- หน้าแรก
- วิถีมารครองเมือง บูชาเทพโบราณแลกพลังคลั่ง
- บทที่ 1 : จุดบรรจบระหว่างชีวิตอันสามัญกับตลาดของเก่า
บทที่ 1 : จุดบรรจบระหว่างชีวิตอันสามัญกับตลาดของเก่า
บทที่ 1 : จุดบรรจบระหว่างชีวิตอันสามัญกับตลาดของเก่า
หลี่อวิ๋นเฟิงรู้สึกว่าชีวิตของตนเปรียบเสมือนใบชาที่ถูกชงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จืดชืดจนแทบไม่หลงเหลือรสชาติใดให้สัมผัส
เวลา 7.30 น. นาฬิกาปลุกส่งเสียงกรีดแหลมตรงเวลาทุกเช้า เสียงนั้นบาดหูเสียจนกระชากเขาออกจากฝันร้ายอันยุ่งเหยิงที่ดูเหมือนกำลังถูกบางสิ่งไล่ล่า เขาเอื้อมมือไปกดปิดด้วยความงัวเงีย สบถพึมพำในลำคอ ดวงตาแห้งผากจนแทบลืมไม่ขึ้น
"บ้าเอ๊ย เมื่อไหร่จะได้นอนจนตื่นเองตามธรรมชาติสักทีนะ..." เขาบ่นอุบอิบขณะตะเกียกตะกายลุกจากเตียงเดี่ยวที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ห้องเช่ารูหนูขนาดเพียงยี่สิบตารางเมตรแห่งนี้ สามารถกวาดตามองเห็นได้ทุกซอกทุกมุมในคราวเดียว เสื้อผ้าสกปรกกองพะเนินอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้องที่ใกล้พังมิพังแหล่ กล่องอาหารเดลิเวอรี่ที่กินเหลือเมื่อคืนยังวางแหมะอยู่บนโต๊ะเล็ก อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นที่ยากจะบรรยาย—ส่วนผสมของเศษอาหารค้างคืนและฝุ่นผง
นี่คือรังนอนของหลี่อวิ๋นเฟิงในเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวาย ค่าเช่าเดือนละสองพันห้า มัดจำหนึ่งเดือนล่วงหน้าสามเดือน แทบจะสูบเลือดสูบเนื้อจากเงินเดือนอันน้อยนิดของพนักงานวางแผนระดับล่างที่เพิ่งทำงานได้เพียงปีเดียว
หลังจากเบียดเสียดบนรถไฟใต้ดินช่วงชั่วโมงเร่งด่วนยามเช้าที่อัดแน่นราวกับปลากระป๋อง สูดดมอากาศที่เจือปนด้วยกลิ่นอาหารเช้านานาชนิด กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก ในที่สุดหลี่อวิ๋นเฟิงก็พาร่างมาถึงตึกสำนักงานได้ทันเวลาอย่างเฉียดฉิว
ชีวิตทั้งวันหมดไปกับการประชุมเถียงกันไม่จบสิ้น สไลด์นำเสนองานที่แก้แล้วแก้อีก และหัวหน้าแผนกหน้ามันย่องที่พ่นน้ำลายวาดฝันวิมานในอากาศที่ไม่มีวันเป็นจริง
"อวิ๋นเฟิง ข้อเสนอนี้ไอเดียดีนะ แต่... ยังขาดจุดขายไปหน่อย ยังไม่ฉีกพอ! ลองไปคิดเพิ่มดูอีกนิด คนหนุ่มสาวต้องกล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงสิ!" หัวหน้าตบไหล่เขาปุๆ กลิ่นกุยช่ายจากปากอีกฝ่ายแทบจะทำให้เขาเป็นลม
หลี่อวิ๋นเฟิงปั้นยิ้มจอมปลอม แต่ในใจก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษ "ฉีกบ้าฉีกบออะไรล่ะ! งบแค่ห้าพันหยวน จะให้ดังระเบิดระเบ้อ? ทำไมไม่ขึ้นไปหาพระจันทร์เลยล่ะพ่อคุณ!"
กว่าจะลากสังขารมาถึงเวลาเลิกงาน เขาเหนื่อยล้าราวกับร่างกายถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดสิ้น เขาเดินลากเท้าหนักอึ้ง ไหลไปตามฝูงชนราวกับปลาเค็มตากแห้ง แสงอาทิตย์ยามอัสดงย้อมกระจกตึกระฟ้าเป็นสีทองอร่าม ตัวเมืองยังคงคึกคัก เต็มไปด้วยการจราจรที่คับคั่งและเสียงอึกทึก แต่ความมีชีวิตชีวานั้นดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเลย
การกลับห้องหมายถึงการต้องเผชิญหน้ากับผนังสี่ด้านอีกครั้ง และเขายังไม่อยากรีบกลับไปเจอกับความอ้างว้างเร็วขนาดนั้น ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เขาจึงเลี้ยวเข้าไปในตลาดของเก่าที่กำลังจะถูกรื้อถอนซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน
สถานที่แห่งนี้รกรุงรัง อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นเฉพาะตัวของวัตถุโบราณ แผงขายของสองข้างทางมีสารพัดสิ่ง ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ไม้ขาหัก แผ่นเสียงเก่าสีซีด ไหและหม้อที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ ไปจนถึงกองหนังสือเก่าที่ดูราวกับกอบกู้มาจากกองขยะ... เจ้าของแผงส่วนใหญ่นั่งซึมกระทือ ลูกค้าบางตา บรรยากาศราวกับหลุดมาจากคนละศตวรรษกับโลกภายนอกอันศิวิไลซ์
หลี่อวิ๋นเฟิงเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมาย เพียงเพื่อฆ่าเวลา เขาไม่ได้สนใจหรือเข้าใจในคุณค่าของ "ของเก่า" เหล่านี้ เพียงแค่รู้สึกว่ามันแปลกตาดี
ขณะที่เขากำลังจะเดินทะลุออกไปเพื่อกลับบ้าน หางตาก็พลันสะดุดเข้ากับบางสิ่งบนแผงลอยตรงมุมอับ
เจ้าของแผงเป็นชายชราผอมแห้ง นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หวายผุพัง มีหมวกฟางเก่าขาดปิดหน้า คาดเดาอายุไม่ออก สินค้าบนแผงของเขายิ่งดูจับฉ่ายและทรุดโทรมกว่าร้านอื่น
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหลี่อวิ๋นเฟิงคือวัตถุสีดำทะมึนที่วางอยู่มุมแผง
วัตถุนั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องบุหรี่หนาๆ แต่ก็ดูคล้ายเครื่องเกมพกพารุ่นโบราณ ตัวเครื่องทำจากพลาสติกสีดำด้านที่มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด ดูเก่าคร่ำครึและสกปรก แต่จุดสำคัญคือหน้าจอของมันไม่ได้ดับมืด กลับเรืองแสงสีเขียวขุ่นมัว มีเส้นสีขาวบิดเบี้ยวลากผ่านไปมาอย่างยุ่งเหยิงเป็นลวดลายที่ดูไม่รู้เรื่อง
"นี่อะไรน่ะ เครื่องเกมพังเหรอ" หลี่อวิ๋นเฟิงพึมพำกับตัวเอง ของพรรค์นี้ดูโทรมเสียจนต่อให้ฟรีเขาก็ไม่อยากได้ เพราะรังแต่จะรกที่เปล่าๆ
เขาตั้งใจจะเดินหนี แต่ไม่รู้ทำไมขากลับก้าวไม่ออก หน้าจอสีเขียวขุ่นนั้นดูเหมือนจะมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่าง เชื้อเชิญให้เขาต้องจ้องมองซ้ำ ยิ่งมองเส้นสีขาวที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นนานเข้า เขาก็ยิ่งรู้สึกวิงเวียน—เหมือนว่าพวกมันกำลังขยับเขยื้อนช้าๆ อย่างนั้นหรือ?
เขาสะบัดศีรษะ คิดว่าตนคงตาลายจากการทำงานหนักเกินไป
เขานั่งยองๆ ลง แสร้งทำเป็นดูของชิ้นอื่นบนแผง—ทั้งกบสังกะสีขึ้นสนิม แก้วน้ำเคลือบอีนาเมลที่บิ่นแตก—ก่อนจะชี้ไปที่กล่องสีดำนั่นด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ "เถ้าแก่ อันนี้ขายยังไง?"
ชายชราที่กำลังสัปหงกขยับตัวเล็กน้อย เสียงแหบพร่าราวกับฆ้องแตกดังลอดออกมาจากใต้หมวกฟางอย่างเกียจคร้าน "อันนั้น... ห้าสิบ เอาไปเลย"
"ห้าสิบ? ขยะพรรค์นี้น่ะเหรอ" หลี่อวิ๋นเฟิงแทบจะหลุดขำ "ให้ห้าหยวนยังว่าแพงเลย เถ้าแก่ จอมันลายขนาดนี้ เปิดไม่ติดแล้วมั้ง"
"จะเอาก็เอา ไม่เอาก็วาง" ชายชราบ่นพึมพำ ขยับท่าทางแล้วเงียบไปอีกครั้ง ราวกับไม่ยี่หระว่าจะขายได้หรือไม่
หลี่อวิ๋นเฟิงชะงักกับคำตอบห้วนๆ นั้น แต่ความดื้อรั้นกลับพุ่งพล่านขึ้นมาแทน ยิ่งมองกล่องดำนั่น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ารหัสยึกยือบนหน้าจอนั้นดูน่าขนลุกพิลึก มีความประหลาดที่บอกไม่ถูก
"สิบหยวน! ผมให้สิบหยวน ซื้อไปแกะเล่นขำๆ" เขาพยายามต่อรอง
ชายชราไม่สนใจ ทำท่าเหมือนหลับไปแล้ว
"...เออๆ ห้าสิบก็ห้าสิบ!" หลี่อวิ๋นเฟิงไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดดลใจ อาจเป็นเพราะความหงุดหงิดจากหัวหน้าในวันนี้ หรือแค่อยากซื้ออะไรไร้สาระเพื่อประชดชีวิต เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็นข้างแผง แล้วโอนเงินไปห้าสิบหยวน
หลังชำระเงิน เขาเอื้อมมือไปหยิบกล่องดำนั้นขึ้นมา สัมผัสนั้นเย็นเฉียบ—เย็นจนผิดปกติ ไม่เหมือนจับพลาสติก แต่เหมือนกำลังสัมผัสก้อนหินมากกว่า แถมน้ำหนักยังมากกว่าที่คาดไว้
จังหวะนั้นเอง ชายชราก็เผยอหมวกฟางขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาขุ่นมัวคู่หนึ่งที่เหลือบมองมา แววตานั้นประหลาดนัก คล้ายกำลัง... ขบขัน? ก่อนที่หลี่อวิ๋นเฟิงจะทันได้เห็นชัดๆ หมวกฟางก็ถูกดึงกลับลงมาปิดหน้าตามเดิม
"จ่ายแล้วนะ" หลี่อวิ๋นเฟิงชูของในมือ รู้สึกขนลุกพิกล จึงรีบหันหลังเดินจากไป
เมื่อเดินพ้นเขตตลาดของเก่า ลมยามเย็นพัดมาปะทะหน้าทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย พอก้มมองเจ้าขยะที่เพิ่งเสียเงินห้าสิบหยวนซื้อมา เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาจับใจ
"ฉันนี่ท่าจะบ้า เอาเงินห้าสิบหยวนไปหาอะไรกินยังจะดีกว่า" เขาบ่นอุบ ขยับมือจะโยนกล่องพังๆ ทิ้งลงถังขยะข้างทาง
แต่จังหวะที่เงื้อมือ หน้าจอสีเขียวขุ่นกลับกะพริบวูบหนึ่งอย่างแผ่วเบา เส้นสีขาวที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นดูเหมือนจะรวมตัวกันเป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่ดูคล้าย 'ดวงตา' แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพียงชั่วเสี้ยววินาที
หลี่อวิ๋นเฟิงชะงัก กะพริบตาถี่ๆ เมื่อเพ่งมองอีกครั้ง หน้าจอก็กลับคืนสู่สภาพรหัสยึกยือสีเขียวขุ่นอันไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิม
"ตาฝาด... ตาฝาดแน่ๆ" เขากลืนน้ำลายลงคอ ความอยากรู้อยากเห็นและความดื้อรั้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง "บ้าเอ๊ย อยากจะรู้นักว่าตกลงแกเป็นขยะอะไรกันแน่"
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทิ้งมัน หลี่อวิ๋นเฟิงยัดกล่องดำเย็นเฉียบลงกระเป๋ากางเกง แล้วเดินมุ่งหน้ากลับสู่รังนอนอันเงียบเหงาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เขาหารู้ไม่ว่า ขยะไร้ค่าชิ้นนี้ที่ซื้อมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ กำลังจะพลิกผันชีวิตอันจืดชืดของเขาแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า และถีบส่งเขาเข้าสู่โลกใบใหม่ที่บ้าคลั่งและน่าสยดสยองเกินจินตนาการ
ในเย็นวันธรรมดาวันนี้ เพราะการพบพานที่ดูธรรมดาสามัญ ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาได้ส่งเสียงคลิกเบาๆ แต่อันตรายถึงชีวิต ขณะที่มันเริ่มหมุนวน