- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 33 - ไม่ธรรมดา
บทที่ 33 - ไม่ธรรมดา
บทที่ 33 - ไม่ธรรมดา
บทที่ 33 - ไม่ธรรมดา
◉◉◉◉◉
สุดท้ายหลัวหยางก็ยอมถอยให้หนึ่งก้าว
เขารับปากเจียงเหวินว่าหลังจากทำรายงานธุรกิจของหลิวไห่ซานเสร็จแล้ว จะพาเธอไปเดินเที่ยวเอ้าท์เล็ทหนึ่งครั้ง
หลังจากแยกย้ายกัน หลัวหยางกลับไปทานมื้อเย็นที่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ฝังตัวอยู่ในห้องสมุด ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการเขียนรายงาน
วันรุ่งขึ้นเขายิ่งต้องตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อไปรับซุนเว่ยจงกับโจวหยาง แล้วไปส่งทั้งสองคนที่บริษัทรถเมล์
เนื่องจากช่วงเช้าต้องตระเวนรับคนจากหลายจุด เพื่อเป็นการประหยัดเวลา หลัวหยางจึงลงทุนเช่ารถบัสขนาดใหญ่ไว้สองคัน ให้ทั้งสองคนแยกกันคุมรถคนละคัน แล้วออกเดินทางตรงเวลาเป๊ะตอนเจ็ดโมงกว่า
หลัวหยางพอมีเวลาแวะทานมื้อเช้าที่เขตซงเจียง แล้วรีบไปให้ถึงสำนักงานขายโครงการจินหลานย่วนเฟสหนึ่งก่อนแปดโมงครึ่ง
ครั้งนี้เขาไม่เจอเถ้าแก่เหลียง
เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมเช้า พอเดินเข้าสำนักงานขายมาแล้ว ก็เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง เปิดคอมพิวเตอร์ทำงานต่อ
ต่อให้เป็นแค่พนักงานพาร์ตไทม์ แต่เขาก็มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยประธานกรรมการ หลัวหยางไม่รู้ตัวเลยว่าการที่เขาโผล่มาทำงานที่สำนักงานขายในเช้าวันอาทิตย์ตอนแปดโมงครึ่งแบบนี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ขนาดไหน
หลังประชุมเช้าจบลง เหล่าที่ปรึกษาการขายต่างก็จับกลุ่มซุบซิบกันให้แซ่ด
กระทั่งพนักงานต้อนรับสาวสวยหน้าตาสะสวยยังขยันเดินมาเติมน้ำชาให้ แกล้งชวนคุยอยู่บ่อยๆ
ยังดีที่พอเลยเก้าโมงไปแล้ว ลูกค้าเริ่มทยอยเข้ามาที่สำนักงานขาย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่พนักงานขายนัดหมายไว้ทางโทรศัพท์ และมีขาจรจำนวนหนึ่งที่อาศัยช่วงวันหยุดพาลูกจูงหลานมาดูบ้านในเขตเมืองใหม่
"เสี่ยวหลัว ช่วยแนะนำข้อมูลโครงการให้ฉันหน่อย"
"?"
หลัวหยางที่กำลังรัวนิ้วบนคีย์บอร์ดนึกว่าตัวเองหูฝาด พอเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตากลับเป็นเหลียงอวี่ซิน...
เมื่อกี้เธอเรียกผมว่าอะไรนะ
เสี่ยวหลัว
หลัวหยางกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะยิ้มออกมา "ท่านรองเหลียง ทำไมวันอาทิตย์ถึงมาตรวจงานที่สำนักงานขายล่ะครับ"
"อืม ฉันกะว่าจะใช้เวลาช่วงนี้ทำความเข้าใจโครงการทั้งสองแห่งที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่น่ะ"
ภายใต้แสงแดดยามเช้า เหลียงอวี่ซินดูสดใสเจิดจ้ามาก ดูเหมือนเธอจะชอบเสื้อผ้าโทนสีอ่อน วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนจับคู่กับกางเกงขาบานสีขาว ขับให้ผิวพรรณดูขาวผ่องยิ่งขึ้น เดิมทีบุคลิกก็ดีอยู่แล้ว ยิ่งเสริมให้ใบหน้าฉายแววความมั่นใจ เปี่ยมไปด้วยมาดของสาวเก่งวัยทำงาน
หลัวหยางอดสงสัยเถ้าแก่เหลียงไม่ได้อีกแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่มีหลักฐานยืนยันความคิดตัวเองก็ตาม
ในเมื่อ "องค์รัชทายาท" เอ่ยปากขอมา เขาก็คงนั่งเฉยไม่ได้ จึงปิดคอมพิวเตอร์ฝากไว้ที่เคาน์เตอร์บาร์น้ำ แล้วพาเหลียงอวี่ซินเดินมาที่หน้าโมเดลจำลองโครงการ
โต๊ะโมเดลมีขนาดใหญ่มาก บนนั้นมีโมเดลจำลองครบทั้งเฟสหนึ่ง สอง และสาม เพียงแต่ตอนนี้เพิ่งเปิดขายเฟสหนึ่ง ส่วนเฟสอื่นๆ ยังทำเป็นโมเดลแบบหยาบๆ ไว้ (นี่เป็นข้อบังคับ หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตเปิดจอง จะไม่สามารถทำโมเดลรายละเอียดสมบูรณ์ได้)
"เสี่ยวหลัว ทำไมฉันรู้สึกว่าทิศทางของบ้านทุกหลังมันดูเอียงๆ ชอบกล"
ความรู้สึกแรกของเหลียงอวี่ซินตอนยืนอยู่หน้าโต๊ะโมเดลคือมีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนอาคารทั้งโครงการจะหันในทิศทาง "เฉียง" ไปหน่อย
พอประโยคนี้หลุดออกมา พนักงานขายที่กำลังพาลูกค้าดูบ้านอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าถอดสี
พวกเขาไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของเหลียงอวี่ซิน ถ้าไม่ได้หลัวหยางพามา คงนึกว่าเป็นลูกค้าป่วนแล้วไล่ตะเพิดไปแล้ว มาพูดจาซี้ซั้วแบบนี้ได้ยังไง
"เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ"
หลัวหยางไม่มีอาการตื่นตระหนก เขายิ้มแล้วจงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อย "ตอนออกแบบโครงการนี้ ท่านประธานเหลียงต้องเชิญซินแสมาดูที่แล้วแน่นอน ทิศทางนี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้วครับ!"
ระหว่างพูด เขาชี้ไปที่เข็มทิศจำลองตรงมุมโต๊ะโมเดลเพื่อบอกทิศเหนือใต้ แล้วอธิบายต่อว่า "ก่อนอื่นต้องไม่หันหน้าไปทางทิศใต้ตรงๆ ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของเรา ทิศเหนือชนทิศใต้คือฮวงจุ้ยจักรพรรดิรับทรัพย์มหาศาล คนธรรมดาวาสนาไม่ถึงรับไว้ไม่ไหวหรอกครับ"
เหลียงอวี่ซินเลิกคิ้วสูง มามุกฮวงจุ้ยอีกแล้ว... เธอเตรียมจะอ้าปากเถียง
"เฮ้ย พ่อหนุ่มคนนี้พูดจามีหลักการ!"
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร ลูกค้าคนหนึ่งที่ยืนดูบ้านอยู่ข้างๆ ก็ตะโกนแทรกขึ้นมา "มีกำลังแค่ไหนก็กินข้าวแค่นั้น โบราณว่าไว้ลาภลอยมักมาพร้อมเคราะห์ คนเราบุญวาสนามีขีดจำกัด รับมากไปก็ไม่ดี!"
"ใช่ๆ รับมากไปไม่ดี ทำอะไรต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้บ้าง..."
ลูกค้าอีกคนที่มาดูบ้านก็พลอยพยักหน้าเห็นดีเห็นงามไปด้วย
เหลียงอวี่ซินเม้มปากแน่น ยอมเงียบเสียงลง
หลัวหยางอธิบายต่อ "เซี่ยงไฮ้อยู่ติดทะเล ลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาบ่อย แถมลมหนาวจากทิศเหนือก็มาเยือนทุกปี ดังนั้นการหันหน้าอาคารเฉียงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย ก็เพื่อหลบเลี่ยงลมพวกนี้ให้มากที่สุด ซินแสท่านนี้เก่งจริงๆ ครับ"
คำอธิบายของเขาดึงดูดลูกค้าให้เข้ามารุมล้อมที่โต๊ะโมเดลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงล้อมขนาดใหญ่
คนเหล่านี้เป็นลูกค้าที่พนักงานขายพามา พอเห็นผู้ช่วยหลัวลงมาขายของเอง พวกเขาก็เชื่อถือและศรัทธา มีโอกาสได้ฟังข้อมูลดีๆ ฟรีๆ แบบนี้ ใครจะไม่รีบมามุง
และก็สมคำร่ำลือ ผู้ช่วยหลัวนั้นร้ายกาจจริงๆ ขนาดชื่อหมู่บ้านยังเอามาขยายความได้เป็นเรื่องเป็นราว
"ผมเดาว่านะ ชื่อหมู่บ้านนี้ซินแสก็คงเป็นคนตั้งให้"
"จินหลานย่วน?"
คุณลุงคนที่พูดแทรกขึ้นมาเมื่อกี้เริ่มจินตนาการตามทันที "หรือว่าเขตเมืองใหม่แถวนี้แม่น้ำลำคลองน้อย เลยตั้งชื่อนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเบญจธาตุที่ว่า ทองกำเนิดน้ำ?"
อืม คำอธิบายนี้ดูดีกว่าที่หลัวหยางคิดไว้เสียอีก
ลูกค้าหลายคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ พนักงานขายที่ยืนอยู่รอบนอกต่างก็มีสีหน้าดีใจ
"คุณลุงท่านนี้มีความรู้เรื่องศาสตร์จีนลึกซึ้งมากนะครับเนี่ย"
หลัวหยางฉวยโอกาสเยินยอทันที เล่นเอาคุณลุงคนนั้นยิ้มหน้าบาน ยืดอกภูมิใจ แต่ปากก็ยังถ่อมตัว "ฉันก็แค่พอรู้ งูๆ ปลาๆ เท่านั้นแหละ พอรู้บ้างๆ!"
คำว่าพอรู้บ้างของคนจีน ต้องฟังหูไว้หู
จากนั้นลูกค้าผู้พอรู้บ้างเรื่องศาสตร์จีนก็อาสารับบทเป็นผู้บรรยาย ช่วยพนักงานขายโฆษณาเรื่องฮวงจุ้ยของจินหลานย่วนให้ลูกค้าแปลกหน้าคนอื่นๆ ฟังอย่างกระตือรือร้น
วันนี้ถ้าลุงแกไม่ซื้อ หลัวหยางยอมกินคอมพิวเตอร์โชว์เลยเอ้า
"พ่อหนุ่ม คุณเป็นผู้บริหารของบริษัทนี้ใช่ไหม ราคาบ้านลดให้อีกหน่อยได้หรือเปล่า"
มีคุณป้าวัยกลางคนฉวยโอกาสตะโกนถามหลัวหยาง หวังจะใช้แรงกดดันจากคนหมู่มากมาบีบให้ลดราคา
เหลียงอวี่ซินกะพริบตาปริบๆ ในวิชาเอกที่วอร์ตันมีวิชาจิตวิทยาด้วย เธอเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดีว่ารับมือยากมาก ตอบผิดนิดเดียวความพยายามก่อนหน้านี้พังครืนแน่
แม้จะเกี่ยวข้องกับยอดขายของบริษัทตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย
ตาแก่ที่บ้านชมหมอนี่ไว้จนตัวลอย เธอก็อยากจะเห็นกับตาว่ามีดีจริงสมคำคุยไหม
ท่ามกลางสายตาคาดหวังของทุกคน หลัวหยางยิ้มออกมา เขารู้ดีว่าคำถามนี้ตอบตรงๆ ไม่ได้เด็ดขาด
วิชาเปลี่ยนเรื่องถูกงัดออกมาใช้อีกครั้ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า "ก่อนจะตอบคำถามของคุณพี่ ผมขอเล่าเรื่องตลกสั้นๆ ให้ฟังก่อนนะครับ... เรื่องมีอยู่ว่าพี่น้องชาวเซี่ยงไฮ้คู่หนึ่ง ทั้งคู่มีบ้านขนาดร้อยตารางเมตรอยู่ในตัวเมือง คนพี่หัวไว ตัดสินใจขายบ้านได้เงินมา 2 ล้านหยวน แล้วพาครอบครัวย้ายไปอยู่อเมริกา ซื้อบ้านทำงานที่นั่น รายได้ก็ถือว่าไม่เลว ปีหนึ่งได้ค่าจ้างห้าหกหมื่นดอลลาร์... สิบปีผ่านไป คนพี่เก็บเงินได้สามสี่แสนดอลลาร์ รู้สึกว่ารวยแล้วจะเก็บตัวเงียบๆ ไม่ได้ เลยตัดสินใจกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเพื่ออวดน้องชาย แต่พอกลับมาถึงก็พบว่าบ้านของน้องชายมีมูลค่าปาเข้าไป 15 ล้านหยวนแล้ว..."
เซี่ยงไฮ้เป็นมหานครระดับนานาชาติ ตั้งแต่ต้นยุค 90 มีคนแห่ไปเมืองนอกกันเยอะมาก คนท้องถิ่นมองไปรอบตัว ไม่ว่าเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้องต้องมีคนแบบนี้อยู่แน่นอน ดังนั้นเรื่องตลกที่หลัวหยางเล่าจึงเข้าถึงชีวิตจริงของพวกเขามาก
"พ่อหนุ่ม อีกสิบปีข้างหน้าบ้านราคาตารางเมตรละแสนกว่า พ่อหนุ่มรู้ตัวไหมว่ากำลังโม้อยู่"
หลัวหยางไม่ตื่นตระหนก เขาชี้ไปที่พนักงานขายคนหนึ่งแล้วถามว่า "ปีนี้ทอมสัน ริเวียร่า เปิดตัวที่ราคาเท่าไหร่"
"ผู้ช่วยหลัว ตารางเมตรละหนึ่งแสนอัพครับ!"
"แล้วใครรู้บ้างว่าห้าปีก่อนราคาบ้านแถวผู่ตงเท่าไหร่"
"ผู้ช่วยหลัว หนูทราบค่ะ แถวถนนหลานซานแค่ตารางเมตรละสองสามพันหยวนเองค่ะ"
หลัวหยางไม่ได้จ้องหน้าลูกค้าที่หาว่าเขาโม้ แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า "นับตั้งแต่ประเทศเราเข้าร่วมองค์การการค้าโลก เศรษฐกิจก็พุ่งทะยานเหมือนกระทิงดุ ฉุดยังไงก็ไม่อยู่... เรื่องตลกที่ผมเล่าเมื่อกี้ไม่ได้มีเจตนาอื่น แค่อยากจะบอกทุกคนว่า การซื้อบ้านก็คือการเดิมพันดวงเมือง ซื้อตอนนี้ ไม่ว่าจะคำนวณยังไงก็มีแต่กำไรมหาศาล... คุณลุงคุณป้าทุกท่านครับ ผมแนะนำจากใจจริง ใครมีเงินเย็นเหลือเก็บ ซื้อตุนไว้อีกสักหลังเถอะครับ!"
นอกจากจะไม่ลดราคาให้แล้ว ยังยุให้ซื้อเพิ่มอีกหลัง
เหล่าพนักงานขายต่างยิ้มแก้มปริ ผู้ช่วยหลัวลงมือเอง ผลลัพธ์ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
[จบแล้ว]