- หน้าแรก
- เกิดใหม่พลิกชีวิตด้วยวิถีพราน รวยล้นฟ้าในยุค แปดศูนย์
- บทที่ 13 เงินก้อนแรก
บทที่ 13 เงินก้อนแรก
บทที่ 13 เงินก้อนแรก
บทที่ 13 เงินก้อนแรก
เมื่อเยว่เฟิงมาถึงตลาดมืด เขาแสร้งทำตัวเป็นลูกค้าเดินสำรวจไปรอบๆ ถนนสายนี้ก่อน นอกจากจะคอยสังเกตว่ากลุ่มคนที่มาซื้อขายมีพิรุธหรือไม่ เขายังให้ความสำคัญกับการดูเส้นทางหนีทีไล่เป็นพิเศษ
ถนนสายนี้เชื่อมต่อกับตรอกซอกซอยหลายแห่ง เรียกได้ว่ามีทางแยกเชื่อมถึงกันหมด หากไม่ถูกจับได้คาหนังคาเขาจริงๆ ด้วยฝีเท้าของเยว่เฟิง ต่อให้มีคนมาไล่จับ เขาก็หนีรอดไปได้สบาย
ริมถนนมีคนนั่งยองๆ อยู่ไม่น้อย เบื้องหน้าของพวกเขาบ้างก็วางกระสอบแป้งขนาดเล็ก บ้างก็วางตะกร้าสานสลับลาย มีคนอย่างน้อยเป็นร้อยคนทั้งนั่งยองๆ และยืนอยู่ริมถนน ทว่าทั้งถนนกลับเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
ตลาดมืดแห่งนี้ก่อตั้งมาได้กว่าครึ่งปีแล้ว เมื่อนโยบายของรัฐเริ่มผ่อนปรน ความเข้มงวดในการปราบปรามการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรก็ค่อยๆ ลดลง ตราบใดที่ไม่โชคร้ายเกินไปหรือโดนเพ่งเล็ง การลักลอบนำของมาขายในปริมาณไม่มากก็แทบจะไม่มีใครมาจู้จี้แล้ว
เยว่เฟิงหาที่ว่างไร้ผู้คนแล้วนั่งยองๆ ลง ล้วงเอาไก่ป่าซาปั้นและไก่เฟยหลงที่พกมาวางลงบนพื้นแทบเท้า
การใช้ถุงเท้ามาใส่สัตว์ปีกเป็นๆ นั้นได้ผลดีเยี่ยม ไก่ป่าซาปั้นโผล่ออกมาแค่หัว จึงไม่ดิ้นรนขัดขืนแม้แต่น้อย
ไม่นานก็มีคนสังเกตเห็นสัตว์ปีกเป็นๆ ตรงหน้าเยว่เฟิง ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสีเทานั่งยองๆ ลงตรงหน้าเขา
"นี่ขายไก่ป่าซาปั้นกับไก่เฟยหลงใช่ไหม? สหาย ราคาเท่าไหร่?" ชายคนนั้นกดเสียงต่ำถามเบาๆ
เยว่เฟิงตอบอย่างไม่ลังเล "ไก่ป่าซาปั้นตัวละเจ็ดเหมา ไก่เฟยหลงตัวผู้ตัวละหนึ่งหยวนหนึ่งเหมา! เพิ่งจับลงมาจากเขาเมื่อวาน เป็นๆ สดๆ ไม่มีแผลช้ำเลย!"
"แพงขนาดนี้เชียว? ลดหน่อยสิ เหมาหมดเลย!"
ถ้าอีกฝ่ายไม่บอกว่าจะเหมาหมด เยว่เฟิงก็อาจจะยอมลดให้สักสามหรือห้าเฟิน แต่พอได้ยินว่าต่อรองแบบนี้ เขากลับส่ายหน้า
"ราคานี้ลดไม่ได้แล้วครับ นี่เป็นของดีหายากจากป่าแท้ๆ แถมยังมีชีวิตอยู่ครบสามสิบสองประการ! กว่าจะจับไก่พวกนี้มาได้สักกี่ตัวมันไม่ง่ายเลยนะ!" เยว่เฟิงปฏิเสธ
อีกฝ่ายเห็นเยว่เฟิงไม่ยอมลดราคาให้ ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป
ยังเหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนฟ้าจะสว่างเต็มที่ เยว่เฟิงจึงไม่รีบร้อน
ไม่นานก็มีคนทยอยเข้ามาถามราคาอีกสองสามคน
ในตลาดมืดแห่งนี้ สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสบียงอาหารและคูปองต่างๆ มีเนื้อหมู ผ้า และไข่ไก่วางขายอยู่ประปราย แต่ไก่ป่าซาปั้นกับไก่เฟยหลงเป็นๆ แบบนี้ มีเจ้านี้เจ้าเดียว หลายคนต่อให้ไม่กล้าซื้อ ก็ยังเข้ามาถามไถ่ราคาตลาด
เยว่เฟิงเตรียมใจมาล่วงหน้าแล้ว เขาจึงไม่เร่งร้อน นั่งรอผู้ซื้อของตัวเองอย่างใจเย็น
ผ่านไปสักพัก ก็มีชายร่างเตี้ยอายุราวสามสิบกว่าๆ เดินเข้ามา
พี่ชายคนนี้สวมชุดทำงานของเหมืองถ่านหินหงซิง เดินวนในตลาดมืดอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าเยว่เฟิง
"ไก่ป่าซาปั้นกับไก่เฟยหลงขายยังไง?"
"ไก่ป่าซาปั้นเจ็ดเหมา ไก่เฟยหลงหนึ่งหยวนหนึ่งเหมา! ทุกตัวสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน มีชีวิตอยู่ทั้งหมด โบราณว่ายอมกินสัตว์ปีกครึ่งเหลี่ยงดีกว่ากินสัตว์บกหนึ่งจิน สารอาหารเพียบนะพี่! นี่คือของป่าชั้นยอด จะกินเองหรือซื้อไปฝากใครก็ดูมีระดับ!" เยว่เฟิงบรรยายสรรพคุณอย่างคล่องแคล่ว
"นายนี่ขายแพงเกินไปแล้ว! เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเพิ่งซื้อ ไก่ป่าซาปั้นแค่สามเหมาเอง! ไก่เฟยหลงก็แค่ห้าเหมา!" ชายร่างเตี้ยกระซิบต่อราคา
"นั่นมันของตายที่ติดแร้วติดกับดักนี่พี่! เลือดก็ยังไม่ได้รีดออก! แต่ของผมเนี่ยเป็นๆ สดๆ ครบทุกชิ้นส่วน! ราคามันจะไปเท่ากันได้ยังไงล่ะ!" เยว่เฟิงพูดด้วยความมั่นใจ
"เอาล่ะๆ งั้นเอาไก่ป่าซาปั้นสองตัว ไก่เฟยหลงตัวนึง!" ชายร่างเตี้ยชี้ไปที่ไก่บนพื้น
"ได้ครับ พี่เอาถุงมาด้วยใช่ไหม? ถุงเท้าที่ใช้ใส่ไก่นี่ผมไม่แถมให้นะ! พี่เลือกเอาเลยว่าชอบตัวไหน เดี๋ยวผมหยิบให้!"
"เอามาสิ! ฉันเอาสองตัวนี้" ลูกค้าล้วงเอาถุงผ้าใบเล็กออกมาจากเสื้อแล้วสะบัดออก พร้อมกับชี้ไปที่ไก่ป่าซาปั้นตัวที่ใหญ่กว่าสองตัว
เยว่เฟิงดึงไก่ออกจากถุงเท้าทีละตัว ยัดใส่ถุงผ้าของอีกฝ่าย แล้วพูดว่า "ทั้งหมดสองหยวนห้าเหมาครับ!"
อีกฝ่ายล้วงเงินออกมาจ่าย หิ้วถุงผ้าที่ลูกไก่ยังดิ้นขลุกขลักอยู่ข้างใน แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เงินสองหยวนห้าเหมาตกถึงมือ แบบนี้มาไม่เสียเที่ยวแล้ว เปิดบิลได้สักที!
ฟังดูเหมือนเงินสองหยวนกว่าๆ จะไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับอำนาจการซื้อในยุคนั้น นี่ไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ เลย
ตามราคาในร้านขายธัญพืช ข้าวสาลีที่ยังไม่สีเป็นแป้ง ราคาจินละหนึ่งเหมาสามเฟิน ข้าวโพดจินละหนึ่งเหมา เนื้อหมูจินละแปดเหมา แน่นอนว่าราคานี้ต้องใช้คูปองแลกซื้อด้วย ถ้าซื้อในตลาดมืด ราคาที่ไม่มีคูปองก็จะสูงกว่านี้อีก
เยว่เฟิงเอาไก่ป่าซาปั้นมาทั้งหมดเจ็ดตัว ไก่เฟยหลงหนึ่งตัว ขายไปสามตัว ตอนนี้เหลือไก่ป่าซาปั้นแค่ห้าตัว
ลูกค้าคนแรกที่ต่อราคาจะเหมาหมดเมื่อกี้ เดินวนไปรอบหนึ่งก็กลับมาอีกครั้ง
"ไก่ป่าซาปั้นห้าตัวเหมาหมด คิดเท่าไหร่?"
เยว่เฟิงตอบกลับ "ตัวละเจ็ดเหมา รวมเป็นสามหยวนห้าเหมา! ถ้าอยากได้จริงๆ ผมให้ต่ำสุดที่สามหยวนสี่เหมา!"
ดูเหมือนว่าไก่สามตัวที่เยว่เฟิงขายออกไปเมื่อครู่ จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกดดันไม่น้อย พอเห็นเยว่เฟิงยอมลดราคาให้หนึ่งเหมา ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ได้พยายามจะกดราคาให้ต่ำลงไปอีก
พฤติกรรมของเยว่เฟิงดูเหมือนจะเป็นพวกรั้นหัวชนฝา แต่จริงๆ แล้วเขามีแผนอยู่ในใจ กับลูกค้าที่เปิดปากปุ๊บก็จะขอเหมาหมดแบบนี้ จะแสดงอาการร้อนรนอยากขายจนรีบหั่นราคาไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถูกอีกฝ่ายจับทางได้
การที่อีกฝ่ายเดินหนีไปแล้วกลับมาใหม่ แสดงว่าในใจลึกๆ ยอมรับราคาที่เยว่เฟิงเสนอไปในตอนแรกแล้ว
จังหวะนี้การที่เยว่เฟิงยอมลดราคาให้เอง จึงถือเป็นการแสดงเจตนาดีและเปิดทางลงให้กับอีกฝ่าย การผ่อนสั้นผ่อนยาวแบบนี้ ทำให้เขาเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายหลักที่เยว่เฟิงเข้าเมืองมาตลาดมืด ก็เพื่อหาช่องทางขายส่งประจำให้กับพวกโรงอาหารเหมืองแร่หรือฝ่ายจัดเลี้ยง ไม่ใช่แค่มาขายไก่ปลีกย่อยประปราย
"ตกลง จับใส่ถุงให้ฉันเลย!" อีกฝ่ายล้วงกระสอบปุ๋ยพับครึ่งออกมาจากด้านหลัง เยว่เฟิงถอดถุงเท้าออกทีละข้าง แล้วจับไก่ป่าซาปั้นทั้งห้าตัวยัดใส่กระสอบ
หลังจากนับเงินเรียบร้อย เยว่เฟิงก็ยัดเงินใส่กระเป๋าแล้วเตรียมตัวลุกจากไป
ลูกค้าคนนี้อดไม่ได้ที่จะถาม "พรุ่งนี้นายจะมาอีกไหม?"
เยว่เฟิงลังเลเล็กน้อย "บอกยากครับ น่าจะไม่ค่อยได้มา! บ้านผมอยู่หมู่บ้านตีนเขา เข้าเมืองทีต้องเดินตั้งยี่สิบกว่าหลี่!"
"โอเค ฉันมาเดินตลาดมืดตอนเช้าตรู่ทุกวัน! ไว้คราวหน้ามาก็ค่อยคุยกัน! ว่าแต่นายจับไก่พวกนี้มาได้ยังไง?"
"ถ้าอยากได้ของเป็นๆ ก็ต้องใช้เหยี่ยวจับ! พวกแร้วกับดักจับเป็นไม่ได้หรอก!" เยว่เฟิงอธิบาย
"ใช้เหยี่ยว? มิน่าล่ะ! ช่วยจับไก่เฟยหลงมาให้ฉันเยอะๆ หน่อยได้ไหม ถ้าได้ ฉันรับซื้อยาวๆ เลย!"
"ได้ครับ! เหยี่ยวเพิ่งจะเริ่มเป็นงาน เดี๋ยวผมจะลองดู ถ้าได้ของมา เดี๋ยวมาเจอกันที่นี่แหละ!"
"ตกลง!"
...
เยว่เฟิงมองส่งชายคนนั้นเดินจากไป ก่อนจะลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว แล้วก้าวยาวๆ ตรงไปยังแผงขายเนื้อหมูที่อยู่ไม่ไกล
แผงขายเนื้อหมูเจ้านี้ พ่อค้าหั่นเนื้อเป็นเส้นๆ น้ำหนักประมาณเส้นละหนึ่งจิน เอาลวดร้อยแขวนไว้บนกระสอบป่าน แต่ดูเหมือนจะขายไม่ค่อยดี เยว่เฟิงขายของตัวเองหมดแล้ว เนื้อเจ้านี้ยังขายออกไปได้ไม่เท่าไหร่เลย
เยว่เฟิงก้มลงมองแวบหนึ่ง ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมขายไม่ออก เนื้อที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเนื้อแดงส่วนสะโพก แทบไม่มีเนื้อติดมันเลย
ในยุคที่ขาดแคลนไขมันแบบนี้ เวลาชาวบ้านซื้อหมูก็มักจะชอบเลือกส่วนที่มันๆ เนื้อแดงล้วนแบบนี้เลยไม่ค่อยเป็นที่นิยม
"ลูกพี่ เนื้อขายยังไง?"
[จบตอน]