- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 3 - กล้าเสนอหน้าเข้าหา
บทที่ 3 - กล้าเสนอหน้าเข้าหา
บทที่ 3 - กล้าเสนอหน้าเข้าหา
บทที่ 3 - กล้าเสนอหน้าเข้าหา
◉◉◉◉◉
จินเฉิงเรียลเอสเตทเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หลายปีมานี้เน้นการพัฒนาโครงการในเขตซงเจียง ชิงผู่ และจินซานของเซี่ยงไฮ้เป็นหลัก
จินหลานหยวนคือโครงการที่พวกเขาพัฒนาขึ้นในเขตเมืองใหม่ซงเจียง ระยะทางห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสาย 9 เป็นเส้นตรงไม่ถึง 3 กิโลเมตร การที่สามารถคว้าที่ดินแปลงนี้มาได้ แสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์และคอนเนกชันของเถ้าแก่เหลียงซิงหมินนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เพียงแต่เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกับช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ระเบิดออกมาระลอกใหญ่พอดี แถมในสภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองหลักค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่โครงการจินหลานหยวนหลังจากเปิดขายกลับทำยอดได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา
ความเร็วในการขายต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก การหมุนเวียนของเงินทุนจึงช้าตามไปด้วย แต่การผ่อนชำระคืนธนาคารและค่าก่อสร้างโครงการกลับต้องการเงินสดจำนวนมหาศาล สถานการณ์ปัจจุบันทำเอาเหลียงซิงหมินกินไม่ได้นอนไม่หลับมาพักใหญ่
ไต้ตงหมิงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทโดนด่าเช้าเย็น แต่การด่าคนเห็นได้ชัดว่าแก้ปัญหาไม่ได้ เหลียงซิงหมินที่กำลังร้อนรนจึงต้องงัดกลยุทธ์การขายแบบปูพรมทั้งบริษัทออกมาใช้
ไล่ตั้งแต่ฝ่ายการเงินไปจนถึงเสมียนธุรการ ทุกคนได้รับเป้าหมายยอดขายที่ผูกติดกับเงินเดือนโดยตรง เถ้าแก่เหลียงเองพอมีเวลาก็จะวิ่งมาที่สำนักงานขาย แทบอยากจะถอดเสื้อลงสนามมาขายเองให้รู้แล้วรู้รอด
วันนี้เป็นวันศุกร์ เหลียงซิงหมินเดินทางมาตรวจตราที่สำนักงานขายตามปกติ
มองดูลูกค้าที่มาดูบ้านเพียงไม่กี่รายในสำนักงานขาย เถ้าแก่เหลียงก็ทำหน้าบึ้งตึง สีหน้าบอกบุญไม่รับอย่างชัดเจน
เถ้าแก่อารมณ์ไม่ดี พนักงานทุกคนต่างก็หูตาไว รีบหาอะไรทำกันวุ่นวาย กลัวว่าจะโดนหาเรื่องด่า
ช่วงบ่ายโมงครึ่งนิดๆ มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทางประตูหน้าของสำนักงานขาย หน้าตาหล่อเหลาและดูสดใส
ไม่รอให้พนักงานต้อนรับเดินเข้าไปหา เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ที่หน้าประตู จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปหาเหลียงซิงหมิน และนั่งลงตรงข้ามเถ้าแก่เหลียงท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน
"มาดูบ้านหรือ"
ตอนนี้คว้าได้ก็ต้องเอาไว้ก่อน ต่อให้ชายหนุ่มตรงหน้าจะดูไม่เหมือนลูกค้าที่มีกำลังซื้อเลยสักนิด แต่เถ้าแก่เหลียงก็ยังเอ่ยปากถามตามมารยาท
"ประธานเหลียง ผมชื่อหลัวหยาง มาสมัครเป็นพนักงานขายครับ"
"คุณรู้จักผมด้วย"
คนเป็นเถ้าแก่ ปฏิกิริยาแรกย่อมไม่เหมือนคนทั่วไป เถ้าแก่เหลียงสงสัยก่อนเลยว่าทำไมหลัวหยางถึงรู้จักเขา
"ในเมื่อจะมาสมัครงาน ก็ต้องเตรียมตัวมาอย่างดีสิครับ"
หลัวหยางไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายิ้มตอบกลับไปว่า "อีกอย่างข้อมูลของจินเฉิงเรียลเอสเตทก็สามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ความลับอะไรนี่ครับ"
"ถ้าจะสมัครงาน ก็ต้องยื่นเรซูเม่ให้ฝ่ายบุคคลของบริษัท หรือไม่ก็ไปหาหัวหน้าฝ่ายการตลาด มาหาผมทำไม มั่วซั่วไปหมด!"
เหลียงซิงหมินอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ในที่สาธารณะอย่างโถงสำนักงานขาย เสียงของเขาคงกลายเป็นการตวาดไปแล้ว
"การปฏิบัติต่อคนเก่งระดับพิเศษ ก็ต้องใช้วิธีที่ไม่ยึดติดรูปแบบเดิมๆ สิครับ"
เผชิญหน้ากับเหลียงซิงหมินที่หน้าบึ้งตึง หลัวหยางยังคงไม่รีบร้อนและยิ้มกล่าวว่า "อีกอย่างผมแค่มาทำพาร์ตไทม์ ไม่ต้องการเงินเดือนพื้นฐาน ขายบ้านได้หนึ่งหลังก็ค่อยรับค่าคอมมิชชันหนึ่งหลัง... ประธานเหลียง ลองดูแบบไม่มีต้นทุน ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน ไม่โดนหลอกแน่นอนครับ!"
พอมีแขกเข้ามาในสำนักงานขาย พนักงานต้อนรับส่วนหน้าก็ต้องชงชา
พี่สาวในชุดกี่เพ้าที่กำลังยกน้ำมาได้ยินประโยคนี้พอดี ตกใจจนมือสั่น น้ำในแก้วกระดาษเกือบจะกระฉอกออกมา
วัยรุ่นสมัยนี้ใจกล้าขนาดนี้เชียวหรือ
ต่อให้จินเฉิงเรียลเอสเตทจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เถ้าแก่เหลียงก็เป็นถึงเจ้าของธุรกิจที่มีทรัพย์สินหลายร้อยล้าน มีออร่าความน่าเกรงขามติดตัว
เวลาเหลียงซิงหมินทำหน้าบึ้ง ระดับผู้บริหารในบริษัทแทบไม่กล้าหายใจแรงต่อหน้าเขา แต่หนุ่มน้อยที่ชื่อหลัวหยางคนนี้กลับดูผ่อนคลายเสียเหลือเกิน
ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือว่ามั่นใจจริงๆ กันแน่
เถ้าแก่เหลียงมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของหลัวหยาง แล้วพูดเสียงเรียบว่า "คุณนี่กล้าพูดดีนะ คนเก่งระดับพิเศษงั้นหรือ คุณจะพิสูจน์ตัวเองยังไงว่าเป็นคนเก่ง"
หลัวหยางไม่เกรงกลัวต่อบารมีของเถ้าแก่เหลียง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาวางบนโต๊ะ
"ตอนนี้บ่ายโมงสี่สิบนาที ผมขอทำความคุ้นเคยกับข้อมูลโครงการก่อน จากนั้นเริ่มตั้งแต่บ่ายสองโมงไปจนถึงห้าโมงเย็น ในเวลาสามชั่วโมงนี้ผมจะเสนอขายบ้าน มาดูกันว่าจะขายออกไปได้กี่หลัง"
"จะขายได้กี่หลังงั้นหรือ"
มองดูสีหน้าจริงจังของหลัวหยาง เหลียงซิงหมินก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จากนั้นก็กวักมือเรียกต่งเหวินซินผู้จัดการฝ่ายขายประจำโครงการเข้ามา "เอาข้อมูลพื้นฐานของพนักงานขายให้เขาชุดหนึ่ง!"
ต่งเหวินซินงงเป็นไก่ตาแตก แต่คำสั่งของเจ้านายใหญ่ย่อมต้องปฏิบัติตาม เขารีบวิ่งไปที่ห้องทำงานแล้วหยิบปึกเอกสารออกมาส่งให้
เนื่องจากเคยเป็นพนักงานขายของโครงการจินหลานหยวนมาก่อน จริงๆ แล้วหลัวหยางรู้ข้อมูลโครงการอย่างคร่าวๆ อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังใช้เวลาสิบกว่านาที เปิดดูข้อมูลประเภทห้อง ราคา ห้องที่เหลือ และจุดเด่นของโครงการแบบผ่านตาอีกรอบ
เขาวางเอกสารในมือลง มองดูเวลาในโทรศัพท์มือถือ เป็นเวลาบ่ายสองโมงพอดี
หลัวหยางลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปยังคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าโมเดลจำลองโครงการ
โจวหยางกำลังแนะนำข้อมูลโครงการให้ลูกค้าฟัง พึ่งจะเข้าเดือนกันยายนมาได้ไม่นาน เดือนนี้เธอยังทำยอดขายไม่ได้เลยสักห้อง ในใจจึงร้อนรนมาก
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าข้อมูลของสองสามีภรรยาคู่นี้ผ่านมือเซลส์มาเป็นมือที่สามแล้ว ท่าทีดูกั๊กๆ ลังเลใจสุดขีด แต่เธอก็ยังโทรศัพท์เชิญชวนให้มาดู และพยายามขายอย่างสุดความสามารถ
"ขอโทษนะครับ ขัดจังหวะนิดนึง"
หลัวหยางตัวมาถึงเสียงก็มาถึง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้าแต่ไม่ดูก้าวร้าว ภาษากายก็บ่งบอกถึงพลังอำนาจ
เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ผมคือหลัวหยาง ผู้ช่วยของท่านประธานกรรมการเหลียงซิงหมินแห่งจินเฉิงเรียลเอสเตท พอดีติดตามเจ้านายมาตรวจงานโครงการ เห็นคุณทั้งสองกำลังดูบ้านอยู่... เสี่ยวโจว ที่เหลือเดี๋ยวผมดูแลต่อเอง!"
เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาสองเดือน ไม่ต้องพูดถึงว่าพนักงานขายทุกคนต่างก็ติดป้ายชื่อไว้ที่หน้าอก ชื่อโจวหยางก็แปะหราอยู่บนป้ายพนักงาน
โจวหยางมึนงงไปชั่วขณะ มองดูหลัวหยางที่ยิ้มร่า จากนั้นสายตาก็เหลือบมองไปทางตำแหน่งที่ท่านประธานเหลียงซิงหมินนั่งอยู่อย่างอดไม่ได้
คู่สามีภรรยาก็เช่นกัน จะไม่ให้พวกเขาสงสัยก็คงไม่ได้ ก็หน้าตาของหลัวหยางมันดูเด็กเกินไปจริงๆ
เหลียงซิงหมินที่นั่งอยู่ไกลออกไปไม่รู้หรอกว่าหลัวหยางพูดอะไร พอเห็นสายตาจากทางโมเดลจำลองมองมา เขาก็พยักหน้าให้ตามสัญชาตญาณ แถมบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่
เด็กหนุ่มนี่น่าสนใจดี ลองให้โอกาสเขาเป็นพนักงานขายชั่วคราวดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย
จะดีแต่ปากหรือเก่งจริง เดี๋ยวผลงานในสนามก็บอกเอง!
เถ้าแก่เหลียงมาดเข้ม ใครเห็นแวบแรกก็รู้ว่าเป็นเถ้าแก่ใหญ่ ยิ่งเมื่อกี้ผู้จัดการยังเดินไปทักทายด้วยความนอบน้อมแล้วยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
พอมองกลับมาที่หลัวหยาง สายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไป
"ทั้งสองท่านแซ่อะไรครับ"
"ฉันชื่อสวีตง นี่ภรรยาฉันเฝิงเจวียน"
สวีตงมีท่าทีเกรงใจขึ้นมาทันที แม้จะไม่รู้ว่าทำไมหนุ่มน้อยที่ชื่อหลัวหยางคนนี้ถึงเข้ามาแทรกกลางคัน แต่ดูแล้วคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร
ผู้ช่วยท่านประธาน ตำแหน่งจะสูงหรือไม่นั้นอีกเรื่อง แต่เป็นคนสนิทข้างกายเถ้าแก่ อำนาจต้องไม่น้อยแน่นอน
"คุณสวี คุณเฝิง ทั้งสองท่านมีความต้องการจะซื้อบ้านในช่วงนี้ใช่ไหมครับ"
แม้หลัวหยางจะไม่ได้ดูข้อมูลของทั้งคู่ แต่ประเมินจากอายุ ก็พอจะเดาได้เกือบหมด "ดูจากอายุของทั้งสองท่าน ลูกคงใกล้จะแต่งงานแล้ว อยากจะซื้อเรือนหอให้ลูกใช่ไหมครับ"
ถ้าเผชิญหน้ากับพนักงานขายทั่วไป สวีตงกับเฝิงเจวียนอาจจะอึกอักแบ่งรับแบ่งสู้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้า "ผู้ช่วยท่านประธาน" กำแพงระวังตัวของสองสามีภรรยาก็พังทลายลงแทบจะทันที
เขาเป็นหนุ่มน้อยอนาคตไกล จะมาหวังผลประโยชน์อะไรจากคนอย่างพวกเขากันล่ะ
"ใช่แล้ว ลูกชายเพิ่งมีแฟน รักกันดีมาก..."
พอวางความระแวงลง และมีความต้องการจะระบายความในใจ บทสนทนาก็ไหลลื่นไม่หยุด
"ผู้ช่วยหลัว ฉันขอถามสักข้อเถอะ ราคาบ้านมันร่วงลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากนี้มันจะร่วงลงอีกไหม"
นี่เป็นความคิดของลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและเพื่อขยับขยาย อย่าได้แปลกใจเลย ราคาลดลงตารางเมตรละ 1,000 หยวน บ้านหนึ่งหลังต่อให้พื้นที่น้อยหน่อย ก็ประหยัดเงินไปได้หลายหมื่นหยวน!
"เชิญเราไปนั่งคุยตรงนั้นดีกว่าครับ พอดีผมมีมุมมองบางอย่าง อยากจะวิเคราะห์ให้ทั้งสองท่านฟัง"
หลัวหยางผายมือเชิญสวีตงและภรรยาเดินไปยังโต๊ะกลมสำหรับเจรจาธุรกิจ
พร้อมกับสั่งงานโจวหยางไปด้วย "เสี่ยวโจว ช่วยชงชาให้คุณสวีกับคุณเฝิงสองแก้ว แล้วหยิบปากกากับกระดาษมาให้ผมด้วย"
โต๊ะกลมตัวนั้นอยู่ห่างจากที่เหลียงซิงหมินนั่งอยู่ไม่ไกลนัก
[จบแล้ว]