- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 42 - คนในโลกล้วนมีห่วง เลือดร้อนวัยหนุ่มสุดท้ายก็ว่างเปล่า!
บทที่ 42 - คนในโลกล้วนมีห่วง เลือดร้อนวัยหนุ่มสุดท้ายก็ว่างเปล่า!
บทที่ 42 - คนในโลกล้วนมีห่วง เลือดร้อนวัยหนุ่มสุดท้ายก็ว่างเปล่า!
บทที่ 42 - คนในโลกล้วนมีห่วง เลือดร้อนวัยหนุ่มสุดท้ายก็ว่างเปล่า!
ในเวลานี้
ชีวิตความเป็นอยู่ของเว่ยหงแม้จะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน
แต่เขาก็ยังเป็นแค่คนฆ่าสัตว์ และเพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์ได้ไม่กี่เดือน
ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่ง หรือกำลังภายใน ท่ามกลางเมืองหลวงอันกว้างใหญ่นี้ เว่ยหงยังจัดอยู่ในชนชั้นล่าง
การจะไปงัดข้อกับหัวหน้าหน่วยย่อยของแก๊งกาโลหิตซึ่งๆ หน้า แถมยังเป็นยอดฝีมือที่คาดว่าน่าจะอยู่ระดับขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ ถือเป็นทางเลือกที่โง่เขลาสิ้นดี
"มีความท้าทายสิดี งัดข้อไม่ได้ก็เล่นสกปรกสิวะ!"
"ตอนนี้ข้าอยู่ในที่ลับมันอยู่ในที่แจ้ง ขอแค่รอเวลาอย่างใจเย็น ต้องหาโอกาสจัดการมันได้แน่!"
เว่ยหงยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม พึมพำในใจเงียบๆ
ความแค้นของลุงลู่ต้องชำระ!
ตอนนี้รู้ตัวศัตรูแล้วเขาก็วางใจขึ้นเยอะ ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเวลา
"เจ้าเจ็ด เจ้าไปก่อนเถอะ!" เว่ยหงหยิบถุงเงินโยนให้เด็กหนุ่ม พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เรื่องนี้เกี่ยวพันอันตรายเจ้าอย่ามาข้องแวะให้มากนัก เงินนี่เอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้น้องๆ ซะ"
"พี่หง พี่ดูถูกข้ารึ?" เด็กหนุ่มโกรธจนลุกขึ้นยืน สีหน้าไม่ยอมแพ้ "ลุงลู่ดีกับข้ามาก จะแก้แค้นให้แกทำไมไม่ให้ข้าร่วมด้วย? แล้วพี่ให้เงินข้าทำไม? เห็นข้าเป็นขอทานรึ?"
"อย่าพูดมาก!" เว่ยหงตะคอกใส่อย่างไม่เกรงใจ "ที่บ้านเจ้ายังมีน้องๆ ต้องดูแล คิดถึงพวกเขาบ้างสิ!"
เด็กหนุ่มอ้าปากค้างแล้วเงียบไป
เว่ยหงถอนหายใจแล้วปลอบว่า "เจ้าช่วยข้าหาตัวเจิ้งฝูเซิงจนเจอก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรลากเจ้าเข้ามาเกี่ยวอีก เอาเงินไปตั้งตัวใช้ชีวิตให้ดี ไปเรียนรู้วิชาชีพสักอย่างมาเลี้ยงน้องๆ ไปซะ!"
เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง!
แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วหันหลังเดินจากไป
คนในโลกล้วนมีห่วง เลือดร้อนวัยหนุ่มสุดท้ายก็ว่างเปล่า
เขาอาจจะไม่กลัวตาย แต่จะให้ไม่ห่วงคนทางบ้านก็คงทำไม่ได้
"ไม่ต้องรีบ การล่าเหยื่อต้องใจเย็นๆ" เว่ยหงมองไปที่ถนนด้วยสายตาลึกล้ำ มุมปากยกยิ้มเย็นชา "ต่อให้เจ้าเป็นระดับขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับขัดเกลาโลหิตหรือขัดเกลากระดูก ข้าก็มีเวลาเล่นกับเจ้าได้เรื่อยๆ"
"เดือนหนึ่งไม่ได้ก็ครึ่งปี ครึ่งปีไม่ได้ก็หนึ่งปี หนึ่งปีไม่ได้ก็สามปี สักวันข้าจะบิดหัวเจ้าหลุดจากบ่า"
หลังจากตัดสินใจแน่วแน่!
ตอนนี้เว่ยหงเหลือความกังวลเพียงเรื่องเดียว
เขาจะถูกเจิ้งฝูเซิงเจอตัวก่อนจะได้ลงมือหรือไม่?
ตราบใดที่เว่ยหงไม่ถูกจับได้ เขาก็มีเวลาค่อยๆ สั่งสมกำลัง
รอจนแข็งแกร่งพอค่อยไปจัดการมัน
แต่เจิ้งฝูเซิงย่อมไม่ใช่คนโง่ ทำไมจู่ๆ ถึงมาปักหลักที่เมืองหลวง ทำไมจู่ๆ ถึงเข้าแก๊งกาโลหิต? เป็นไปได้ไหมว่ามันเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติของความขัดแย้งครั้งนี้ และสงสัยว่าการตายของน้องชายมีเบื้องหลัง
การที่ลู่ซานลงมืออย่างกะทันหันทำให้มันตระหนักว่าน้ำในสลัมนั้นลึกนัก
หากมันอยากรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ และตามหาพี่น้องอีกสามคนที่หายไป วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเข้าแก๊งผู้มีอิทธิพล
นั่นหมายความว่า!
ตอนนี้ไม่ใช่แค่เว่ยหงที่กำลังจ้องมันอยู่
เจิ้งฝูเซิงเองก็น่าจะยังไม่วางมือจากเรื่องนี้เช่นกัน
สักวันหนึ่งทั้งสองคนคงต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนนี้จุดชี้เป็นชี้ตายอยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายลงมือก่อน หากมันเจอตัวเว่ยหงกับครอบครัวยายหวังก่อน ผลลัพธ์ย่อมไม่ต้องเดา เจิ้งฝูเซิงคงพาลิ่วล้อแก๊งกาโลหิตมาถล่ม ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วย
"น่าสนใจ น่าสนุกจริงๆ!"
เว่ยหงคิดได้ดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ
แบบนี้เรื่องราวยิ่งกระชั้นชิดเข้ามาอีก
ตอนนี้เหมือนมีดาบแขวนอยู่บนคอตลอดเวลา
บีบให้เขาต้องรีบจัดการ บีบให้ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง
ความรู้สึกนี้ทั้งตึงเครียดทั้งตื่นเต้น ราวกับกำลังเล่นเกมไล่ล่ามนุษย์หมาป่า
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เว่ยหงคิดว่าต้องเตรียมตัวไว้สองทาง
หนึ่งคือรีบเพิ่มความแข็งแกร่ง พยายามหาโอกาสชิงลงมือฆ่าเจิ้งฝูเซิงให้ได้
สองคือเตรียมแผนสำรองเผื่อกรณีเลวร้ายที่สุด หากมันสืบมาถึงตัวเขาได้ก่อน เขาต้องมีความพร้อมที่จะสู้ตาย
"เจิ้งฝูเซิงมาจากบ้านนอกเมืองสวีโจว เรียนมวยวัดมานิดหน่อย ลำบากตรากตรำจนวัยกลางคนถึงเพิ่งจะมีฝีมือระดับขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ อย่างมากแรงแขนก็คงไม่เกินพันสองร้อยชั่ง!"
"ตอนนี้แรงแขนของข้าเกือบเจ็ดร้อยชั่ง เพลงหมัดก็บรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว พอจะฟัดเหวี่ยงกับระดับขัดเกลาผิวหนังขั้นสูงได้บ้าง"
"ความแตกต่างระหว่างข้ากับมันอยู่ที่ความแข็งแกร่งของผิวหนัง พละกำลัง และประสบการณ์ ถ้าหาจังหวะลอบกัดเหมาะๆ บวกกับอาวุธดีๆ สักชิ้นที่เจาะเกราะได้ ตอนนี้ข้าก็อาจจะฆ่ามันได้เหมือนกัน!"
เว่ยหงวิเคราะห์สถานการณ์ พลางล้วงถุงเงินออกมาเดาะเล่นในมือ
เนื่องจากไปรับจ้างเป็นคู่ซ้อมที่สำนักยุทธ์ทุกวัน
พักหลังมานี้เขาเก็บเงินได้ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับงานขึ้นบ้านใหม่คราวก่อน
ตอนนี้เงินในกระเป๋าคือเงินใส่ซองจากแขกเหรื่อ!
แขกแปดโต๊ะส่วนใหญ่ฐานะยากจน มีแค่หลินเหวยเซิง หวังต้าจื้อและคนอื่นไม่กี่คนที่ใส่ซองหนักหน่อย รวมๆ แล้วมีอยู่ราวเจ็ดแปดตำลึง
"แค่นี้ยังซื้ออาวุธดีๆ ไม่ได้เลย"
เว่ยหงถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม อีกสองวันก็จะถึงวันสิ้นปี
ยังต้องเหลือเงินไว้ซื้อของฉลองปีใหม่อีก
เดี๋ยวนี้จะสั่งทำดาบดีๆ สักเล่มก็ต้องใช้เงินสิบกว่าตำลึง
อาวุธวิเศษที่ตัดเหล็กเหมือนหยวกกล้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ราคาแพงระยับ
ดังนั้นการจะหาอาวุธป้องกันตัวดีๆ สักชิ้นสำหรับเว่ยหงไม่ใช่เรื่องง่าย
สรุปสั้นๆ คือ จน!
"ถึงจะซื้ออาวุธชั้นดีไม่ได้ แต่หาพวกอาวุธปลายแหลมมาใช้ก็น่าจะได้อยู่ อย่างเช่นเหล็กแหลมแหวกนที หรือมีดสั้นไส้ปลา รวบรวมพลังทั้งหมดแทงเข้าจุดเดียวต้องเจาะเข้าแน่"
"แล้วก็ต้องเตรียมยาพิษ ปูนขาว เอาไว้ใช้ในยามคับขัน!"
"ทางที่ดีควรหาที่ซ่อนตัวไว้หลายๆ แห่ง หากสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ยังหนีการตามล่าได้ทัน"
เว่ยหงวางแผนทุกขั้นตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เขาเกิดในสลัมย่อมรู้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกมากมาย
เมื่อต้องทุ่มเทความคิดเพื่อจัดการใครสักคน ย่อมสรรหาวิธีการได้ร้อยแปด!
หลังจากวางแผนเสร็จ เขาก็ลุกเดินจากไป
ที่หน้าประตูบ่อนสี่ทิศ เจิ้งฝูเซิงเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องรับรองที่เว่ยหงเพิ่งนั่งอยู่โดยสัญชาตญาณ
"พี่เจิ้ง มองอะไรหรือครับ?" ลูกน้องคนหนึ่งถามยิ้มๆ
"ไม่มีอะไร!" เจิ้งฝูเซิงข่มความหงุดหงิดในใจ แล้วถามกลับเสียงเข้มว่า "เรื่องที่ให้ไปสืบได้ความหรือยัง?"
"ยังเลยครับ ยากชะมัด!" ลูกน้องยิ้มเจื่อนกระซิบตอบ "แก๊งกาโลหิตเราเพิ่งจะมาเหยียบถิ่นเขตอันเล่อ แถบนี้เมื่อก่อนเป็นถิ่นของแก๊งหัวเสือ ในสลัมคนร้อยพ่อพันแม่ พี่น้องเราไปกันแค่คนสองคนไม่กล้าเข้าไปหรอกครับ พอไปกันเยอะๆ ก็จะโดนแก๊งหัวเสือเขม่นเอา มันลำบากจริงๆ..."
"ไอ้พวกสวะ!"
เจิ้งฝูเซิงแค่นเสียงอย่างรำคาญใจ
เป็นอย่างที่เว่ยหงคาดการณ์ไว้ เขาไม่เคยเลิกตามสืบเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน
น้องชายสามคนหายสาบสูญ
น้องชายอีกคนถูกคนลากรถขนอุจจาระอย่างลู่ซานฆ่าตายอย่างปริศนา เรื่องมันดูทะแม่งๆ เกินไป
พวกเขาไปล่วงเกินใครเข้า? ศัตรูซ่อนอยู่ที่ไหน?
เจิ้งฝูเซิงไม่กล้าคิดมาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้!
เขาทำได้แค่แฝงตัวสืบข่าวอยู่ในเมืองหลวงที่ไม่คุ้นเคยนี้อย่างระมัดระวัง
น่าเสียดายที่เขาเพิ่งมาถึง ยังไม่สามารถคุมลูกน้องให้อยู่หมัด
พวกลูกน้องทำงานเช้าชามเย็นชามไม่ยอมทุ่มเท ทำให้เจิ้งฝูเซิงเจอตัวศัตรูช้ากว่าไปหนึ่งก้าว
[จบแล้ว]