- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายหก ข้าขออู้งานจนจิ๋นซีต้องร้องขอชีวิต
- บทที่ 3 - เพิ่งเริ่มประชุมเช้า เจ้ากลับบอกว่าจะเลิกประชุม
บทที่ 3 - เพิ่งเริ่มประชุมเช้า เจ้ากลับบอกว่าจะเลิกประชุม
บทที่ 3 - เพิ่งเริ่มประชุมเช้า เจ้ากลับบอกว่าจะเลิกประชุม
บทที่ 3 - เพิ่งเริ่มประชุมเช้า เจ้ากลับบอกว่าจะเลิกประชุม
"วีรบุรุษไม่ถามถิ่นกำเนิด แต่จะไม่มีที่ให้กลับไปพักพิงไม่ได้"
"นี่คือคำพูดที่ออกจากปากองค์ชายหกแห่งต้าฉินของเราจริงๆ หรือ เขาไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องไม่เอาถ่าน เอ้ย รักอิสระหรอกหรือ"
"ข้า ข้าว่าองค์ชายหกพูดถูกนะ"
"..."
เหนือท้องพระโรง ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋นต่างพากันตกตะลึง
ในแคว้นฉินที่ยกย่องการทหาร คำพูดที่เห็นอกเห็นใจทหารหาญเช่นนี้ อย่าว่าแต่พวกแม่ทัพนายกองที่บุกตะลุยแนวหน้าเลย แม้แต่พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นเอง ในใจก็ยังรู้สึกดีกับอิ๋งหยวนขึ้นมาอีกสองสามส่วน
ถึงจะเป็นคนว่างงาน แต่จิตใจดีใช้ได้
แม้แต่หวังเจี่ยนเอง ก็ยังรู้สึกดีกับอิ๋งหยวนขึ้นมาบ้าง
แน่นอนว่า ก็แค่รู้สึกดีเท่านั้น
ฝูซูมีสีหน้าแปลกใจในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ
น้องชายคนที่หกของเขา มีจิตใจเช่นนี้ ก็นับว่าดีมากแล้ว
กลับกัน จ้าวกาที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์ กลับหรี่ตามองอิ๋งหยวนเล็กน้อย
เดิมทีควรจะประกาศ เริ่มการประชุม ได้แล้ว แต่ก็ต้องล่าช้าไปชั่วขณะ
แต่ก็แค่ชั่วพริบตาเดียว จ้าวกาก็ได้สติและตะโกนเสียงดังว่า "เริ่มการประชุมเช้า"
สิ้นเสียงประกาศ อิ๋งหยวนและหวังเจี่ยนต่างก็กลับไปนั่งประจำที่ของตน
【ติ๊ง ยินดีด้วยโฮสต์ เลื่อนเวลาเริ่มประชุมไป 3 วินาที ได้รับแต้มอู้งาน 3 แต้ม】
【แต้มอู้งานปัจจุบัน 3 แต้ม】
เสียงเครื่องจักรดังขึ้นอีกครั้งในหัวของอิ๋งหยวน
สามแต้ม ฟังดูไม่เยอะ
แต่ดูเหมือนว่า จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทำให้การประชุมล่าช้าออกไป
เมื่อกี้ถ่วงเวลาไปแค่นิดเดียว สามวินาที ก็ได้สามแต้ม ถ้าไปก่อเรื่องใหญ่โตกว่านี้ แต้มไม่พุ่งกระฉูดเลยรึไง
แน่นอนว่า วิธีนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
เพราะเสด็จพ่อที่เป็นถึงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้น ขืนทำตัวรุ่มร่ามถ่วงเวลาประชุมจริงๆ มีหวังโดนลงโทษอะไรอีกแน่
อิ๋งหยวนแอบดีใจ แต่ในใจกลับคำนวณอย่างเยือกเย็น
"สำรวมกิริยา ตั้งใจหน่อย"
ฝูซูเอ่ยเตือนอีกครั้ง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ช่างเป็นพี่ชายที่เคร่งครัดในระเบียบจัดจริงๆ ทั้งราชวงศ์คงมีแค่เขาคนเดียวนี่แหละ
แต่ว่า
อิ๋งหยวนรู้สึกได้ถึงสายตาสองคู่ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
พอมองชำเลืองไป ก็เห็นว่าเป็นฉุนอวี๋เยว่กับซูซุนทง
สองคนนี้คือเสาหลักของลัทธิขงจื๊อในยุคนี้ เป็นบัณฑิตใหญ่ชื่อก้องโลก โดยเฉพาะฉุนอวี๋เยว่ที่เคยยุให้พี่ชายของเขาไปทูลแนะเรื่อง การแบ่งเขตปกครองแบบศักดินา กับเสด็จพ่อแบบอ้อมๆ มาแล้ว
ตอนนี้เห็นเขาเข้ามาฟังราชกิจ สงสัยคงเริ่มมีความคิดอะไรบางอย่างในใจแล้วล่ะสิ
"ฝ่าบาทเสด็จ"
เสียงประกาศแหลมสูงดังขึ้น
อิ๋งหยวนเลิกคิดฟุ้งซ่าน รีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมดูนอบน้อมทันที
จะอู้งานหรือไม่ก็ช่างเถอะ แต่เสด็จพ่อออกมาทั้งที จะไม่ไว้หน้ากันเลยก็คงไม่ได้
"ตึก"
เสียงฝีเท้าดังขึ้น บรรยากาศภายในตำหนักกิเลนพลันหยุดนิ่ง
จิ๋นซีฮ่องเต้ในชุดคลุมมังกรดำแขนกว้าง มือวางบนกระบี่เทียนเวิ่น เดินออกมาจากหลังฉากกั้นอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นก็แผ่ออกมาจากร่างของพระองค์ ทำให้รู้สึกราวกับว่าบนบัลลังก์นั้นมีขุนเขาตั้งตระหง่านอยู่
นี่คือบารมีของผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุคสมัย
วีรบุรุษไหลตามกระแสโลก แต่กระแสโลกก็ถูกสร้างโดยวีรบุรุษเช่นกัน
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระองค์คือผู้สร้างกระแสแห่งใต้หล้านี้ และใต้หล้านี้ก็กลายเป็นบารมีของพระองค์
"ข้าพระพุทธเจ้าถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี ต้าฉินหมื่นปี"
"ข้าพระพุทธเจ้าถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี ต้าฉินหมื่นปี"
"ข้าพระพุทธเจ้าถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี ต้าฉินหมื่นปี"
"..."
เสียงสรรเสริญดังกึกก้อง ขุนนางทั้งหลายไม่กล้าแสดงท่าทีเกียจคร้านแม้แต่น้อย
"ลุกขึ้น"
บนบัลลังก์สูง สายพระเนตรของจิ๋นซีฮ่องเต้กวาดมองเหล่าขุนนาง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่อิ๋งหยวน
แม้จะตะโกนสรรเสริญตามคนอื่น แต่อิ๋งหยวนกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนคนเพิ่งเข้าประชุมครั้งแรกเลยสักนิด กลับดูผ่อนคลายสบายใจเสียด้วยซ้ำ
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้จิ๋นซีฮ่องเต้พึงพอใจในใจเล็กน้อย
บวกกับ ทฤษฎีวีรบุรุษ ที่อิ๋งหยวนเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ ก็ยิ่งทำให้จักรพรรดิผู้นี้รู้สึกเห็นด้วย
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"
สิ้นเสียงสรรเสริญ จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ตรัสถามตามธรรมเนียมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "วันนี้มีเรื่องสำคัญอันใดบ้าง"
คำถามนี้ เป็นสัญญาณว่าการประชุมเช้าเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
เหล่าขุนนางต่างพากันมองไปที่เฝิงชวี่จี๋และหลี่ซือ
ทั้งสองคือหัวหน้าขุนนางในราชสำนัก ตามธรรมเนียมปฏิบัติ อัครเสนาบดีย่อมต้องเป็นผู้รายงานก่อน
อิ๋งหยวนเหลือบมองฝูซูที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังของเขายืดตรงเป๊ะ แววตามุ่งมั่นราวกับทหารกล้าที่พร้อมจะสมัครเข้ากองกำลังป้องกันตนเองต้าฉิน
ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะจารึกถึงเขาว่าอย่างไร แต่อิ๋งหยวนสัมผัสได้จริงๆ ว่าพี่ชายคนนี้รักต้าฉินจากใจจริง
พี่ชาย ท่านสุดยอดมาก
ท่านขยันไปเถอะ ข้าขอรับหน้าที่ปล่อยจอยเอง
อิ๋งหยวนแอบหัวเราะในใจ ก่อนจะมองขึ้นไปบนบัลลังก์
เมื่อกี้แค่ทำให้การประชุมล่าช้าไปนิดหน่อยก็ได้แต้มอู้งานแล้ว
ถ้า การมาสาย มีประโยชน์ งั้นก็
"กราบทูลฝ่า..."
"กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลพะยะค่ะ"
ในขณะที่เฝิงชวี่จี๋กำลังจะอ้าปาก เสียงอันสดใสก็ดังแทรกขึ้นมา
ในฐานะอัครเสนาบดีขวาผู้นำขุนนาง และผู้นำตระกูลขุนนางเก่าแก่ กลับถูกเสียงของเด็กหนุ่มขัดจังหวะ แถมยังโดนแย่งซีนไปอีก
เฝิงชวี่จี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ร่างที่กำลังจะลุกขึ้น ตอนนี้จะนั่งก็ไม่ได้ จะลุกก็ไม่ดี เลยต้องอยู่ในท่าทางประหลาดๆ หันตัวไปมองทางต้นเสียง
พอหันไปมอง ก็ต้องตกตะลึง
คนเอ่ยปากคืออิ๋งหยวน องค์ชายว่างงานที่คนทั้งเมืองเสียนหยางรู้จักกันดี และเพิ่งมาเข้าประชุมเป็นวันแรก
แม้แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างเฝิงชวี่จี๋ ยังอดมีความคิดประหลาดผุดขึ้นมาในหัวไม่ได้ หรือว่า องค์ชายหกคนนี้แกล้งทำตัวเป็นหมูเพื่อกินเสือมาตลอด พอได้เข้าประชุมถึงเพิ่งจะยอมเผยเขี้ยวเล็บ
แต่ทว่า
ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปในชั่วพริบตา
เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาด บรรยากาศความขี้เกียจจนเข้าขั้น สันหลังยาว ที่แผ่ออกมาจากตัวองค์ชายหกนั่น ไม่มีทางแกล้งทำได้แน่ๆ
แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้บนบัลลังก์ ก็ยังมองอิ๋งหยวนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
พ่อคนไหนบ้างไม่อยากให้ลูกได้ดี
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ก็ย่อมคาดหวังในตัวลูกชายไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปหรอก
"หยวนเอ๋อร์ วันนี้เจ้าเข้าประชุมเป็นวันแรก มีเรื่องสำคัญอะไรจะทูลรึ"
จิ๋นซีฮ่องเต้ตรัสถามเรียบๆ
ประโยคนี้ ทำให้ขุนนางหลายคนที่กำลังจ้องจับผิดอิ๋งหยวนต้องสะดุ้งในใจ แล้วรีบชักสายตากลับ
เข้าประชุมวันแรก นี่คือเกราะป้องกันเล็กๆ น้อยๆ ที่ฝ่าบาทมอบให้อิ๋งหยวน เป็นนัยบอกขุนนางว่า ถึงจะพูดผิดไปบ้าง ครั้งแรกนี้ก็ให้หยวนๆ กันไปหน่อย
ส่วนคำว่า เรื่องสำคัญ ในตอนท้าย คือคำเตือนถึงอิ๋งหยวน
ตำหนักกิเลนคือสถานที่ว่าราชการ ห้ามพูดจาเหลวไหลเด็ดขาด
มีทั้งพระเดชและพระคุณ แม้จะเป็นพ่อลูก แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ยังคงความน่าเกรงขามไว้เสมอ
ฝูซูมองน้องชายด้วยความตกตะลึง เห็นร่างสูงโปร่งยืนตระหง่านกลางตำหนักกิเลน สีหน้าเรียบเฉยไม่มีความหวาดหวั่นใดๆ
ท่าทีสงบนิ่งนั่น แม้แต่เขาที่เป็นพี่ชาย พอนึกย้อนไปถึงการเข้าประชุมครั้งแรกของตัวเอง ก็ยังรู้สึกอาย
ท่ามกลางสายตาของทุกคน อิ๋งหยวนเงยหน้าขึ้นมองบัลลังก์ ยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยว่า
"กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกขอพระราชทานอนุญาต ลูกขอเลิกประชุมตอนนี้เลยพะยะค่ะ"
สิ้นประโยค ภายในตำหนักกิเลนเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
เพิ่งจะเริ่มประชุม ฝ่าบาทถามว่ามีเรื่องสำคัญอะไร องค์ชายลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่าจะขอเลิกประชุมเนี่ยนะ
[จบแล้ว]