เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - จับกระต่ายขายแลกเงิน

บทที่ 31 - จับกระต่ายขายแลกเงิน

บทที่ 31 - จับกระต่ายขายแลกเงิน


บทที่ 31 - จับกระต่ายขายแลกเงิน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ด้วยตบะระดับลมปราณขั้นสี่ที่มาไล่จับกระต่ายปฐพีแถวนี้ สวีชุนเหนียงแทบจะเรียกว่ารังแกกระต่ายเลยก็ว่าได้

นอกจากเจ้าตัวที่หลุดรอดไปได้หนึ่งหรือสองตัวแล้ว สวีชุนเหนียงก็จับกระต่ายปฐพีระดับลมปราณขั้นสองได้อีกหลายตัว

หลังจากจับเพิ่มได้อีกตัว ถุงผ้าของสวีชุนเหนียงก็แทบจะเต็มแล้ว ด้านในมีกระต่ายปฐพีที่ยังมีชีวิตและดิ้นพล่านอยู่ทั้งหมดหกตัว

นางลองคำนวณดูในใจ กระต่ายหกตัวราคารวมสิบสองก้อนหินปราณ บวกกับที่ได้จากการตลบหลังโจรมาอีกหก รวมแล้ววันนี้แค่วันเดียวนางมีรายได้สูงถึงสิบแปดก้อนหินปราณ

ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันกลับหาเงินได้เท่ากับเบี้ยเลี้ยงศิษย์ถึงหนึ่งปีครึ่ง นี่ขนาดยังไม่ได้นับรวมรายได้ทางอื่นอีกนะ

แต่ทว่าผลตอบแทนย่อมแลกมาด้วยความพยายาม กระต่ายพวกนี้หนีเร็วมาก นางต้องอาศัยวิชาย่างก้าววิญญาณกับวิชาพันธนาการวารี บวกกับระดับพลังที่เหนือกว่ามากถึงจะจับมันได้หกตัว ขั้นตอนการจับก็ไม่ได้เรียกว่าสบายเลยสักนิด

อีกอย่างความอันตรายในเทือกเขาร้อยอสูรนั้นสูงกว่าในสำนักมากนัก

สวีชุนเหนียงเชื่อว่าเหตุการณ์ดักปล้นแบบก่อนหน้านี้ คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอแน่

ตอนที่ไล่จับกระต่าย สวีชุนเหนียงใช้วิชาย่างก้าววิญญาณตลอดเวลาทำให้สิ้นเปลืองพลังปราณไปมากโข

นางจึงหาสถานที่ลับตาคน มัดปากถุงผ้าให้แน่นแล้ววางไว้ข้างตัว ก่อนจะเริ่มดื่มน้ำค้างปราณเพื่อฟื้นฟูพลัง

ในสถานที่อย่างเทือกเขาร้อยอสูรนี้ สวีชุนเหนียงไม่กล้ารอให้พลังหมดเกลี้ยงแล้วค่อยฟื้นฟู

นางไม่มีอาวุธวิญญาณ วิชาคาถาอาคมทุกอย่างล้วนต้องใช้พลังปราณหนุนเสริม ดังนั้นนางย่อมไม่ยอมปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองแบบนั้น

ผ่านไปราวสองก้านธูป สวีชุนเหนียงก็ออกจากสมาธิ พลังปราณของนางฟื้นคืนกลับมาได้แปดส่วนแล้ว

เวลานี้ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ เพิ่งจะผ่านช่วงเที่ยงวันไปได้ไม่นาน

สวีชุนเหนียงหยิบถุงผ้าขึ้นมาเตรียมตัวลงเขา

ในถุงมีกระต่ายถึงหกตัว น้ำหนักจึงไม่ใช่น้อยๆ แถมยังต้องแบกไว้ตลอดเวลา

น้ำหนักขนาดนี้เริ่มส่งผลต่อความคล่องตัวของนางบ้างแล้ว

อาศัยจังหวะช่วงเที่ยงที่คนลงเขายังไม่เยอะรีบกลับตอนนี้เลยดีกว่า

สวีชุนเหนียงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด กระต่ายหกตัวนี้มีมูลค่าถึงสิบสองก้อนหินปราณ ไม่แน่อาจจะมีคนอื่นจ้องตาเป็นมันอยู่

หากมีคนลงมือแย่งชิงจริงๆ นางมั่นใจว่าวิชาย่างก้าววิญญาณจะพานางหนีรอดไปได้ แต่จะรักษากระต่ายในถุงไว้ได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การตัดสินใจของสวีชุนเหนียงถูกต้องมาก ช่วงเวลานี้แทบไม่มีคนเดินลงเขาเลย

นางบังเอิญเจอคนอยู่บ้างไม่กี่คน แต่พอมองเห็นแต่ไกลนางก็จงใจเดินเลี่ยงไปเส้นทางอื่น

เมื่อกลับมาถึงเมืองภูผาเขียว สวีชุนเหนียงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ขากลับจะไม่เจออันตรายอะไร แต่การต้องคอยระแวดระวังภัยตลอดเวลาก็ทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง

ทว่าความเหนื่อยล้านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตเมือง

แค่ของที่ได้มาในวันนี้วันเดียวก็ถือว่าคุ้มทุนแล้ว เทือกเขาร้อยอสูรนี่เป็นขุมทรัพย์จริงๆ!

สวีชุนเหนียงแบกถุงเดินมุ่งหน้าไปยังหอเลิศล้ำ กิจการร้านค้าของสำนักซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอพักเสวียวยาว เพียงแค่เดินข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว

บรรยากาศในเมืองภูผาเขียวยามกลางวันยังคงคึกคัก บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ยังมีผู้ฝึกตนอิสระจำนวนมากปูผ้าแบกะดินขายของ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นของเบ็ดเตล็ดทั่วไป

เมื่อเห็นสวีชุนเหนียงสวมชุดศิษย์สายนอกของสำนักเสวียวยาว เหล่าผู้ฝึกตนอิสระที่เดินผ่านไปมาต่างก็มองด้วยสายตาอิจฉา

สวีชุนเหนียงเริ่มรู้สึกตัวว่า ที่นางถูกดักปล้นทันทีที่ขึ้นเขา นอกจากเหตุผลที่ว่านางเดินทางคนเดียวแล้ว อาจเป็นเพราะชุดที่สวมใส่นี้มันสะดุดตาเกินไป

ถึงอย่างไรศิษย์สำนักต่อให้ตกอับแค่ไหน ก็ยังดูมีภาษีกว่าผู้ฝึกตนอิสระ

หากไม่อยากเป็นเป้าสายตา ทางที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนชุดนี้ออก แล้วปลอมตัวเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ดูยากจนข้นแค้น

สวีชุนเหนียงเดินเข้าไปในหอเลิศล้ำ แสดงป้ายประจำตัวศิษย์พร้อมแจ้งว่ามีของจะขาย จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าไปในห้องรับรองที่ดูเรียบง่าย

"ศิษย์น้องท่านนี้มีของสิ่งใดจะปล่อยหรือ"

หญิงสาวระดับลมปราณขั้นสี่เหลือบมองถุงผ้าด้านหลังนางแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

"ข้าแซ่เหยา เรียกข้าว่าศิษย์พี่เหยาก็ได้ ไม่ทราบว่าศิษย์น้องแซ่อะไร"

"สวัสดีเจ้าค่ะศิษย์พี่เหยา ข้าแซ่สวี เรียกว่าศิษย์น้องสวีก็ได้เจ้าค่ะ"

สวีชุนเหนียงวางถุงผ้าลง แล้วหยิบกระต่ายปฐพีทั้งหกตัวออกมา

"ที่แท้ก็เป็นกระต่ายปฐพีนี่เอง แถมยังเป็นๆ อยู่ด้วย มิน่าล่ะศิษย์น้องสวีถึงต้องแบกไว้ตลอด"

ศิษย์พี่เหยาทำหน้าเข้าใจ ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองสวีชุนเหนียง

การที่ผู้ฝึกตนระดับลมปราณขั้นสามสามารถจับเป็นกระต่ายปฐพีได้เยอะขนาดนี้ ดูท่าศิษย์น้องสวีผู้นี้จะมีดีอยู่พอตัว

(หมายเหตุผู้แปล: นางเอกใช้เคล็ดพรางปราณให้เห็นเป็นขั้น 3 แต่ความจริงคือขั้น 4)

"ราคารับซื้อกระต่ายปฐพีอยู่ที่ตัวละสองก้อนหินปราณ หกตัวก็เป็นเงินสิบสองก้อนหินปราณ"

สวีชุนเหนียงพยักหน้า ราคาตรงกับที่นางรู้มา

"ตกลงเจ้าค่ะ รบกวนศิษย์พี่เหยาด้วย อีกอย่างข้าอยากสอบถามว่าที่นี่มีเสื้อผ้าที่ข้าพอจะใส่ได้ขายไหม ไม่ต้องเป็นเสื้อคลุมวิเศษนะเจ้าคะ เอาแค่เสื้อผ้าธรรมดาก็พอ"

เสื้อคลุมวิเศษนั้นราคาแพงหูฉี่ สวีชุนเหนียงจึงต้องเน้นย้ำไปแบบนั้น

เพราะนางในตอนนี้ไม่มีปัญญาซื้อเสื้อคลุมวิเศษใส่แน่

ศิษย์พี่เหยาส่ายหน้า "หอเลิศล้ำมีขายแต่เสื้อคลุมวิเศษ ไม่มีเสื้อผ้าธรรมดาขายหรอก หากศิษย์น้องอยากได้เสื้อผ้า ลองไปดูที่ร้านขายเสื้อผ้าโดยเฉพาะน่าจะดีกว่า"

หลังจากเดินออกจากหอเลิศล้ำ สวีชุนเหนียงก็เดินไปตามทิศทางที่ศิษย์พี่เหยาบอก ไม่นานก็เจอร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป

กิจการร้านเสื้อผ้าดูเงียบเหงาอยู่บ้าง คนขายเป็นผู้ฝึกตนหญิงวัยกลางคนระดับลมปราณขั้นสอง

พอเห็นว่ามีลูกค้าเข้าร้าน หญิงเจ้าของร้านก็รีบฉีกยิ้มกว้างต้อนรับทันที "แม่นางท่านนี้อยากได้เสื้อผ้าแบบไหนหรือ"

สวีชุนเหนียงสังเกตว่าตั้งแต่มาที่เมืองภูผาเขียวนี้ น้อยคนนักที่จะตัดสินนางจากภายนอก

หรือเป็นเพราะว่าคนทำมาค้าขายพวกนี้ฉลาดเป็นกรด จึงไม่อยากล่วงเกินใครโดยไม่จำเป็น?

สวีชุนเหนียงเพิ่งจะเคยมาเดินตลาดผู้ฝึกตนจึงยังไม่รู้ว่า ตลาดแห่งนี้ก็เหมือนโลกผู้ฝึกตนขนาดย่อ คนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ยาวนานล้วนแต่เป็นคนเขี้ยวลากดินทั้งนั้น

ต่อให้ในใจจะดูถูกอีกฝ่ายแค่ไหน แต่เวลาเจอหน้าก็ต้องยิ้มแย้มไว้ก่อนสามส่วน ไม่กล้าสร้างศัตรูง่ายๆ

เพราะกลัวว่าวันดีคืนดีจะเผลอไปเหยียบตาปลาใครเข้า แล้วโดนศัตรูตามมาคิดบัญชีทีหลัง

สวีชุนเหนียงมองไปที่ชั้นวางสินค้า มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปวางเรียงรายอยู่หลากหลายแบบ ถึงจะไม่ใช่เสื้อคลุมวิเศษแต่วัสดุที่ใช้ตัดเย็บก็ถือว่าไม่เลวเลย

พอเห็นสวีชุนเหนียงจ้องมองชุดคลุมสีดำชุดหนึ่ง เจ้าของร้านหญิงวัยกลางคนก็รีบนำเสนออย่างสุดฤทธิ์

"แม่นางตาถึงจริงๆ เสื้อตัวนี้ตัดเย็บจากขนของสัตว์อสูรแพะทมิฬ นอกจากเนื้อผ้าจะเหนียวทนทาน ให้ความอบอุ่นได้ดีแล้ว ยังเบาสบายระบายอากาศ แถมยังสวยงามอีกด้วย เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของร้านเราเลยนะ"

แพะทมิฬเป็นสัตว์อสูรระดับลมปราณขั้นหนึ่ง นิสัยเชื่อง ขนนุ่มสลวย

มีคนจำนวนหนึ่งเลี้ยงแพะทมิฬไว้เพื่อตัดขนมาทำเสื้อผ้าขายแลกหินปราณ

สวีชุนเหนียงลองหยิบชุดขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู เนื้อผ้าเบาบางอย่างที่เขาว่าจริงๆ

"ตัวนี้ขายยังไงหรือ"

หญิงเจ้าของร้านชูสามนิ้ว "ตัวละสามก้อนหินปราณเท่านั้น"

มุมปากของสวีชุนเหนียงกระตุกเบาๆ แพงเอาเรื่องเหมือนกันนะ เสื้อแค่ตัวเดียวราคาตั้งสามก้อนหินปราณ นางจึงเรียนรู้วิธีต่อราคาได้โดยไม่ต้องมีใครสอน

"ลดหน่อยได้ไหม"

เจ้าของร้านทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง "ร้านเราค้าขายกำไรน้อยนิด สามก้อนหินปราณนี่ก็แทบจะเท่าทุนแล้ว"

เมื่อเห็นสวีชุนเหนียงยังคงลังเล นางจึงรีบพูดต่อทันที

"แต่เห็นว่าแม่นางตัวเล็ก หากซื้อไซส์เล็กสุด ข้าจะคิดราคาพิเศษ สองตัวห้าก้อนหินปราณก็แล้วกัน"

สวีชุนเหนียงลองคิดดู อย่างไรเสียคนเราก็ต้องใส่เสื้อผ้า ซื้อสองตัวประหยัดไปได้หนึ่งก้อนหินปราณเชียวนะ

นางจึงตัดสินใจควักหินปราณห้าก้อนออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเดินออกจากร้านพร้อมเสื้อไซส์เล็กสุดสองชุด

อุตส่าห์ลำบากจับกระต่ายตั้งนานเพิ่งจะได้มาสิบสองก้อนหินปราณ ซื้อเสื้อผ้าสองชุดก็หายวับไปแล้วห้าก้อน...

สวีชุนเหนียงส่ายหน้าด้วยความปวดใจ หินปราณนี่ช่างหามาได้ยากเย็น แต่เวลาใช้กลับรวดเร็วปานสายน้ำไหล

พอกลับถึงห้องพัก สวีชุนเหนียงก็ถอดชุดศิษย์สายนอกออก เปลี่ยนมาสวมชุดใหม่ แล้วเริ่มลงมือกลั่นน้ำค้างปราณ

วันนี้ข้าใช้น้ำค้างปราณไปตั้งแปดขวด ต้องรีบเติมให้เต็มถึงจะดี

หลังจากเติมสต็อกน้ำค้างปราณเสร็จ สวีชุนเหนียงก็หยิบแผนที่ขึ้นมากางดู แล้วตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ไปที่เนินกระต่ายอีกแล้ว

เพราะเป้าหมายหลักของการมาเทือกเขาร้อยอสูรคือการเพิ่มประสบการณ์ต่อสู้จริง การมัวแต่รังแกพวกกระต่ายทึ่มเหล่านั้น นอกจากจะได้หินปราณนิดหน่อยแล้ว ก็ไม่ได้ประโยชน์อย่างอื่นอีก

พรุ่งนี้ ไปที่สันเขาสิงโตขาวก็แล้วกัน!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - จับกระต่ายขายแลกเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว