- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 330 - กระดาษและหมึก
330 - กระดาษและหมึก
330 - กระดาษและหมึก
330 - กระดาษและหมึก
"ลองแกะเป็นตัวนูนดูอีกที"
มองตัวอักษรที่เลอะเลือนจนจับกลายเป็นก้อนบนกระดาษ เฟิงหยงขมวดคิ้วกล่าวออกมา
อุดมคติช่างงดงาม แต่ความจริงกลับโหดร้าย
กวนจี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็ลงมือแกะใหม่ คราวนี้แกะเป็นแบบกลับด้าน ตัวอักษรถูกทำให้นูนขึ้นมา จากนั้นก็ทาหมึกอีกครั้ง ก่อนจะกดลงบนกระดาษเพื่อพิมพ์ออกมา
คราวนี้แม้จะดูดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังคงจำกัด
ตัวอักษรยังคงเลือนอยู่ดี แต่พอมองเห็นโครงร่างออกบ้าง พอจะฝืนอ่านได้ว่าคือตัวอะไร
"หมึกไม่ดี"
"กระดาษไม่ดี"
เฟิงหยงกับกวนจี้พูดขึ้นพร้อมกัน พอพูดจบก็สบตากันแล้วหัวเราะออกมา
"ซานเหนียง พูดก่อนเลย" เฟิงหยงกล่าว
"กระดาษนี่ใช้ไม่ได้" กวนจี้ส่ายหน้ากล่าว "เนื้อกระดาษหยาบเกินไป ถ้าจะพิมพ์แบบนี้ต้องทาหมึกให้มากหน่อย แต่กระดาษนี่ดูดซับหมึกเกินไป พอซึมหมึกมากเข้า ตัวอักษรก็กลายเป็นก้อนดำไปหมด"
"เป็นข้าที่คำนวณพลาดเอง" เฟิงหยงพยักหน้ากล่าว "ทั้งกระดาษไม่ดี หมึกก็ไม่ดี"
หมึกในยุคนี้ส่วนใหญ่ทำจากกราไฟต์หรือแร่ธรรมชาติอื่นๆ ความหนืดไม่เพียงพอ คุณภาพก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าเอามาใช้เขียนตัวอักษรก็พอได้อยู่ แต่ถ้าจะเอามาพิมพ์ล่ะก็ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
"แต่เหตุใดตราราชการถึงพิมพ์ได้ชัดเจน?"
เฟิงหยงพึมพำกับตัวเอง หรืออาจจะถามกวนจี้ก็ไม่รู้
"ก็เพราะเขาใช้น้ำมันอย่างไร…" กวนจี้ตอบอย่างไม่คิด
"น้ำมัน?"
เฟิงหยงถึงกับอึ้งไป ก่อนจะตบมือตัวเองแล้วพูดว่า "ใช่แล้ว! น้ำมันผสมหมึก ทำไมข้าถึงลืมคิดถึงสิ่งนี้ไปได้?"
ในภายภาคหน้า เครื่องพิมพ์ก็ต้องใช้น้ำมันผสมหมึกถึงจะพิมพ์ได้ไม่ใช่หรือ?
เฟิงหยงนึกถึงสมัยเรียนประถม โรงเรียนชนบทมีแต่สิ่งอำนวยความสะดวกแบบง่ายๆ เวลาอาจารย์จะจัดสอบเล็กหรือสอบปลายภาค ก็ต้องเขียนข้อสอบลงบนกระดาษไข แล้วค่อยนำไปพิมพ์ออกมา
ทุกอย่างทำด้วยมือ เครื่องจักรเพียงอย่างเดียวก็คือเครื่องพิมพ์แบบมือหมุนรุ่นเก่า
เพียงแค่วางกระดาษไขที่เขียนเสร็จลงบนแผ่นรอง แล้วเอากระดาษเปล่าวางข้างล่าง จากนั้นใช้ลูกกลิ้งจุ่มหมึกน้ำมันแล้วกลิ้งผ่าน กระดาษก็จะถูกพิมพ์ออกมาเป็นข้อสอบ
เครื่องพิมพ์รุ่นเก่านี้ใช้งานง่าย แต่ก็มีข้อเสียมากมาย
ประสิทธิภาพต่ำ อีกทั้งถ้าทาน้ำมันหมึกมากเกินไป กระดาษบางจุดจะกลายเป็นจุดดำๆ จนอ่านข้อสอบไม่ออก แต่ถ้าทาน้อยเกินไป ตัวอักษรบางส่วนก็จะจางจนมองไม่เห็น
ดังนั้นต้องระวังปริมาณหมึกทุกครั้ง
พอขึ้น ป.5 ป.6 เด็กๆ ก็อายุสิบสองแล้ว ครูมักจะเรียกนักเรียนที่เรียนดีไปช่วยพิมพ์ข้อสอบด้วย
เพราะเครื่องพิมพ์มือหมุนใช้งานง่ายแสนง่าย แค่กลิ้งไปกลิ้งมาเท่านั้น
แม้จะซ้ำซากจำเจ แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว มันคือเกียรติยศอย่างยิ่ง
เฟิงหยงตอนนั้นเพราะเรียนดี จึงถูกเรียกไปช่วยครูพิมพ์ข้อสอบทุกครั้ง ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเพื่อนทั้งชั้น
ทุกครั้งหลังพิมพ์เสร็จ มือเขาจะเปื้อนคราบหมึกดำๆ เสมอ
พอลองเช็ดก็สัมผัสได้ว่ามีส่วนผสมของน้ำมันอยู่มาก
และน้ำมันนั้นดูเหมือนยังช่วยลดการซึมซับหมึกของไม้ลงด้วย
เฟิงหยงครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามรื้อฟื้นความรู้เกี่ยวกับหมึกน้ำมันที่เคยอ่านผ่านตามาในภายภาคหน้า
จังหวะนั้นเอง กวนจี้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ได้ยินว่ากระดาษของจั๋วป๋อ เนื้อกระดาษหนาบางเท่ากัน ละเอียดแน่น ถือเป็นกระดาษที่ดีที่สุดในใต้หล้า ส่วนหมึกของจ้งเจียงนั้น สีดำสนิทเป็นมันวาว แม้เวลาผ่านไปก็ไม่ซีดจาง ถือเป็นหมึกที่ดีที่สุดในใต้หล้า ถ้าได้ทั้งสองอย่างมาลองทำดู ผลลัพธ์คงจะดีกว่านี้แน่"
"กระดาษจั๋วป๋อ? หมึกจ้งเจียง?" เฟิงหยงทวนคำด้วยความสงสัย ฟังดูเหมือนเป็นของล้ำค่าไม่น้อย
กวนจี้พยักหน้า พอเห็นสีหน้าของเฟิงหยงก็แอบประหลาดใจอยู่ในใจ คนสองคนนี้ชื่อดังไปทั่วแผ่นดิน แต่ทำไมเขาถึงดูเหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อน
ทว่าเฟิงหยงมีสถานะเป็นศิษย์สำนักใหญ่ การกระทำและข่าวสารของสำนักใหญ่ในสายตาคนนอกก็เหมือนมองมังกรในเมฆ ได้แค่เศษเสี้ยวของความจริง
ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดอะไรไปมากนัก ก่อนจะอธิบายต่อ "จั๋วป๋อชื่อจื่ออี้ เป็นคนซานตง เขาคือช่างทำกระดาษผู้เลื่องชื่อที่สุดรองจากไช่โหว"
"สมัยนั้นไช่หยงผู้เชี่ยวชาญการคัดอักษร ถึงกับบอกว่าหากไม่ใช้พู่กันของจางอี้และกระดาษของจั๋วป๋อ ก็ไม่ยอมเขียนสิ่งใด นั่นแสดงให้เห็นถึงความวิเศษของกระดาษจั๋วป๋อ"
"เดี๋ยวๆ แล้วจางอี้คือใคร?"
ไช่โหวเฟิงหยงพอจะรู้จัก นั่นก็คือไช่หลุนที่พัฒนาทักษะการทำกระดาษจนกลายเป็นหนึ่งในสี่สิ่งประดิษฐ์สำคัญ
แต่กวนจี้พูดถึงชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนอีกแล้ว
"พู่กันของจางอี้ กระดาษของจั๋วป๋อ หมึกของจ้งเจียง สามสิ่งนี้ถูกยกย่องว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับบัณฑิต หากได้ใช้ทั้งสามอย่างพร้อมกันเขียนหนังสือ นั่นคือความใฝ่ฝันของผู้ศึกษาอักษรทั่วแผ่นดิน"
กวนจี้จึงอธิบายอย่างละเอียด "จางอี้นั้นโด่งดังมาตั้งแต่ก่อนใคร และอายุก็มากที่สุด เสียชีวิตไปเมื่อสามสิบปีก่อนแล้ว ทักษะการทำพู่กันของเขาก็สูญหายไปแล้วเช่นกัน แต่ครั้งหนึ่งไช่หยงผู้เลื่องชื่อยังเลือกใช้พู่กันของเขา นั่นแสดงให้เห็นว่าพู่กันนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด"
"ส่วนจั๋วป๋อนั้น บ้างก็ว่าปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ บ้างก็ว่าล่วงลับไปแล้ว จากข่าวลือที่ข้าเคยได้ยิน ต่อให้ยังอยู่ก็คงจะอายุหกสิบกว่าแล้ว กระดาษของเขานั้นผิวเรียบแน่น มีประกายเงาอยู่บนผิว หมึกซึมเข้าไปในเนื้อกระดาษได้ยาก คุณภาพชั้นเลิศนัก"
"ส่วนคนที่อายุน้อยที่สุดก็คือเว่ยตัน ชื่อรองว่าจ้งเจียง เป็นคนกวนจง เชี่ยวชาญการทำหมึก หมึกของเขามีกลิ่นหอม สีดำเข้มสนิท ไม่ซีดจาง อีกทั้งยังมีฝีมือการเขียนพู่กัน และสามารถทำพู่กันได้ด้วย เป็นบุคคลหายากนัก ได้ยินว่าตอนนี้รับราชการอยู่กับเฉาเชาในตำแหน่งหลางจง"
หลางจงเช่นนั้นหรือ? ยศนั้นยังเล็กกว่าข้าเสียอีก
เห็นกวนจี้เอ่ยชื่นชมเว่ยตัน เฟิงหยงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวๆ "ก็แค่ทำหมึกได้ดีเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีอะไร ซานเหนียงคอยดูเถอะ ข้าจะทำกระดาษและหมึกที่ดีที่สุดในใต้หล้าออกมาให้ได้ ไม่เพียงแต่จะเหนือกว่าจั๋วป๋อ แม้แต่เว่ยตันก็ต้องก้มหัวให้ข้า"
กวนจี้ฟังแล้วเห็นว่าเขาแสดงท่าทีเด็กๆ ก็อดยิ้มไม่ได้
เห็นเฟิงหยงทำหน้าบูดบึ้ง กวนจี้ก็เอ่ยปลอบเสียงอ่อน "เรื่องพู่กันและหมึกนั้น เป็นสิ่งที่งดงามยามแผ่นดินสงบสุข แต่ความสามารถของพี่นั้นอยู่ที่การปกครองแผ่นดิน แผ่นดินสงบ พี่ก็ช่วยฮ่องเต้ที่ทรงปัญญาได้ หากแผ่นดินวุ่นวาย พี่ก็ยังสามารถทำให้แผ่นดินร่มเย็นได้ จะไปเทียบกับคนที่มีดีแค่หมึกกับพู่กันได้อย่างไร"
"อีกอย่าง พี่เพิ่งอายุเท่านี้ก็สร้างผลงานได้มากมาย ลองดูเว่ยตันสิ ตอนนี้ก็สี่สิบกว่าแล้ว แต่ก็ได้แค่ตำแหน่งหลางจง จะไปเทียบกับพี่ได้อย่างไร"
อ้อ ที่แท้เว่ยตันก็เป็นคนแก่แล้วนี่เอง
เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิงหยงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
เมื่อเลิกคิดเรื่องเปรียบเทียบ แต่พอเหลือบมองกระดาษบนโต๊ะ เขาก็อดรู้สึกเหมือนถูกความจริงตบหน้ากลับมาไม่ได้
เฟิงหยงจึงสงบจิตใจแล้วขบคิดเรื่องการพิมพ์อย่างจริงจัง
การเกิดขึ้นของการพิมพ์นั้น แยกไม่ออกจากการพัฒนารูปแบบตัวอักษร อย่างอักษรเสี่ยวจ้วนก็เหมาะกับการแกะสลัก ส่วนอักษรลี่ชูนั้นเหมาะกับการเขียน
สำหรับอักษรข่ายชูนั้น กลับเหมาะที่สุดกับการพิมพ์
เขาจำได้ว่าในตำราประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า จงโหยวได้พัฒนาลายอักษรนี้ขึ้นมาจากลี่ชู ซึ่งในตอนนี้ จงโหยวยังมีชีวิตอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะพัฒนาอักษรข่ายชูขึ้นมาแล้ว
แต่เฟิงหยงกลับไม่เคยเห็นใครในดินแดนฮั่นใช้ลายอักษรข่ายชูเลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นจั๋วป๋อ เว่ยตัน หรือจงโหยว ล้วนแต่เป็นคนของเฉาเชาทั้งสิ้น ไม่มีใครเป็นชาวใต้เลยสักคน
จากเรื่องเล็กๆ เห็นถึงเรื่องใหญ่ แผ่นดินเหนือคือศูนย์กลางของใต้หล้า คนเก่งรวมตัวกันอยู่ที่นั่น เป็นสิ่งที่แดนใต้ไม่อาจเทียบได้
…………
วันนี้ไปสนามบินนะครับ กลับมาถ้าไม่ค่ำมากจะลงเพิ่มให้ครับ