- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 16 - พรสวรรค์ฟ้าประทานกับแรงแขนสองร้อยชั่ง
บทที่ 16 - พรสวรรค์ฟ้าประทานกับแรงแขนสองร้อยชั่ง
บทที่ 16 - พรสวรรค์ฟ้าประทานกับแรงแขนสองร้อยชั่ง
บทที่ 16 - พรสวรรค์ฟ้าประทานกับแรงแขนสองร้อยชั่ง
เงินที่เพิ่งขายปลาได้มายังไม่ทันจะอุ่นกระเป๋า
เผลอแป๊บเดียวก็จ่ายออกไปจนเกลี้ยงกระเป๋าเสียแล้ว
ไม่ใช่ว่าเว่ยหงจะเป็นคนใช้เงินมือเติบอะไรหรอกนะ แต่การถือเงินสดไว้ในมือนั้นมันไม่ค่อยอุ่นใจเท่าไหร่
สู้เปลี่ยนมันเป็นเสบียงและของใช้สำหรับหน้าหนาวไม่ได้ แบบนี้ถึงจะปลอดภัยจากการโดนคนเพ่งเล็ง
หลังจากนั้นชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน
นับตั้งแต่เว่ยหงซื้อถ่านก้นเตามาตุนไว้เป็นพันชั่ง ชีวิตความเป็นอยู่ของสองปู่หลานก็ดีขึ้นมากโข
ทุกวันเขาจะตั้งใจทำงานในโรงชำแหละอย่างขยันขันแข็ง พอมีเวลาว่างก็จะทุ่มเทฝึกฝนการยืนม้าและเคล็ดวิชาหายใจ นานๆ ทีก็จะออกไปจับปลามาเป็นรายได้เสริม ทำให้ฐานะทางบ้านเริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้างแล้ว
ในขณะเดียวกันจูซื่อไห่ก็ได้รับเด็กฝึกงานใหม่เข้ามาอีกสองคน
เว่ยหงจึงได้รับหน้าที่คอยสอนงานพวกเด็กใหม่ ทำให้เขาพอจะมีเวลาปลีกตัวไปฝึกวิชาได้มากขึ้น
เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน
เมื่อใกล้จะถึงช่วงปลายเดือนตุลาคม ในที่สุดหลี่ต้าหนิวก็มีข่าวดีมาบอก
"ฮ่าๆๆ สองร้อยชั่งแล้วโว้ย"
"ในที่สุดแขนข้าก็มีแรงยกถึงสองร้อยชั่งแล้ว"
ณ ลานฝึกยุทธ์
หลี่ต้าหนิวยกหินถ่วงน้ำหนักขนาดสองร้อยชั่งขึ้นด้วยมือข้างเดียว
เขารู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นไปหมด คนรอบข้างต่างพากันมองมาด้วยสายตาที่หลากหลายอารมณ์
นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งมือมีดก่อนกำหนด เขาก็แบกรับความกดดันและเพียรพยายามฝึกฝนอย่างหนัก
ในเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนเศษๆ โดยที่ไม่มีเงินซื้อยาสมุนไพรมาบำรุง เขากัดฟันฝึกจนแรงแขนเพิ่มจากร้อยแปดสิบชั่งมาแตะที่สองร้อยชั่งได้สำเร็จ ต้องยอมรับเลยว่าความพยายามของหมอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ
"ยินดีด้วยนะพี่ต้าหนิว" เว่ยหงเดินเข้าไปแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม "คราวนี้พี่ก็ได้เป็นมือมีดอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว แถมยังมีชื่อสังกัดในแก๊งหัวเสืออีก น่าอิจฉาจริงๆ"
"น้องหงเอ็งอย่ามาล้อข้าเล่นเลย ข้าใช้เวลาตั้งเกือบสามปีกว่าจะเข็นตัวเองมาถึงสองร้อยชั่งได้ แต่ถ้าเทียบกับเอ็งแล้วมัน..." พอพูดมาถึงตรงนี้ความดีใจของหลี่ต้าหนิวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความขมขื่น
สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่จุดเดียวกันอีกครั้ง
แววตาที่พวกเขามองเว่ยหงนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
ช่วงหลังมานี้เว่ยหงช่วยหลี่ต้าหนิวเชือดแกะทุกวัน
เฉลี่ยวันหนึ่งก็ปาเข้าไปห้าหกตัว ทำให้เขาได้รับพลังชีวิตราวๆ หกสิบถึงเจ็ดสิบแต้ม
พลังชีวิตเหล่านี้ถูกเติมเข้าไปที่ค่าพลังกายทั้งหมด บวกกับการฝึกยืนม้าเพื่อขัดเกลาร่างกายอย่างหนัก
แรงแขนของเว่ยหงจึงเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงในอัตราวันละเจ็ดถึงแปดชั่ง
ตอนนี้ค่าพลังกายของเขาทะลุหลัก 20 ไปแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาทำแรงแขนแตะสองร้อยชั่งได้ก่อนหลี่ต้าหนิวเสียอีก
แน่นอนว่าเขาไม่ได้เปิดเผยพลังทั้งหมดให้ใครรู้
เขาจงใจแสดงออกว่ามีแรงแค่ร้อยยี่สิบชั่ง แต่แค่นั้นก็ทำเอาคนทั้งโรงชำแหละตกตะลึงจนหนังหัวชา เหล่ามือมีดทั้งหลายต่างพากันสงบปากสงบคำ ไม่กล้าทำตัววางก้ามใส่เขาอีก ทั้งคำพูดคำจาก็ดูให้เกียรติกันมากขึ้น
"คิดไม่ถึงเลยแฮะ ว่าเจ้าหนูเว่ยหงคนนี้จะเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ พวกเราที่ว่าเร็วที่สุดยังใช้เวลาตั้งครึ่งปีกว่าจะได้แรงสองร้อยชั่ง นั่นขนาดยอมเสียเงินกินยาบำรุงนะ แต่เจ้าเด็กนี่กินแค่ข้าวแกงธรรมดาๆ ทำไมแรงถึงเยอะวันเยอะคืนได้ขนาดนี้"
"ใครจะไปรู้ล่ะ มันคงเป็นตัวประหลาดมาเกิดมั้ง ข้าเห็นมันมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เผลอๆ อีกไม่นานคงได้เลื่อนขั้นเป็นมือมีดแน่"
"แม่*ง เอ้ย หรือว่ามันจะแอบไปซื้อยาดีมากินวะ"
"เป็นไปไม่ได้หรอก บ้านมันเคยอยู่สลัมมาก่อน แค่หาข้าวยัดลงท้องยังลำบาก จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อยาบำรุง"
"ปัดโธ่เว้ย ในโลกนี้มันมีอัจฉริยะอยู่จริงดิ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย"
พวกมือมีดต่างจับกลุ่มซุบซิบนินทากันไปต่างๆ นานา
ในน้ำเสียงเหล่านั้นมีทั้งความอิจฉา ริษยา และตาร้อนผ่าว
แต่เว่ยหงกลับไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาพวกนั้นเลย
พรสวรรค์ที่เขาจงใจเผยออกมานิดหน่อยนั้นเพียงพอที่จะข่มขวัญคนพวกนี้ได้แล้ว
ต่อให้พวกนั้นจะอิจฉาแค่ไหน แต่ในที่แจ้งคงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องรังแกเขาแน่ เพราะคงไม่มีใครโง่พอที่จะสร้างศัตรูกับว่าที่จอมยุทธ์ระดับขัดเกลาผิวหนังในอนาคต
"ฟู่ว"
"ฮ่า"
เว่ยหงรวบรวมสมาธิกลับมาจดจ่อกับการฝึกฝน
เขาถอดเสื้อเปลือยท่อนบนหมอบราบไปกับพื้น กล้ามเนื้อทุกส่วนสั่นระริก การหายใจเข้าออกแต่ละครั้งดังกึกก้องประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง เขาค่อยๆ ขัดเกลาร่างกายทุกส่วนอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเดือนก่อนเขายังเป็นแค่เด็กหนุ่มผอมแห้งแรงน้อย แต่ด้วยการฝึกยืนม้าและกินเนื้อสัตว์อย่างเต็มที่ ตอนนี้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งราวกับหล่อหลอมขึ้นมาจากเหล็กกล้า
ไม่ใช่แค่ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นผิดหูผิดตา
แต่กล้ามหน้าท้องยังขึ้นเป็นลูกๆ ชัดเจน
กล้ามเนื้อทุกมัดดูสวยงามชัดเจน เวลาเกร็งรับแรงมันจะแข็งแกร่งดุจเหล็กไหล
เมื่อต้องแสงสะท้อนจากหยาดเหงื่อ รูปร่างของเขาดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามแห่งพละกำลัง
"ต้าหนิว คุยกันหน่อยสิ"
หวังต้าจื้อกับจ้าวอี้ชางเดินขนาบข้างเข้ามาหา
สีหน้าของทั้งคู่ดูเคร่งเครียดจริงจังกว่าปกติ
หลี่ต้าหนิวเห็นท่าไม่ดีก็เริ่มใจคอไม่ดี แววตาเต็มไปด้วยความลังเล
ทั้งสามคนเดินเลี่ยงไปคุยกันมุมหนึ่ง
เว่ยหงด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงแอบฟังมาได้นิดหน่อย แต่น่าเสียดายที่จับใจความได้ไม่ครบถ้วน
ไม่นานนักการสนทนาก็จบลง
หวังต้าจื้อกับจ้าวอี้ชางส่งสายตาข่มขู่ทิ้งท้าย ก่อนจะตบไหล่หลี่ต้าหนิวแล้วเดินจากไป ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนปาดเหงื่อเย็นๆ อยู่ตรงนั้น
"พี่ต้าหนิว มีเรื่องอะไรเหรอ" เว่ยหงถามด้วยความสงสัย
"เฮ้อ" หลี่ต้าหนิวถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม "ก็เรื่องเลือกข้างนั่นแหละ"
"หืม"
พอได้ยินแบบนั้นเว่ยหงก็พอจะเดาเรื่องราวได้บ้าง
โรงชำแหละแห่งนี้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่อผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นมหาศาล
ฉากหน้าใครๆ ก็รู้ว่าหัวหน้าใหญ่จูซื่อไห่มีแก๊งหัวเสือหนุนหลัง
ในโรงชำแหละนี้เขาดูเหมือนจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ชี้เป็นชี้ตายได้ทุกเรื่อง
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
รองหัวหน้าคนที่สองกับรองหัวหน้าคนที่สามนั้นแบ่งหน้าที่กันชัดเจน คนหนึ่งคุมการจัดซื้อ คนหนึ่งคุมการขนส่ง ทั้งคู่ต่างก็มีมือมีดในสังกัดของตัวเองอยู่ประมาณเจ็ดแปดคน
เมื่อมีมือมีดหน้าใหม่เข้ามา ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกบีบให้เลือกข้าง
"ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีการแก่งแย่ง" เว่ยหงรำพึงในใจ "โรงชำแหละเล็กๆ แค่นี้ นอกจากจะพัวพันกับแก๊งนักเลงแล้ว ยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเล่นเกมการเมืองกันอีก คิดดูแล้วก็น่าขำสิ้นดี"
หลี่ต้าหนิวเห็นสีหน้าของเว่ยหงเปลี่ยนไปมา จึงพูดระบายความในใจต่อ "เอ็งอาจจะยังไม่รู้ รองหัวหน้าสามนั้นยอมก้มหัวให้หัวหน้าใหญ่มาตลอด แต่รองหัวหน้าสองนั้นแอบไปซบผู้ช่วยหัวหน้าหอแห่งโถงคุณธรรมของแก๊งหัวเสือ ลับหลังนี่กอบโกยผลประโยชน์ไปไม่น้อยเลย"
"ช่วงก่อนหน้านี้ที่ลู่คังกับเจียงขุยตายโหงไป ทำให้คนของหัวหน้าใหญ่ลดน้อยลง รองหัวหน้าสองเลยยิ่งได้ใจ ทำอะไรกร่างขึ้นกว่าเดิมเยอะ"
"ทีนี้ข้าก็ต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งไหน ซึ่งสุดท้ายมันก็ต้องไปขัดใจอีกฝั่งอยู่ดี ข้าเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน"
เว่ยหงได้ฟังก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดทีเล่นทีจริง "ขัดใจก็ขัดใจไปสิพี่ พวกเขาคงไม่ถึงกับจะฆ่าแกงพี่หรอกมั้ง"
"ฆ่าน่ะคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก" หลี่ต้าหนิวลดเสียงลงกระซิบ "แต่มันเกี่ยวพันกับสวัสดิการของพวกเราในวันข้างหน้า"
"สวัสดิการเหรอ ก็แค่เงินโบนัสตอนเทศกาลกับเงินเดือนสามตำลึงไม่ใช่เหรอ" เว่ยหงทำหน้าแปลกใจ
"มันมีมากกว่านั้นเยอะ" หลี่ต้าหนิวเบ้ปากพลางแค่นหัวเราะ "ถ้าเลือกอยู่กับรองหัวหน้าสอง ก็ต้องออกไปรับหมูขนของนอกเมืองทุกวัน ถึงจะเสี่ยงอันตรายหน่อยแต่ก็หากินตุกติกได้ แอบโกงตาชั่งนิดๆ หน่อยๆ ก็รวยเละแล้ว เอ็งคิดว่าทำไมไอ้หวังต้าจื้อถึงได้กร่างนักล่ะ"
"แต่ถ้าเลือกอยู่กับรองหัวหน้าสาม ก็จะได้ทำงานเชือดหมูส่งของอยู่ในร้าน ปลอดภัยกว่าก็จริงแต่เหนื่อยสายตัวแทบขาด แถมไม่มีรายได้พิเศษอะไรเลย มีดีแค่อย่างเดียวคือได้สิทธิ์ซื้อโอสถลับขัดผิวครึ่งราคาเดือนละสองชุด"
"โอสถลับขัดผิว"
ดวงตาของเว่ยหงเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารู้สึกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างจัง