- หน้าแรก
- เกิดใหม่พลิกชีวิตด้วยวิถีพราน รวยล้นฟ้าในยุค แปดศูนย์
- บทที่ 17 ลูกคนรองของเราจู่ๆ ก็คิดได้ขึ้นมา
บทที่ 17 ลูกคนรองของเราจู่ๆ ก็คิดได้ขึ้นมา
บทที่ 17 ลูกคนรองของเราจู่ๆ ก็คิดได้ขึ้นมา
บทที่ 17 ลูกคนรองของเราจู่ๆ ก็คิดได้ขึ้นมา
"ถ้าใช้ 'เหยี่ยวชางอิง' (เหยี่ยวนกเขาหงอน) ล่า ตัวมันใหญ่เกินไป 'กำเหยี่ยว' ไว้ในมือไม่ได้ ต้องใช้วิธี 'ปล่อยจากท่อนแขน' (เฉวียนเลี่ย) ซึ่งจังหวะพุ่งตัวออกไปจะช้ากว่าครึ่งจังหวะ แถมต่อให้จับหมาไม้เซเบิลได้ กรงเล็บและจงอยปากที่ใหญ่กว่าของมัน ก็เสี่ยงที่จะทำให้ขนเซเบิลเสียหายได้ง่ายๆ
แต่ถ้าใช้เหยี่ยวเย่าจื่อ ปัญหาพวกนี้ก็หมดไป การ 'กำปล่อย' ทำให้ความเร็วพุ่งตัวสูงกว่า โอกาสล่าสำเร็จก็มากกว่า แถมกรงเล็บกับจงอยปากเล็กๆ ของมัน ก็แทบไม่สร้างความเสียหายให้ขนเซเบิลเลย ขอแค่เหยี่ยวใจสู้และพลิ้วพอที่จะคุมเหยื่อไว้ได้จนกว่าพรานจะเข้าไปถึงตัว โดยไม่โดนหมาไม้แว้งกัดซะก่อน นี่แหละคือตัวเลือกที่เพอร์เฟกต์ที่สุด!"
เยว่เล่ยวิเคราะห์เป็นฉากๆ "ถ้าเจ้าเหยี่ยวตัวนี้ทำท่าพยัคฆ์ตะปบหัวเป็นอย่างที่เอ็งบอก ก็คงพอมีลุ้น! ไอ้หมาไม้นี่มันดุร้ายเอาเรื่อง ถ้าไม่ตะปบกดหัวมันไว้ ก็ไม่มีทางรอดจากการโดนมันแว้งกัดได้หรอก!"
"ฮี่ๆๆ! งั้นพ่อช่วยคอนเหยี่ยวให้ผมแป๊บนึงนะ ผมขอเข้าบ้านก่อน!" เยว่เฟิงหัวเราะร่วน ส่งเจ้าเย่าจื่อให้พ่อถือไว้ แล้วสะพายกระเป๋าเดินเข้าบ้านไป
บนเตาไฟ แม่ปั้นเกี๊ยวเสร็จรอไว้แล้วถึงสองถาดใหญ่ ใช้เนื้อหมูไปตั้งหนึ่งจินเต็มๆ เป็นไส้หมูสับผสมผักกาดขาว
"แม่! ผมกลับมาแล้ว! ต้มน้ำร้อนถอนขนไก่ได้เลย เย็นนี้เราตุ๋นไก่ฟ้ากินกัน!" เยว่เฟิงทำหน้าเหมือนเด็กอวดของเล่น หยิบกะละมังอลูมิเนียมมาวางไก่ฟ้าลงไป
"อุ๊ย! ไปจับไก่ฟ้าตัวเบ้อเริ่มมาได้ไงเนี่ย?" เมิ่งอวี้หลานตกใจปนประหลาดใจ
เยว่เฟิงขยับเข้าไปใกล้แม่แล้วกระซิบยิ้มๆ "ฮี่ๆๆ เรื่องจิ๊บจ้อยน่าแม่! แม่ทายสิ วันนี้ผมขึ้นเขาไปจับไก่เฟยหลงกับไก่ป่าซาปั้นมาได้กี่ตัว?"
"สิบตัว?"
เยว่เฟิงส่ายหน้า ชูนิ้วขึ้นมาสิบนิ้ว แล้วตามด้วยอีกแปดนิ้ว
"เยอะขนาดนั้นเชียว?"
"ใช่ครับ! แม่ไม่รู้หรอกว่าเจ้าเย่าจื่อเขียวตัวนี้มันทำงานเนี๊ยบแค่ไหน! พอมันล็อคเป้าแล้ว แทบจะไม่เคย 'พลาดเป้า' (โจ่วฮั่ว) เลย ไอ้ไก่ฟ้านี่ก็ฝีมือมันนี่แหละ!" เยว่เฟิงคุยโวด้วยความภูมิใจ
"ลูกแม่เก่งจริงๆ! แล้วเหยื่อพวกนี้ ลูกกะจะจัดการยังไงล่ะ?" เมิ่งอวี้หลานชมลูกชายชุดใหญ่ ก่อนจะวกกลับมาถามเรื่องปากท้อง
เยว่เฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เอาแบบนี้ดีไหมแม่ พอฟ้ามืด ผมเอาไปให้ลุงหลี่สักสองสามตัว? ส่วนที่เหลือพรุ่งนี้เช้าผมค่อยเอาเข้าเมืองไปขาย?"
ลุงหลี่ที่เยว่เฟิงพูดถึง คือ 'หลี่เหวินถง' เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านติดกันทางด้านหน้า หลี่เหวินถงเป็นทหารผ่านศึก ว่ากันว่าเคยไปรบในสงครามสั่งสอนลิงทางใต้มาด้วย
หลี่เหวินถงสนิทกับเยว่เล่ยมาก แกเป็นคนขับรถไถประจำหมู่บ้าน ช่วงหน้าหนาวที่ว่างเว้นจากการทำนา แกก็มักจะชวนเยว่เล่ยเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกันเสมอ สองครอบครัวไปมาหาสู่กันสนิทชิดเชื้อ
ปีนี้เยว่เล่ยขาหัก ครอบครัวลุงหลี่ก็คอยแวะเวียนมาช่วยเหลือจุนเจือบ้านเยว่อยู่ไม่ขาด
เมิ่งอวี้หลานพยักหน้าเห็นด้วย "เอาไก่เฟยหลงให้ลุงหลี่ตัวนึง แล้วก็ไก่ป่าซาปั้นอีกสองตัวนะ!"
"ได้ครับ!"
"แล้วก็แบ่งไก่เฟยหลงตัวนึง กับไก่ป่าซาปั้นอีกตัว ไปให้อาหวังด้วย พรุ่งนี้แม่จะให้แกยืมจักรยานแกเข้าเมือง!" เยว่เฟิงหัวไว นึกถึง 'หวังเจี้ยนกั๋ว' เลขาธิการหมู่บ้านขึ้นมาได้ทันที
พอได้ยินลูกชายเสนอตัวจะเอาของไปให้ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อขอยืมจักรยาน เมิ่งอวี้หลานก็แอบแปลกใจ... ไอ้ลูกคนนี้มันคิดเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ปกติเรื่องมนุษยสัมพันธ์เข้าสังคมอะไรเทือกนี้ ไอ้ลูกคนรองไม่เคยใส่ใจเลย ธุระปะปังพวกนี้มีแต่พ่อเยว่เล่ยเป็นคนจัดการทั้งนั้น
แต่เอาเข้าจริงๆ เยว่เล่ยก็ไม่ใช่คนมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ แกเกลียดการประจบสอพลอ พูดจาปั้นน้ำเป็นตัวไม่เป็น แถมยังเป็นคนเถรตรงยอมหักไม่ยอมงอ เลยมักจะเสียเปรียบคนในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ
"ก็ดี แกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พ่อแกก็ขาเจ็บอยู่ ถึงเวลาที่ลูกผู้ชายอย่างแกจะต้องออกหน้าแทนครอบครัวบ้างแล้วล่ะ!"
"แหม ก็ได้แม่คอยสั่งสอนชี้แนะนั่นแหละครับ!" เยว่เฟิงรีบหยอดคำหวานเอาใจแม่
"เหนื่อยมาทั้งวัน ไปแกะผ้าพันขาออกแล้วพักผ่อนเถอะลูก เดี๋ยวแม่จัดการไก่เสร็จ เราก็ต้มเกี๊ยวกินกันเลย!" เมิ่งอวี้หลานบอกด้วยความเอ็นดู
"ครับผม!"
...
ตกเย็น ฟ้าเริ่มมืดตั้งแต่ยังไม่ทันห้าโมง จิ้งจิ้งแบกกระเป๋านักเรียนกลับมาถึงบ้าน เกี๊ยวในหม้อก็ต้มสุกส่งกลิ่นหอมฉุยพอดี
"พี่รอง วันนี้เป็นวันตรุษจีนเหรอ? ทำไมเราได้กินเกี๊ยวล่ะ?" จิ้งจิ้งจ้องมองเกี๊ยวแป้งสาลีสีขาวนวลที่แม่ยกมาวางบนโต๊ะ ตาเป็นประกายวิบวับ น้ำลายแทบจะหก
แป้งสาลีเป็นของหายากในบ้าน ปกติได้กินแต่ธัญพืชหยาบๆ เกี๊ยวหมูสับไส้ผักกาดขาวมื้อนี้ สำหรับเด็กน้อยอย่างจิ้งจิ้ง มันก็คืออาหารมื้อหรูระดับงานเทศกาลดีๆ นี่เอง
เห็นแบบนั้น เยว่เฟิงก็รู้สึกจุกในอก
เขารวบตัวน้องสาวมากอดไว้แน่น "นี่เป็นของที่พี่รองเอาไก่ป่าซาปั้นไปขายในเมือง แล้วเอาเงินไปซื้อเนื้อกับแป้งสาลีมาไง จิ้งจิ้งตั้งใจเรียนนะ ถ้าสอบได้ที่หนึ่ง ต่อไปนี้บ้านเราจะได้กินเกี๊ยวกันทุกวันเลย!"
"จริงเหรอ? ถ้าสอบได้ที่หนึ่ง จะได้กินเกี๊ยวทุกวันเลยเหรอ?" จิ้งจิ้งตาโตเท่าไข่ห่าน
"จริงสิ พี่พูดคำไหนคำนั้น! ถ้าสอบได้ที่หนึ่ง จะได้กินเกี๊ยวทุกวัน! ไม่เชื่อเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันเลย!" เยว่เฟิงให้คำมั่นอย่างจริงจัง
"ตกลง! พี่รองพูดแล้วหนูเชื่อ! สอบปลายภาคตอนตรุษจีน หนูจะเอาที่หนึ่งมาให้ได้!"
"อื้อ!" เยว่เฟิงรับคำ แต่ในใจกลับล่องลอยไปไกล
ในชาติก่อน เพราะพ่อเสียชีวิต แม่ก็ตรอมใจจนล้มป่วย น้องสาวของเขาได้เรียนแค่จบประถมก็ต้องออกกลางคัน โตขึ้นมาหน่อยก็แต่งงานกับช่างไม้ในหมู่บ้านข้างๆ ชีวิตแม้จะไม่ได้ลำบากยากแค้นแสนสาหัส แต่ก็ไม่เคยได้ออกไปเห็นโลกกว้างนอกหมู่บ้านนี้เลยตลอดชีวิต
ชาตินี้ เยว่เฟิงตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะส่งเสริมน้องสาวให้เรียนหนังสือให้สูงที่สุด เพื่อให้เธอได้มีโอกาสออกไปโบยบินในโลกกว้าง
"สองคนพี่น้องซุบซิบอะไรกันอยู่นั่น! มากินข้าวได้แล้ว ชักช้าเดี๋ยวเกี๊ยวก็อืดหมดหรอก!" เสียงเรียกของแม่ดึงเยว่เฟิงออกจากภวังค์ เขาวางน้องสาวลง
แต่เยว่เฟิงยังไม่รีบนั่งกินข้าว เขาเดินไปหยิบชามใบใหญ่มาจากตู้กับข้าวอีกใบ
"แม่ครับ วันนี้เราห่อเกี๊ยวเยอะ ผมตักไปให้ย่าหลี่สักชามดีไหม แกอยู่ตัวคนเดียว น่าสงสารออก!"
บ้านของ 'ย่าหลี่' อยู่ด้านหลังบ้านเยว่ มีแค่ถนนเส้นเล็กๆ คั่นกลาง ถือเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงกัน
ตอนเด็กๆ เยว่เฟิงเคยฟังพ่อเล่าว่า สามีกับลูกชายคนโตของย่าหลี่เป็นทหารและสละชีพในสนามรบ ส่วนลูกชายคนรองก็สูญหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ครอบครัวย่าหลี่ถือเป็นครอบครัววีรชน แม้แกจะเหลือตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง แต่ชาวบ้านทุกคนก็ให้ความเคารพยำเกรงแกมาก
เมื่อปีก่อน 'จูเอ้อร์ไห่' ไอ้เด็กเหลือขอประจำหมู่บ้าน ดันเอาหนังสติ๊กไปยิงโอ่งน้ำในลานบ้านย่าหลี่จนแตก เลขาธิการหมู่บ้านบุกไปเอาเรื่องถึงบ้าน 'จูเจี้ยนเซ่อ' พ่อของไอ้เด็กเวรนั่น ซึ่งปกติเป็นคนพาลเข้าข้างลูกสุดลิ่มทิ่มประตู พอได้ฟังต้นสายปลายเหตุ แกจับลูกชายมัดโยงกับเสากลางลานบ้าน แล้วเอาเข็มขัดหนังทหารเส้นเบ้อเริ่มฟาดซะเกือบปางตาย
"ไปสิลูก แม่ปั้นไว้ตั้งสองถาดใหญ่! เอาชามแกงใบใหญ่ตักไปเยอะๆ หน่อยนะ คืนนี้แกกินไม่หมด พรุ่งนี้เช้าเอามาอุ่นกินได้อีกมื้อ!" แม่ชี้ไปที่ตู้กับข้าว
เยว่เฟิงตักเกี๊ยวจนพูนชามแกงใบใหญ่ แล้วเดินประคองชามออกจากบ้านมุ่งหน้าไปบ้านย่าหลี่
พอลูกชายคล้อยหลังไป เมิ่งอวี้หลานก็กระซิบกับสามี "นี่พ่อตารอง ฉันล่ะรู้สึกว่า... ลูกคนรองของเราจู่ๆ ก็คิดได้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาซะเฉยๆ!"
เยว่เล่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง "มันเอาการเอางานขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ! ปีที่แล้วยังเห็นมันวิ่งเล่นหัวหกก้นขวิดกับพวกเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านอยู่เลย ปีนี้รู้จักฝึกเหยี่ยวขึ้นเขาหาของป่ามาช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านแล้ว!
เมื่อวานตอนมันบอกว่าจะเข้าเมืองไปขายของป่าคนเดียว ฉันไม่ค่อยไว้ใจ เลยแอบวานให้ตาหลี่สะกดรอยตามมันไปห่างๆ ตาหลี่มาเล่าให้ฟังว่า ไอ้หมอนี่มันทำตัวเนียนนิ่ง วางมาดซะสุขุมเชียว!"
...
เยว่เฟิงประคองชามเกี๊ยวร้อนๆ ไปเคาะประตูบ้านย่าหลี่
"ย่าครับ! ที่บ้านห่อเกี๊ยว แม่เลยให้ผมตักมาแบ่งให้ย่าชิมชามนึง!" เยว่เฟิงบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อ้าว เจ้าเฟิงเองรึ เข้ามาสิลูก!"
แต่พอเดินเข้าไปเห็นอาหารเย็นที่วางอยู่บนโต๊ะของหญิงชรา หัวใจของเยว่เฟิงก็บีบรัดด้วยความรันทดอีกครั้ง
[จบตอน]