทนอ่อนกว่า เป็นสีเทาอมขาวเหมือนสีหญ้าแห้ง และตัวเมียที่นั่นจะมีน้ำหนักเริ่มต้นที่สองจินครึ่ง (1.25 กิโลกรัม) ขึ้นไปทั้งนั้น บางตัวที่ไซส์บิ๊กๆ หน่อยอาจจะหนักทะลุสามจินเลยด้วยซ้ำ

ถ้าจะให้อธิบายเจาะลึกไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมและเหยื่อในแต่ละถิ่นกำเนิดก็ไม่เหมือนกัน ลูกเหยี่ยวบางตัวโตมากับการกินนกกระจอก หนู หรือกบ แต่บางตัวโตมากับการกินนกเขาใหญ่ ไก่ป่าซาปั้น หรือไก่เฟยหลง พอถึงเวลาออกจากรังและต้องเรียนรู้วิธีล่าเหยื่อจากพ่อแม่ ประสบการณ์และชนิดของเหยื่อที่พวกมันได้สัมผัสก็จะแตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิด

เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อสีดินตัวนี้ เยว่เฟิงดูทรงแล้วน่าจะเป็น 'เหยี่ยวเย่าจื่อถิ่น' ที่เกิดและโตในป่าสนแถวๆ นี้แหละ ไม่ได้มีลักษณะพิเศษอะไรให้ชื่นชมเป็นพิเศษ แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีตัวเลือกอื่นให้เลือกมากนัก เขาก็ไม่คิดจะปล่อยมันไป จับมันใส่สายรัดข้อเท้าเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน

ตอนแรกเยว่เฟิงก็นึกว่ามันเป็นแค่เหยี่ยวเกรดต่ำทั่วๆ ไป แต่จู่ๆ สถานการณ์ก็พลิกผัน

ในจังหวะที่เยว่เฟิงกำลังจะเอาผ้ามาพันห่อตัวมัน ลายขนสีแปลกๆ สองสามเส้นที่ซ่อนอยู่ตรงหน้าท้องของเจ้าเย่าจื่อสีดินตัวนี้ ก็สะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง

พอสังเกตเห็นความผิดปกติ เยว่เฟิงก็รีบแหวกดูขนตรงหน้าท้องของมันให้ชัดๆ แล้วพลิกดูขนหางของมันตามไปด้วย

"โอ้โห ใช้ได้เลยว่ะ นึกว่าเป็นแค่พวกปลายแถว ที่ไหนได้... ไอ้เจ้านี่ก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกันนะเนี่ย!" เยว่เฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น

"พี่เฟิง มีอะไรเหรอพี่? ทำไมถึงบอกว่ามันไม่ใช่ย่อยล่ะ?" เซี้ยวอู่ที่ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว เอ่ยปากถามขึ้นมา

"นั่นสิพี่เฟิง! เมื่อกี้ยังเห็นพี่ทำหน้าแหยๆ เหมือนไม่อยากได้มันอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจไปชมมันซะล่ะ!" เสี่ยวเทาก็รีบผสมโรงถามด้วยความอยากรู้

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 31 เจ้าเหยี่ยวเย่าจื่อถิ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่ย่อย!

คัดลอกลิงก์แล้ว