- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นชา สกิลรู้แจ้งข้ามันโกงเกินพิกัด
- บทที่ 49 - คำแนะนำสุดระห่ำของจอมเซียนทงเทียน
บทที่ 49 - คำแนะนำสุดระห่ำของจอมเซียนทงเทียน
บทที่ 49 - คำแนะนำสุดระห่ำของจอมเซียนทงเทียน
บทที่ 49 - คำแนะนำสุดระห่ำของจอมเซียนทงเทียน
"ช่วยเรื่องอะไร"
"ศิษย์อยากจะขอยืมพลังแห่งมหาเซียนมาคุ้มครอง เพื่อให้ลมปราณเบญจธาตุในอกได้สัมผัสกับกลิ่นอายของมหาเซียนสักเล็กน้อย" เย่ อู้บอกจุดประสงค์ "โดยใช้วิชาเซียนสามสำนักเป็นรากฐาน แล้วอาบย้อมด้วยกลิ่นอายมหาเซียนอันเบาบาง เพื่อให้ลมปราณเบญจธาตุของข้ามีโอกาสวิวัฒนาการไปสู่ระดับสูงสุด"
ลมปราณเบญจธาตุในอก เกี่ยวข้องโดยตรงกับความแข็งแกร่งของระดับพลัง รากฐานทั้งหมดของระดับไท่อี้จินเซียน จริงๆ แล้วก็คือลมปราณเบญจธาตุนั่นเอง
ยิ่งลมปราณเบญจธาตุแข็งแกร่ง พลังการต่อสู้ในระดับไท่อี้จินเซียนก็จะยิ่งมหาศาล
ในเมื่อมีโอกาส เย่ อู้ย่อมอยากให้ความแข็งแกร่งของตัวเองก้าวหน้าไปอีกขั้น
ยิ่งแกร่งยิ่งดี!
"อะไรนะ" ทงเทียนตกตะลึง "เจ้าคิดจะยืมพลังมหาเซียนมาสร้างรากฐานให้ลมปราณเบญจธาตุงั้นรึ เจ้าเด็กนี่ช่างบังอาจนัก ไม่กลัวจะท้องแตกตายรึไง"
ในระดับไท่อี้ เหล่าเซียนต่างสรรหาวิธีสารพัดมาขัดเกลาลมปราณเบญจธาตุของตน
เพื่อให้มันวิวัฒนาการและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
บางคนออกตามหาปราณวิญญาณแห่งยุคบรรพกาลชนิดพิเศษ เพื่อมาเสริมพลัง
บางคนยืมพลังจากของวิเศษ เพื่อมาทุบตีขัดเกลา
บางคนก็อาศัยความพิเศษของวิชาที่ฝึกฝน
มีทั้งยืมพลังภายนอกและใช้พลังภายใน แต่คนแบบเย่ อู้ ที่คิดจะยืมพลังมหาเซียนนั้น ตั้งแต่โบราณกาลมาเพิ่งจะมีเขาเป็นคนแรก
"แค่สัมผัสกลิ่นอายเบาบางนิดเดียว คงไม่เป็นไรมั้ง"
เย่ อู้ไม่เชื่อ "แถมยังมีอาจารย์คอยดูอยู่ข้างๆ ยังไงก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงที่สุดหรอก"
การใช้กลิ่นอายมหาเซียนขัดเกลาลมปราณ หากสำเร็จ ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นมหาศาลจนเย่ อู้ตัดใจทิ้งไม่ลง
"ความคิดของเจ้าเข้าท่าดี และเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ แต่ความเสี่ยงมันสูงเกินไป พลังมหาเซียนอาจสัมผัสได้ แต่ลมปราณเบญจธาตุของเจ้ารับไม่ไหวหรอก" ทงเทียนชี้ให้เห็นจุดตาย "ต่อให้กลิ่นอายมหาเซียนจะเบาบางแค่ไหน มันก็คือพลังระดับมหาเซียน ไม่ใช่สิ่งที่ลมปราณระดับไท่อี้จินเซียนกระจอกๆ จะแบกรับได้"
"ทันทีที่ลมปราณเบญจธาตุแตกสลาย ตบะที่เจ้าสั่งสมมาทั้งหมดในตอนนี้ จะมลายหายไปจนเกลี้ยง"
"แม้แต่ร่างต้นของเจ้า ก็จะได้รับผลกระทบจนแก่นแท้เสียหายอีกรอบ"
"เจ้าเด็กนี่ไอเดียบรรเจิดก็จริง แต่ค่อยๆ ฝึกไปทีละก้าวเถอะ อย่าคิดจะใช้ทางลัดเลย"
"ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เจ้ารับไหว กลิ่นอายมหาเซียนก็ไม่มีทางหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลมปราณของเจ้าได้จริงๆ"
"เพราะมหาเซียนแต่ละองค์ ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตราประทับของมหาเซียนนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่เจ้าจะกลั่นกรองได้"
"ถ้าเจ้าฝืนหลอมรวมเข้าไป ถึงตอนนั้นลมปราณของเจ้าจะถูกปนเปื้อน อย่างเบาก็คือตบะไม่บริสุทธิ์ อย่างหนักก็คือ... จะถูกพลังมหาเซียนกลืนกิน จนกลายเป็นหุ่นเชิดของมหาเซียน สูญเสียเจตจำนงของตัวเองไปตลอดกาล"
"โอเค ข้าคิดตื้นไปเอง"
เย่ อู้เริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว
คิดไม่ถึงว่าการยืมพลังมหาเซียนจะมีภัยแฝงร้ายแรงขนาดนี้
เส้นทางนี้ถือว่าตันแล้ว
"เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก แค่เจ้ากลั่นกรองโอสถทองคำเก้าเปลี่ยนที่ลุงใหญ่ให้มาจนหมด หลอมรวมเข้ากับระดับไท่อี้ได้สมบูรณ์ ลมปราณเบญจธาตุก็จะวิวัฒนาการจนแข็งแกร่งสุดยอดแล้ว"
"แม้แต่ในหมู่เซียนของสำนักใหญ่ เจ้าก็จะยืนอยู่แถวหน้า นี่คือวาสนาใหญ่หลวงที่เซียนจำนวนมากร้องขอแต่ไม่ได้มา"
"แต่ว่า เจ้ายังมีอีกทางเลือกหนึ่งนะ บางทีอาจจะลองดูก็ได้"
ทงเทียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาเป็นประกายพลางเอ่ยขึ้น
"ทางเลือกอะไร" เย่ อู้รีบถาม
"ต้นพฤกษาดาราจักรวาล!" ทงเทียนชี้ไปที่ต้นไม้ที่กำลังดึงดูดแสงดาวอยู่ข้างๆ ทำเอาต้นไม้นั้นสั่นสะท้านด้วยความกลัว "ตัวเจ้ามีอำนาจแห่งมหาจักรพรรดิจื่อเวย ส่วนต้นไม้นี้ก็ถือกำเนิดมาจากดวงดาวในความโกลาหลยุคบรรพกาล เข้ากันได้ดีกับดวงดาวนับหมื่น"
"เจ้าใช้ต้นพฤกษาดาราจักรวาลหยั่งรากลงในลมปราณเบญจธาตุ แล้ววาดโครงสร้างค่ายกลดาราสวรรค์ฉบับย่อขึ้นมา เพื่อดึงดูดแสงดาวไร้ที่สิ้นสุดมาชะล้างขัดเกลาลมปราณ"
"พลังแห่งดวงดาวนั้นแข็งแกร่งอยู่แล้ว การใช้ดวงดาวแห่งความโกลาหลมาหลอมสร้างลมปราณเบญจธาตุ จะต้องทำให้ลมปราณระดับไท่อี้ของเจ้าวิวัฒนาการไปสู่ระดับที่สูงส่งมากๆ แน่นอน"
ดวงตาของเย่ อู้เป็นประกายวาวโรจน์
จริงด้วย!
ทำไมเขาถึงนึกไม่ถึงนะ ยังมีดวงดาวทั่วฟ้าให้ใช้นี่นา
ใช้พลังดาราจักรวาลมาขัดเกลาลมปราณเบญจธาตุ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ
"ถ้าใช้วิธีนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างไท่อี้ที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมาได้"
"สามารถเปลี่ยนลมปราณในอกของเจ้า ให้กลายเป็นของวิเศษธาตุพลังที่ใช้ต่อสู้ได้จริง!"
ทงเทียนยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น เริ่มดีดลูกคิดคำนวณความเป็นไปได้
"ร่างต้นของเจ้าเป็นรากวิญญาณแห่งยุคบรรพกาล บวกกับมีโอสถทองคำคุ้มกัน สามารถรองรับการขัดเกลาขั้นตอนนี้ได้สบาย ไม่ต้องกลัวร่างกายแตกสลาย"
"แถมยังมีอำนาจจักรพรรดิจื่อเวย ดวงดาวในความโกลาหลย่อมไม่ต่อต้านเจ้า"
"อาจารย์จะคอยดูอยู่ข้างๆ เผื่อมีอะไรผิดพลาด จะได้กดพลังไว้ทัน"
"จังหวะเวลา สถานที่ และตัวบุคคล ทุกอย่างเข้าทางเจ้าหมดแล้ว"
"ในเมื่ออาจารย์ว่ามาขนาดนี้ งั้นข้าจะลองดูสักตั้ง"
ฤทธิ์ยาของโอสถทองคำกำลังออกฤทธิ์ ทำให้ลมปราณเบญจธาตุของเย่ อู้ขยายตัวไม่หยุด
"ต้นพฤกษาดาราจักรวาล มาช่วยข้าหน่อย!"
ต้นไม้ดาราย่อส่วนลงทันทีอย่างไม่อิดออด พุ่งเข้าไปในร่างเย่ อู้ แล้วหยั่งรากลงในลมปราณทั้งห้า
จากนั้นก็แผ่กิ่งก้านสาขา
ราวกับจำลองจักรวาลดวงดาวขนาดจิ๋วขึ้นมาภายในลมปราณ
"ค่ายกลดาราสวรรค์ สำแดงฤทธิ์!"
เย่ อู้ใช้จิตวาดโครงสร้างค่ายกลดาราสวรรค์บางส่วนลงในลมปราณ
ด้วยความช่วยเหลือของต้นไม้ดารา ไม่นานโครงสร้างค่ายกลก็ปรากฏขึ้นอย่างราบรื่น
แสงดาวที่สาดส่องลงมาจากความว่างเปล่าเข้มข้นขึ้นทันตาเห็น
ลมปราณเบญจธาตุเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายตะกละตะกลาม ทันทีที่สัมผัสแสงดาว ก็เริ่มดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง
"ข้าคือมหาจักรพรรดิจื่อเวย ดวงดาวทั่วหล้า จงฟังคำสั่งข้า!"
ตูม!
ห้วงอวกาศอันโกลาหลสั่นสะเทือน ดวงดาวนับล้านล้านดวงภายใต้คำบัญชาของจักรพรรดิจื่อเวย ต่างเปล่งแสงเจิดจรัสออกมาพร้อมกัน
สาดส่องลงมายังเบื้องล่าง
ชั่วพริบตา ท้องฟ้ายามค่ำคืนของโลกหล้าก็มืดดับลงพร้อมกัน
มีเพียงจุดเดียวที่สว่างไสว นั่นคือเกาะเต่าทอง!
หรือพูดให้ถูกคือ ถ้ำของเย่ อู้บนเกาะเต่าทอง
"เกิดอะไรขึ้น ดวงดาวเป็นบ้าอะไรกัน!"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นบนห้วงอวกาศ!"
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั่วหล้าต่างตื่นตระหนก รีบส่งจิตสัมผัสออกมาตรวจสอบ
แต่เมื่อแกะรอยมาถึงเกาะเต่าทอง ทุกคนก็ต้องชะงัก ไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้
"ข้ากำลังใช้พลังดาราจักรวาล ใครกล้าแอบดู ตาย!"
เสียงของทงเทียนดังก้องขึ้นในความว่างเปล่า ปราณกระบี่สังหารเทพพุ่งออกมา ขีดเส้นตายไว้รอบนอกเกาะ
ใครล้ำเส้น ตายสถานเดียว!
[จบแล้ว]