- หน้าแรก
- ปฐมบทวันสิ้นโลก เริ่มต้นจากฝันร้าย
- บทที่ 4 - อย่างมากก็แค่ไม่หันหลังกลับ
บทที่ 4 - อย่างมากก็แค่ไม่หันหลังกลับ
บทที่ 4 - อย่างมากก็แค่ไม่หันหลังกลับ
บทที่ 4 - อย่างมากก็แค่ไม่หันหลังกลับ
สิ่งที่หลินโม่ก้มลงไปเห็น คือเท้าคู่หนึ่งที่ซีดขาว
ดูเหมือนศพในห้องดับจิตไม่มีผิด
มันยืนอยู่ข้างหลังเขา ระยะห่างไม่เกินหนึ่งฝ่ามือ
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านมาจากด้านหลัง ราวกับมีก้อนน้ำแข็งแนบชิดแผ่นหลัง หลินโม่ถึงกับตัวสั่นสะท้าน
เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน
เขายังคงไม่รู้สึกกลัว แม้จะรู้เต็มอกว่าไอ้ผีร้ายนั่นยืนแนบชิดติดหลังเขาอยู่
สถานการณ์ชัดเจนแล้ว
เจ้าผีเงาขาวซีดตนนี้มีความเร็วสูงมาก สามารถโผล่มายืนซ้อนหลังคนเป็นได้โดยไม่รู้ตัว สงสัยว่าจะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของคนได้ แต่ ณ ตอนนี้ หลินโม่ยังขยับตัวได้ตามใจนึก
พอลองคิดดูดีๆ ทั้งลุงจางและหลิวอิง ต่างก็คลุ้มคลั่งอาละวาดหลังจากถูกหักคอไปแล้วทั้งคู่
เป็นไปได้ว่าต้องตายก่อน ผีตัวนี้ถึงจะควบคุมร่างได้
เรื่องนี้ยังไม่ชัวร์
แต่ที่ชัวร์คือ มันมีข้อห้ามเหมือนกับผีสาวแขวนคอที่ห้ามพูดห้ามกรีดร้อง
นั่นคือ... ห้ามหันหลังกลับไปมอง
ลุงจางหันกลับไปมองตอนเคาะประตู คอเลยหัก
หลิวอิงก็เหมือนกัน
มีตัวอย่างให้เห็นถึงสองคน หลินโม่ย่อมรู้ว่าควรทำอย่างไร
ในโถงทางเดินอันเงียบสงัด หลินโม่ยืนนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับเขยื้อน
เขากำลังรอ
การถูกผีตนนี้เล็งเป้า นอกจากห้ามหันกลับไปมองแล้ว จะมีข้อห้ามอื่นอีกหรือไม่?
อย่างน้อยตอนนี้หลินโม่มั่นใจว่า ตราบใดที่ไม่หันกลับไปมอง เขาก็จะปลอดภัยชั่วคราว
แกไม่ขยับ ฉันก็ไม่ขยับ
วัดความอดทนกันไปเลย
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ความหนาวเหน็บด้านหลังยิ่งทวีความรุนแรง ราวกับจะแทรกซึมผ่านเสื้อผ้า ผิวหนัง เข้าไปถึงกระแสเลือดและกระดูก
ความรู้สึกนี้ทรมานยิ่งนัก
แต่หลินโม่ไม่มีทางเลือก เขาต้องพิสูจน์ให้แน่ใจว่า ถ้าไม่หันหลังกลับ อีกฝ่ายจะทำอะไรเขาไม่ได้จริงหรือไม่?
ตอนนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากชั้นบน
หลินโม่เดาว่าคงมีใครสักคนเสร็จฆาตกรโรคจิตหรือผีร้ายตนใดตนหนึ่งไปอีกราย
ไหนๆ ก็ต้องยืนขาแข็งวัดใจกับผีข้างหลังอยู่แล้ว ว่างๆ หลินโม่เลยเริ่มวิเคราะห์เรื่องราวในคืนนี้อย่างจริงจัง
จากสถานการณ์ตอนนี้ สถานที่ที่เขาอยู่คือโลกแห่งฝันร้ายที่เต็มไปด้วยความพิศวง บ้าคลั่ง และสิ้นหวัง
หลินโม่ไม่มีอารมณ์กลัว ดังนั้นเขาจึงไม่น่าจะฝันร้าย ที่นี่ต้องเป็นความฝันของคนอื่น และเป็นความฝันแบบ ‘เชื่อมโยง’ ที่คนหลายคนสามารถเข้ามาได้
เรื่องนี้หลินโม่ต้องหาทางพิสูจน์ยืนยันอีกที
อีกเรื่องคือ ถ้าตายในฝันนี้ ตัวจริงในโลกความจริงก็น่าจะตายด้วย
คลิปวิดีโอที่แมวน้อยส่งมา เหตุการณ์คนตายปริศนา และคำเตือนของตำรวจ ล้วนเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อนี้
แน่นอนว่าจริงหรือไม่ รอให้ตื่นขึ้นมาก็จะรู้เอง
ดูจากตอนนี้ มีคนตายไปหลายคนแล้ว รวมถึงคนรู้จักอย่างลุงจางและหลิวอิง ถ้าในโลกความเป็นจริงพวกเขากอตายด้วย ข้อสันนิษฐานนี้ก็จะกลายเป็นความจริง
ขณะที่หลินโม่กำลังใช้ความคิด จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครมาตบไหล่
เขาขมวดคิ้ว
ไม่ว่าใครกำลังใช้ความคิดอยู่แล้วโดนขัดจังหวะย่อมต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา
แต่หลินโม่ก็ตั้งสติได้ทันทีว่าโกรธไม่ได้ เขาเข้าใจว่าเจ้าผีข้างหลังคงรอจนหงุดหงิด เลยพยายามล่อลวงให้เขาหันไปมอง
“ต่อให้ตบไหล่ ฉันก็ไม่หันหรอก”
หลินโม่บอกตัวเองในใจ
ดูท่าผีข้างหลังจะโมโหจริงๆ ผ่านไปครู่เดียว มือขนาดใหญ่กว่าคนปกติเป็นเท่าตัว สีขาวซีด ค่อยๆ เอื้อมมาวางแปะบนไหล่หลินโม่
ชั่วพริบตา หลินโม่รู้สึกชาไปครึ่งซีก
ความเย็นยะเยือกแทงลึกเข้าสู่เครื่องใน
พร้อมกันนั้น เหมือนมีตัวอะไรมาเป่าลมรดต้นคอ
คราวนี้หลินโม่ทนไม่ไหวจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่หันหลังกลับ กลับใช้มือฟาดลงไปที่มือผีบนไหล่อย่างแรง
เพี้ยะ!
มือผีขาวซีดชักกลับไปทันที
หลินโม่รีบถูไหล่ข้างที่ชาไร้ความรู้สึกอยู่นานกว่าจะหาย
ผีด้านหลังไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นอีก
แต่หลินโม่รู้ว่ามันยังยืนอยู่ตรงนั้น
“หมายความว่า ฉันขยับตัวได้ หรือแม้แต่... สัมผัสมันได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อห้าม” การกระทำเสี่ยงตายเมื่อครู่ แม้จะอันตราย แต่ก็ได้พิสูจน์บางอย่าง
เขาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและสัมผัสตัวผีได้ในระดับหนึ่ง
ดูๆ ไป ผีข้างหลังนี่ก็งั้นๆ นอกจากห้ามหันไปมองกับตัวเย็นเจี๊ยบแล้ว ก็ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรน่ากลัว
เรื่องห้ามหันหลังแก้ไม่ได้ แต่เรื่องความเย็นแก้ไม่ยาก
หลินโม่ก้าวเท้าเดินกลับเข้าไปในห้องเมื่อครู่
เขาจำได้ว่าในห้องมีตู้เสื้อผ้า
ค้นอยู่สักพัก เขาก็เจอเสื้อโค้ตทหารสีเขียวตัวหนา
สไตล์ย้อนยุค
หลินโม่ไม่รอช้า หยิบมาใส่ทันที
อุ่นขึ้นเยอะ
ผีด้านหลังส่งเสียงประหลาดออกมาเป็นระยะ เห็นชัดว่าพยายามล่อหลอกให้หลินโม่หันไปมองตลอดเวลา แต่หลินโม่ก็ทำหูทวนลม
ตอนเดินผ่านศพลุงจางกับหลิวอิง หลินโม่หยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลากศพทั้งสองเข้าไปในห้อง แล้วจัดการบิดคอพวกเขากลับมาให้เข้าที่
“ขอโทษด้วยนะ ผมทำได้แค่นี้แหละ”
หลินโม่ถอนหายใจ
เขาช่วยลุงจางกับหลิวอิงไม่ได้ ความจริงแล้วถ้าทั้งสองคนเอาชนะความกลัวในใจได้ กลั้นใจไม่หันกลับไปมอง ก็คงไม่ตาย
น่าเสียดายที่ตอนนั้นหลินโม่เองก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์
หลังจากปิดประตูห้อง หลินโม่ในชุดโค้ตทหารสีเขียวตัวโคร่งเริ่มออกสำรวจชั้นสอง
เขาอยากลองหาดูว่ายังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นอีกไหม
เวลานี้ต่อให้มีคนเห็นเขา ก็คงไม่กล้าส่งเสียงทัก คนสวมชุดทหารสีเขียวปิดมิดชิด มีเงาผีร่างยักษ์ยืนซ้อนหลัง แผ่รังสีอำมหิตเย็นยะเยือก ใครเห็นก็ต้องหนีให้ห่าง
ชั้นสองมีห้องพักทั้งหมดแปดห้อง หลินโม่ไล่เคาะดูทีละห้อง
บางห้องว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เฟอร์นิเจอร์
บางห้องมีเฟอร์นิเจอร์ แต่สไตล์และยุคสมัยไม่เหมือนกันเลย
นอกจากนี้ หลินโม่ยังเจอศพอีกหลายศพ ตายด้วยวิธีเดียวกันคือคอหักหมุนรอบ สภาพน่าอนาถเหมือนลุงจางกับหลิวอิง
มีห้องหนึ่งเปิดไม่ได้
ประตูล็อกอยู่
หลินโม่ลองเคาะประตู
ไม่มีเสียงตอบรับ เขาจึงไม่เคาะต่อ
ทันใดนั้น หลินโม่ได้ยินเสียงกริ๊งๆ ดังแว่วมา
เสียงจากเบาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนชัดเจน
วินาทีต่อมา หลินโม่รู้สึกวูบเหมือนตกจากที่สูง สติเลือนรางดำดิ่งสู่ความมืดมิด
เขาลืมตาโพลง พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน ข้างกายมีโทรศัพท์มือถือส่งเสียงดังไม่หยุด
ผ่านไปพักใหญ่กว่าเขาจะตั้งสติได้
“ฉันตื่นแล้ว?”
หยิบมือถือมาดู เป็นเบอร์เจ้าอ้วนที่สตูดิโอ
พอกดรับ เจ้าอ้วนก็ตะโกนลั่นมาตามสาย
“พี่หลิน เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ ทำไมหมู่บ้านพี่โดนปิดล้อมหมดเลย ผมเข้าไม่ได้”
หลินโม่ชะงัก “หมู่บ้านโดนปิด? ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
เขากระโดดลงจากเตียง ก้มมองเท้าตัวเองตามสัญชาตญาณ... ด้านหลังไม่มีผีเท้าซีดตามมา ไม่มีความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลัง
แม้จะรู้ว่าตื่นจากฝันแล้ว แต่หลินโม่ก็ยังไม่กล้าหันหลังกลับทันที เขาเดินไปส่องกระจกดูให้แน่ใจ
ด้านหลังเขาไม่มีอะไร
มองออกไปนอกหน้าต่าง หลินโม่พบว่าภายในหมู่บ้านเงียบสงัดผิดปกติ
ตอนนี้เพิ่งหกโมงเช้ากว่าๆ แต่ปกติเวลานี้ต้องเริ่มมีคนพลุกพล่านแล้ว แต่นี่กลับเงียบกริบ แทบไม่เห็นคนเลย
นานๆ จะเห็นคนเดินผ่านมาสักคน ก็สวมชุดป้องกันเชื้อโรค
ชุดป้องกันเชื้อโรค?
หลินโม่ตระหนักได้ทันทีว่า... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว
[จบแล้ว]