- หน้าแรก
- ฮ่องเต้หุ่นเชิด ระบบเสกกองทัพถล่มวัง
- บทที่ 26 - เจ้าลองตีดูสิ
บทที่ 26 - เจ้าลองตีดูสิ
บทที่ 26 - เจ้าลองตีดูสิ
บทที่ 26 - เจ้าลองตีดูสิ
เพียงแต่พวกมันหารู้ไม่
ในชั่วพริบตาที่ทูตแคว้นต้าหยวนก้าวขาออกจากประตู เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็ได้ถอนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบและมุ่งหน้ากลับสู่วังหลวงทันที
คนผู้นี้คือสมาชิกของหน่วยองครักษ์เงา
โจวหยวนมิใช่คนเขลา ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าราชครูจะต้องก่อเรื่องแน่ แล้วเขาจะนิ่งดูดายได้อย่างไร
มิใช่แค่จวนราชครูเท่านั้น แม้แต่จวนแม่ทัพใหญ่เองก็มีองครักษ์เงาคอยจับตาดูอยู่ด้วยตนเองเช่นกัน
ณ ห้องทรงพระอักษร องครักษ์เงาคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น
"ราชครูได้พบปะกับทูตแคว้นต้าหยวน และอาหยวนต๋าได้เดินทางเข้ามาในต้าเฉียนแล้วหรือ"
โจวหยวนพึมพำกับตัวเอง
น่าเสียดายที่ทูตแคว้นต้าหยวนมีฝีมือไม่ธรรมดา องครักษ์เงาจึงมิอาจเข้าใกล้ได้มากนัก ทำให้ข่าวสารที่ได้มายังไม่ชัดเจน
แต่ถึงกระนั้น เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เขาคาดเดาบางสิ่งได้แล้ว
เขาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า หากไจ่ไทเฮาสิ้นชีพไป ไจ่เฟยเฉินจะต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่
เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่า ไจ่เฟยเฉินจะกล้าสมคบคิดกับศัตรูภายนอก
แถมเซียนกระบี่ระดับสองยังลอบเข้ามาในต้าเฉียนแล้วด้วย เพียงแต่ยังไม่แน่ชัดว่าเดินทางมาถึงเมืองหลวงเฉียนหยวนหรือยัง
โจวหยวนไม่ได้คิดจะลงมือโจมตีก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
ศึกเมื่อวานนี้ทำให้ฝ่ายเขาเจ็บหนักไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นเว่ยกงกงหรือสองพ่อลูกตระกูลซือถู ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากศึกครั้งนั้น
การออกว่าราชการเช้านี้ก็เป็นเพียงการฝืนสังขารเพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้เท่านั้น
หากต้องรับมือกับยอดยุทธ์ระดับสองในเวลานี้ เกรงว่าจะเกินกำลังไปหน่อย อีกทั้งในจวนราชครูเองก็อาจจะมียอดฝีมือซ่อนอยู่อีก
ดังนั้นเขาจึงต้องถ่วงเวลา
ขอเพียงยื้อเวลาจนทุกคนรักษาอาการบาดเจ็บหายดี หรือรอให้อวี่เหวินเฉิงตูเดินทางกลับมา เมื่อนั้นสถานการณ์ทุกอย่างจะตกอยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์!
"จับตาดูต่อไป"
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง โจวหยวนก็สั่งการต่อ
"ส่งคนไปเพิ่มอีก ข้างกายข้ามีคนคุ้มกันสองคนก็เพียงพอแล้ว"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
แต่ด้วยพลังระดับสี่ของโจวหยวน เขายังคงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบา แสดงว่ามีคนออกไปแล้ว
เมื่อห้องทรงพระอักษรไร้ผู้คน สีหน้าของโจวหยวนก็เคร่งขรึมลง
เจ้าสุนัขแก่นั่น ลงมือรวดเร็วจริงนะ
เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
【ผู้ครอบครอง โจวหยวน】 【สถานะ ฮ่องเต้ต้าเฉียน】 【ระดับ ระดับ 4 ขั้นกลาง】 【วรยุทธ์ หมัดเฉียนหยวน กระบี่ฉางชิง】 【แต้มบารมีจักรพรรดิ 8356】 【ตัวละครในสังกัด ต้าเถียฉุย อวี่เหวินเฉิงตู หนิงเอ๋อเหมย】 【กองกำลังในสังกัด กองทัพเกราะทมิฬ 2876 นาย ทหารต้าจี่ 1264 นาย องครักษ์เงา 8 นาย กองทหารม้าหู่เป้า 87 นาย】
กองทัพเกราะทมิฬ ทหารต้าจี่ และองครักษ์เงา ต่างก็มีความสูญเสียเกิดขึ้น
แต่แต้มบารมีจักรพรรดินั้น พุ่งสูงถึงแปดพันกว่าแต้มแล้ว!
นี่ผ่านไปเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เมื่อคืนได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับเมืองหลวงเฉียนหยวนแห่งนี้อย่างแท้จริง
และอัตราการเพิ่มขึ้นของแต้มบารมีก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนหนึ่งอาจมาจากข่าวที่อวี่เหวินเฉิงตูกวาดล้างลัทธิบัวขาว แต่สาเหตุหลักย่อมมาจากการที่เขาสังหารหวังเจิ้นและไทเฮาอย่างแน่นอน
ดูจากสถานการณ์แล้ว แต้มบารมีทะลุหลักหมื่นคงไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นโจวหยวนจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
รอ!
รอให้แต้มบารมีครบหมื่น เขาจะจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบสักรอบ
"เรียกตัวลู่เหวินฮั่นเข้าเฝ้า"
โจวหยวนเอ่ยขึ้น
คนผู้นี้คือขุนนางผู้ภักดีที่ยอมถวายหัว
ขนาดฉางหงหยวนยังไม่กล้าออกหน้าในสถานการณ์เช่นนั้น แต่ลู่เหวินฮั่นกลับกล้ายืนหยัดขึ้นมา
ดังนั้นโจวหยวนจึงตัดสินใจแล้ว
หากลู่เหวินฮั่นมีความสามารถพอใช้ได้ เขาจะปั้นขุนนางผู้นี้ให้รุ่งโรจน์เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
ไม่นานนัก ลู่เหวินฮั่นที่ยังคงมีสีหน้างุนงงก็เดินเข้ามา
"กระหม่อม ลู่เหวินฮั่น ถวายบังคมฝ่าบาท!"
ลู่เหวินฮั่นถวายความเคารพ
"อืม"
โจวหยวนพยักหน้ารับ โดยที่ยังคงก้มหน้าตรวจฎีกาอยู่บนโต๊ะ
ก่อนหน้านี้ ฎีกาเหล่านี้ไม่เคยส่งมาถึงมือเขาเลย ทุกฉบับล้วนต้องผ่านมือหวังเจิ้นก่อนทั้งสิ้น
แต่ตอนนี้เมื่อหวังเจิ้นและไทเฮาถูกกำจัดไปแล้ว ฎีกาเหล่านี้จึงถูกส่งมาถึงที่
ช่วงนี้เขาคงต้องยุ่งไปอีกพักใหญ่
ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวหยวนก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงและบิดขี้เกียจเล็กน้อย
ลู่เหวินฮั่นในตอนนี้ยังคงยืนตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย
แม้ดูจากสีหน้าแล้ว ช่วงที่ผ่านมาเขาคงต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อย
"ใต้เท้าลู่ ช่วงที่ผ่านมาต้องลำบากอยู่ในคุกตุลาการแล้ว"
ลู่เหวินฮั่นรีบกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมทันที
"กระหม่อมไม่ลำบาก การได้จงรักภักดีต่อโอรสสวรรค์คือกิจที่พึงกระทำพ่ะย่ะค่ะ!"
แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังคงยึดมั่นในกฎระเบียบขุนนางอย่างเคร่งครัด ไม่มีการล่วงเกินแม้แต่น้อย
โจวหยวนรู้สึกประทับใจในใจ
ลู่เหวินฮั่นที่เป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะมีพรสวรรค์มากน้อยเพียงใด
ทันใดนั้นเอง
【ผู้ครอบครองสามารถใช้แต้มบารมีจักรพรรดิเพื่อตรวจสอบขุนนางตรงหน้าได้ การตรวจสอบแต่ละครั้งใช้ 1000 แต้ม】
แม่เจ้าโว้ย!
โจวหยวนอุทานในใจ
แพงชะมัด
1000 แต้มบารมี นี่มันมากพอให้เขาสุ่มรางวัลระดับสูงได้เลยนะ
แต่การมีฟังก์ชันนี้ก็ถือเป็นเรื่องดี
ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ใช้ แต่วันหน้าต้องได้ใช้แน่
"ใต้เท้าลู่ ท่านคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับต้าเฉียนในยามนี้คือสิ่งใด"
โจวหยวนเอ่ยปากทดสอบ เขาไม่รู้จักลู่เหวินฮั่นดีพอ หากจะใช้งาน ก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายถนัดด้านใด
ลู่เหวินฮั่นมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ตั้งแต่ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกตุลาการ เขาก็ได้ศึกษาตามสถานการณ์ปัจจุบันมาบ้าง
แม้จะไม่ละเอียดนัก แต่ก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ เขาจึงกล่าวว่า
"กระหม่อมเห็นว่า ต้าเฉียนในยามนี้กำลังโอนเอน เคราะห์ดีที่ได้บารมีของฝ่าบาทกวาดล้างขันทีชั่วหวังเจิ้นและสังหารนางมารร้ายจนราชสำนักสั่นสะเทือน
แต่พระนามของฝ่าบาทนั้นเกริกไกรอยู่เพียงในวังหลวง หาได้แผ่ไปถึงราษฎรไม่
ชาวบ้านรู้เพียงว่ามีราชครูและแม่ทัพใหญ่ แต่หารู้จักพระราชอำนาจของฝ่าบาทไม่
ดังนั้น จึงควรใช้กฎหมายที่เข้มงวด ใช้กฎหมายสร้างความสงบ ใช้การปกครองสร้างความเข้มแข็ง!
เช่นนี้แล้ว พระราชอำนาจของฝ่าบาทจะแผ่ไพศาลสู่ราษฎร
แม้ราษฎรจะมิได้เข้มแข็ง แต่พวกเขาก็คือรากฐานของแผ่นดิน หากทำเช่นนี้ ต้าเฉียนจะแข็งแกร่ง และพระบารมีจะสถิตในใจชน"
ดวงตาของโจวหยวนเป็นประกาย
ลู่เหวินฮั่นผู้นี้ มีดีอยู่เหมือนกันนี่นา
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"ท่านเองก็เคยอยู่ในคุกตุลาการมาหลายวัน ถ้าเช่นนั้น ข้าจะแต่งตั้งท่านเป็นรองเจ้ากรมตุลาการ เป็นผู้ช่วยของจ้าวเหยียน คอยดูแลเรื่องการลงทัณฑ์ ท่านจะมีความมั่นใจหรือไม่"
ได้ยินเช่นนั้น ลู่เหวินฮั่นก็รีบคุกเข่าลงทันที
"กระหม่อม น้อมรับพระราชโองการ!"
ความมั่นใจหรือ
ความทุกข์ทรมานในช่วงที่ผ่านมา นั่นแหละคือความมั่นใจของเขา!
"แต่ทว่าฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลขอพระราชทานสิ่งหนึ่ง"
ลู่เหวินฮั่นก้มศีรษะลงและเอ่ยปากขอ
"ว่ามา!"
"กระหม่อมขอให้ วิญญูชนทำผิดรับโทษเท่าสามัญชน! เชื้อพระวงศ์ก่อเรื่องต้องรับโทษเพิ่มอีกหนึ่งขั้น!"
"อนุญาต"
โจวหยวนพยักหน้า ทุกถ้อยคำของลู่เหวินฮั่น แม้ในสายตาของโจวหยวนจะถือว่าไม่เลว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง
โลกใบนี้มีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่สามารถต่อกรกับกองทัพนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว
การจะให้ยอดคนเช่นนั้นมาเสมอภาคกับชาวบ้านร้านตลาดอย่างสมบูรณ์
อย่าว่าแต่โลกใบนี้เลย ต่อให้เป็นโลกที่ไร้กำลังภายใน ก็ยังเป็นไปได้ยาก
แต่กฎหมาย มันก็ต้องค่อยๆ ปรับปรุงกันไปไม่ใช่หรือ
แม้จะทำไม่ได้ถึงขั้นเสมอภาคอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องทำให้เกิดความยุติธรรมในระดับหนึ่ง
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากโจวหยวน ลู่เหวินฮั่นก็ดีใจเป็นล้นพ้น
จากนั้นเขาก็กราบลาโจวหยวนและหันหลังเดินจากไป
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
เพียงวันรุ่งขึ้น เขาก็เดินทางไปยังกรมตุลาการ
จ้าวเหยียน เจ้ากรมตุลาการทำหน้าบอกบุญไม่รับ แต่ก็จำต้องต้อนรับขับสู้
"ใต้เท้าจ้าว ข้าน้อยขอให้กรมตุลาการจัดสร้างกระบองห้าสี!
ผู้กระทำผิดจะถูกโบยด้วยกระบองห้าสี แบ่งตามประเภท เกษตรกร พ่อค้า บัณฑิต ขุนนาง และ ชนชั้นสูง"
จ้าวเหยียนตกใจ
"ขุนนางกับชนชั้นสูงเจ้าก็กล้าตีรึ"
ขุนนางย่อมหมายถึงผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ส่วนชนชั้นสูงนั้นหมายถึงเชื้อพระวงศ์และผู้มีบารมี
เชื้อพระวงศ์ ญาติพี่น้องฮ่องเต้
ใครจะไปกล้าตีส่งเดช
ลู่เหวินฮั่นเลิกคิ้วขึ้น ประสานมือคารวะไปทางทิศที่ฮ่องเต้ประทับอยู่
"รับราชโองการจากฝ่าบาท วิญญูชนทำผิดรับโทษเท่าสามัญชน เชื้อพระวงศ์ก่อเรื่องต้องรับโทษเพิ่มอีกหนึ่งขั้น!"
มุมปากของจ้าวเหยียนกระตุก
นี่มันบังคับใช้กฎหมายตรงไหน
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
แต่เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ
อย่าเห็นว่าลู่เหวินฮั่นเป็นแค่รองเจ้ากรม แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคือคนโปรดของฮ่องเต้
ส่วนเขาน่ะหรือ
ก็แค่พวกนกสองหัวเท่านั้นเอง
ไม่นานนัก กระบองห้าสีก็ถูกตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
เมื่อได้ยินสรรพคุณของกระบองห้าสี ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนกลับยิ้มอย่างขมขื่น
"เอาเถอะ กระบองห้าสีนี้ คงจะมีสักสามสีที่ต้องหักคามือ"
มีคนหนุ่มถามขึ้น ก็ได้รับคำตอบว่า
"เกษตรกรกับพ่อค้าไร้ปากเสียง กระบองห้าสีนี้ย่อมต้องหวดลงไปแน่ ฝ่าบาทต้องการสร้างบารมี บัณฑิตเหล่านี้แหละคือเป้าหมายของการเชือดไก่ให้ลิงดู
แต่ขุนนางกับชนชั้นสูง เจ้าดูเจ้ากรมตุลาการจ้าวเหยียนสิ จะกล้าตีหรือ
ในกลุ่มคนพวกนั้น มีอยู่ไม่น้อยที่ทำให้เขาต้องก้มหัวเรียกว่าใต้เท้า..."
ชั่วขณะหนึ่ง กระบองห้าสีได้กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน
แต่ลู่เหวินฮั่นที่ได้ยินคำครหาของชาวบ้านกลับไม่ใส่ใจ
จนกระทั่งสามวันต่อมา เกิดเหตุจลาจลขึ้นที่ถนนฝั่งตะวันตก
มีเชื้อพระวงศ์ก่อเรื่อง ฆ่าคนกลางถนน!
เมื่อได้ยินข่าวนี้
ราชครูไจ่เฟยเฉินก็รีบส่งคนไปแจ้งข่าวแก่ลู่เหวินฮั่นทันที
เจ้าแน่มากไม่ใช่หรือ
นั่นคือเชื้อพระวงศ์ เป็นญาติของโอรสสวรรค์
มาสิ เจ้าลองตีดูสิ
[จบแล้ว]