- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นชา สกิลรู้แจ้งข้ามันโกงเกินพิกัด
- บทที่ 34 - ความแปลกประหลาดของวิถีนอกรีต
บทที่ 34 - ความแปลกประหลาดของวิถีนอกรีต
บทที่ 34 - ความแปลกประหลาดของวิถีนอกรีต
บทที่ 34 - ความแปลกประหลาดของวิถีนอกรีต
จอมเซียนจุ่นถีโกรธจนตัวสั่น แต่ก็ถูกจอมเซียนเจาทิศขวางไว้อีกครั้ง
"ตกลงตามที่ศิษย์พี่ทงเทียนว่ามา เรื่องนี้พวกเราในฐานะอาจารย์อาก็ทำไม่ถูกจริงๆ"
จอมเซียนเจาทิศยอมรับสภาพ
ไหนๆ ก็เสียของวิเศษระดับท็อปไปชิ้นหนึ่งแล้ว จะเสียเมล็ดโพธิ์แห่งกุศลเพิ่มอีกสักสามเม็ดก็ช่างมันเถอะ
เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบเชิญเทพเจ้าแห่งหายนะอย่างทงเทียนออกไปให้พ้นๆ เสียที
ขืนปล่อยให้ถล่มต่อ ไม่รู้ว่าจะต้องเสียหายอีกเท่าไหร่
ราคามันแพงเกินไป พวกเขาจ่ายไม่ไหว
"ฮ่าๆๆ งั้นข้าขอรับไว้แทนเจ้าศิษย์รักเย่ อู้ ก็แล้วกัน ขอบใจมากนะ"
เมื่อเก็บสากวัชระอวยพรและเมล็ดโพธิ์เข้ากระเป๋า อารมณ์ของจอมเซียนทงเทียนก็แจ่มใสขึ้นทันตาเห็น
ตอนแรกกะว่าจะไถแค่ของระดับกลางๆ ก็พอใจแล้ว ไม่นึกเลยว่าเจาทิศจะใจป๋า ควักของระดับท็อปอย่างสากวัชระออกมาให้ แถมด้วยเมล็ดโพธิ์อีก ถือเป็นลาภลอยก้อนโตจริงๆ
"จำบทเรียนครั้งนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีครั้งหน้าอีก พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าจะเจออะไร!"
เมื่อได้ของครบแล้ว ทงเทียนก็ทิ้งคำขู่ไว้เท่ๆ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เก็บกระบี่สังหารเทพทั้งสี่แล้วหันหลังเดินจากไป
จอมเซียนหยวนสื่อเทียนจุนส่งเสียงประหลาดใจในลำคอ ธงผานกู่สั่นไหวเบาๆ เหมือนลังเลว่าจะลงมือดีไหม
นั่นมันของวิเศษระดับท็อปเชียวนะ หรือว่าเขาควรจะ... ฉวยโอกาสไถมาสักชิ้นเหมือนกัน?
ถึงนิกายตะวันตกจะจนกรอบ แต่ของดีในมือเจาทิศกับจุ่นถีก็น่าจะพอมีเหลือบ้าง
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของสองพี่น้องตะวันตกที่แทบจะลุกมาคว่ำโต๊ะอยู่รอมร่อ สุดท้ายหยวนสื่อก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิด
ธงผานกู่และไม้เท้าค้ำมังกรทยอยถอนกำลังกลับไป ทิ้งไว้เพียงเขาพระสุเมรุที่เละเทะไม่มีชิ้นดี
มองดูสภาพสำนักที่พังพินาศ เจาทิศและจุ่นถีมองหน้ากันโดยไร้คำพูด มีเพียงน้ำตาที่ไหลตกในเป็นสายเลือด
ขมขื่น!
มันช่างขมขื่นเหลือเกิน!
ผ่านไปพักใหญ่ เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั่วหล้าถึงได้ระเบิดเสียงฮือฮากันอีกรอบ เสียงเซ็งแซ่ดังลั่นฟ้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา
แค่ขู่ไม่กี่คำก็ได้ของวิเศษระดับท็อปมาครอง ไหนว่านิกายตะวันตกยากจนไง ไหงจู่ๆ ถึงใจป๋าขนาดนี้
หรือว่าที่ผ่านมานิกายตะวันตกแค่แกล้งจน?
สร้างภาพว่าตัวเองยากไร้!
ในขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของเย่ อู้ ก็พุ่งทะยานถึงขีดสุดในโลกหล้า ยิ่งทำให้ผู้คนอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นชนวนเหตุของสงครามระดับมหาเซียน ใครจะมองข้ามได้ลงคอ
ณ ตำหนักหลิงเซียว เฮ่าเทียนหัวเราะแบบไม่มีเสียง เมื่อเห็นสองตัวแสบฝั่งตะวันตกหน้าแตกยับเยิน เขาก็สะใจเป็นที่สุด
"แต่ว่า ศิษย์พี่ทงเทียนดูจะให้ความสำคัญกับมหาจักรพรรดิจื่อเวยคนนี้มากเป็นพิเศษจริงๆ"
"แบบนี้ ถ้าข้าผูกมิตรกับเย่ อู้ ได้สำเร็จ ก็น่าจะได้แรงหนุนจากสำนักสกัดสวรรค์มาแบบเต็มๆ"
เมื่อนึกถึงคนจากสำนักอธิบายธรรมที่แห่กันขึ้นสวรรค์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เฮ่าเทียนก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"มหาจักรพรรดิจื่อเวยคนนี้เป็นตัวนำโชคของเราจริงๆ ไม่เพียงทำให้สำนักอธิบายธรรมร้อนตัวจนต้องรีบส่งคนมา แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ไท่ซ่างที่ชอบอยู่เงียบๆ ก็ยังนั่งไม่ติด..."
เมื่อไม่นานมานี้ ศิษย์พี่ใหญ่ไท่ซ่างได้ส่งร่างแยกสามศพมาเจรจาลับกับเขาอยู่นานสองนาน
สุดท้าย ไท่ซ่างก็ตัดสินใจส่งร่างแยกที่เป็นตัวแทนแห่งความดี มาประจำการที่ตำหนักโต้วลว่ย คอยปรุงยาโอสถทิพย์ให้สวรรค์
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลพวงมาจากการที่เย่ อู้ ขึ้นมารับตำแหน่งบนสวรรค์ทั้งสิ้น
"ยินดีด้วยนะศิษย์น้อง"
ตั่วเป่าเข้ามาแสดงความยินดีกับเย่ อู้ "นั่นมันของวิเศษระดับท็อปกับเมล็ดโพธิ์แห่งกุศลเชียวนะ ของดีของแท้แน่นอน"
ถึงเขาจะมีของวิเศษเยอะอยู่แล้ว แต่ของระดับท็อปแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ
ม่านแสงบนท้องฟ้าจางหายไป จอมเซียนทงเทียนปรากฏตัวขึ้น
ผมเผ้ายุ่งเหยิง แบกกระบี่สี่เล่มไว้ด้านหลัง สีหน้าดูมีความสุขสุดๆ
"เย่ อู้ เอานี่ไป เก็บรักษาไว้ให้ดี"
สากวัชระอวยพรและเมล็ดโพธิ์แห่งกุศลสามเม็ดลอยมาตกในมือเย่ อู้ ท่ามกลางสายตาอิจฉาตาร้อนผ่าวของเหล่าศิษย์ร่วมสำนัก
แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะนี่คือสิ่งที่เย่ อู้ สมควรได้รับ
ยกเว้นเพียงคนเดียวที่แอบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด หนึ่งในเจ็ดเซียนรับใช้ เซียนกระต่ายหูยาว ติ้งกวง ที่อิจฉาจนแทบจะแบ่งร่างออกมาดิ้นพราดๆ
เขาคิดว่าท่านอาจารย์ลำเอียงเกินไป มีอะไรดีๆ ก็ประเคนให้แต่ศิษย์สายตรง
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์"
ท่ามกลางสายตาอิจฉา เย่ อู้ ไม่เกรงใจ รีบเก็บของรางวัลทั้งหมดเข้ากระเป๋าทันที
"ช่วงนี้โกยมาเยอะพอสมควร"
เมื่อกลับถึงถ้ำฝึกตน เย่ อู้ นั่งนับสมบัติแล้วยิ้มจนแก้มแทบปริ
"ก่อนอื่น ต้องรีบฝึกฝนพลังระดับจินเซียนให้สมบูรณ์เสียก่อน"
"โลกภายนอกตอนนี้มันอันตรายเกินไป"
"ช่วงนี้ทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาไปหน่อย ต้องเก็บตัวเงียบๆ สักพัก รอให้เรื่องซาค่อยว่ากัน"
ไม่ต้องเดาก็รู้ หลังจบศึกมหาเซียนครั้งนี้ หน้าเกาะเต่าทองคงเต็มไปด้วยสายลับที่คอยจับตาดูเขาอยู่
ขืนโผล่หัวออกไป คงโดนสะกดรอยตามแจ
ภายในน้ำเต้าโกลาหล ต้นพฤกษาดาราจักรวาลสั่นไหว ทิ้งผลดาราลงมาอีกหนึ่งผล เย่ อู้ อ้าปากงับแล้วกลืนลงท้องทันที เปลี่ยนมันเป็นพลังตบะอันมหาศาล
ทว่าคราวนี้ พลังตบะระดับหนึ่งยุคสมัยจากผลดารา กลับไม่สามารถเติมหลอดพลังของระดับจินเซียนขั้นสมบูรณ์ให้เต็มได้
"จริงด้วย ศิษย์พี่ใหญ่ตั่วเป่าเคยเตือนไว้ ว่าหลังจากบรรลุเซียนแล้ว การจะข้ามแต่ละขั้นย่อย ต้องใช้พลังตบะมหาศาลมาเติมเต็ม"
"พลังที่ใช้ทำขั้นสมบูรณ์ให้เต็ม ดูเหมือนจะมากกว่าขั้นต้น กลาง และปลาย รวมกันเสียอีก"
"มิน่าล่ะ การบำเพ็ญเพียรถึงได้ยากเย็นเข็ญใจ แค่สะสมพลังก็เสียเวลาไปโขแล้ว ยังไม่นับเรื่องการทำความเข้าใจในมรรควิถีเพื่อทะลวงด่านอีก"
เย่ อู้ บรรลุสัจธรรมบางอย่าง แล้วหยิบเมล็ดโพธิ์แห่งกุศลออกมาหนึ่งเม็ด
"ไหนขอลองดูหน่อยสิ ว่าของดีจากนิกายตะวันตกจะมีฤทธิ์เดชขนาดไหน!"
อมเมล็ดโพธิ์ไว้ในปาก พลังยาค่อยๆ ซึมซ่าน ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจในวิถีแห่งพุทธของเย่ อู้ ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
ความรู้แจ้งใหม่ๆ เกี่ยวกับหลักธรรมผุดขึ้นในสมองไม่ขาดสาย
ต้นโพธิ์คือสัญลักษณ์แห่งพุทธ ย่อมเข้ากันได้ดีกับวิถีแห่งธรรม
"ถ้าเอามาใช้แค่เพิ่มพลังตบะเฉยๆ คงเสียของแย่"
"เอามาใช้ช่วยตีความหลักธรรม น่าจะคุ้มค่าที่สุด"
คิดได้ดังนั้น เย่ อู้ ก็ไม่ลังเล เดินเครื่องคัมภีร์หัวใจมหาฝัน สร้างโลกแห่งความฝันขึ้นมา แล้วโยนเมล็ดโพธิ์ทั้งสามเม็ดเข้าไปพร้อมกัน
เมื่อกุศลกรรมเผาไหม้ กระแสธารแห่งพุทธะอันบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ ไหลซึมเข้าสู่ดวงจิตของเย่ อู้
แก่นแท้แห่งพุทธะส่องแสงสว่างเจิดจ้าในส่วนลึกของจิตวิญญาณ เสียงสวดมนต์ของพระพุทธองค์ดังก้องกังวาน
ผลแห่งพุทธะในเส้นเวลาอนาคต ดูเหมือนจะปรากฏชัดเจนสมจริงยิ่งขึ้น
ผ่านการฝึกฝนไปหนึ่งคืน เย่ อู้ ตื่นจากโลกความฝัน เมล็ดโพธิ์ทั้งสามเม็ดถูกใช้จนหมดเกลี้ยง
แต่แก่นแท้แห่งพุทธะในดวงจิตของเย่ อู้ กลับยกระดับขึ้นอย่างน่ากลัว
ความเร็วในการพัฒนานั้นรวดเร็วเสียจนเย่ อู้ รู้สึกเหมือนฝันไป
เร็วเกินไปแล้ว!
"เจาทิศกับจุ่นถีนี่อัจฉริยะจริงๆ ที่คิดค้นวิถีนอกรีตแบบนี้ขึ้นมาได้ แค่บรรลุธรรมวูบเดียว ก็กลายเป็นพุทธะได้ทันที"
ยิ่งฝึกคัมภีร์หัวใจมหาฝันลึกซึ้งเท่าไหร่ เย่ อู้ ก็ยิ่งทึ่งในความมหัศจรรย์ของหลักธรรมนิกายตะวันตก
นิกายตะวันตกมีรากฐานมาจากสำนักเต๋า แต่หลังจากแยกตัวออกไป ก็สร้างทางเดินของตัวเองจนฉีกแนวออกไปไกลลิบ
กลายเป็นพุทธศาสนาในยุคหลัง
เมื่อเทียบกับวิถีของเต๋าแล้ว มันมีความแตกต่างในระดับแก่นแท้ เหมือนกับจะคล้ายคลึงกับ... วิถีมาร!