- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 328 - วันที่สตรีมีที่ยืนอย่างแท้จริง
328 - วันที่สตรีมีที่ยืนอย่างแท้จริง
328 - วันที่สตรีมีที่ยืนอย่างแท้จริง
328 - วันที่สตรีมีที่ยืนอย่างแท้จริง
ในภายหลังบนโลกอินเตอร์เน็ตกลับเกิดกระแสต่อต้านสามก๊กขึ้นมาอย่างประหลาด โดยถือว่าการบิดเบือนประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ และในบรรดาผู้ที่ถูกกล่าวหามากที่สุดก็คือเจ้าเฒ่าจูเก๋อ
หนึ่งในข้อกล่าวหาก็คือการยกย่องเกินจริง พวกเขาบอกว่าเขาไม่เข้าใจยุทธศาสตร์การทหาร ไม่รู้การวางแผนใดๆ
ผู้ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ต่างยืนยันอย่างมั่นใจว่า ในศึกผาแดงนั้น แม่ทัพใหญ่คือหลิวเป่ย ส่วนเจ้าเฒ่าจูเก๋อไม่เกี่ยวข้องเลย
กระทั่งการที่หลิวเป่ยเข้าสู่สูจง ก็เป็นเพราะคำแนะนำของปังถง(บังทอง) และไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าเฒ่าจูเก๋อแม้แต่น้อย
พวกเขาเลือกที่จะลืม “แผนหลงจง” ที่วางยุทธศาสตร์ครอบคลุมทั้งหมด ตั้งแต่การยึดจิงโจว เข้าครองสูจง รอจังหวะเหมาะเพื่อชิงจงหยวนมาอยู่ในมือ
พวกเขายังเลือกที่จะลืมการที่เจ้าเฒ่าจูเก๋อเพียงลำพังเดินทางไปเกลี้ยกล่อมซุนกวนเพื่อรวมพันธมิตร
ยิ่งไม่พูดถึงเรื่องที่ก่อนปังถงจะเข้าร่วมกับหลิวเป่ย หลิวเป่ยได้ยึดครองจิงโจวและสร้างฐานที่มั่นได้ก็เพราะใคร ทำให้มีทุนรอนที่จะเข้าครองสูจง
พวกเขาเพียงเอาเรื่องที่หลิวเป่ยไปพบกับจิวยี่ และเอาเรื่องที่ปังถงแนะนำให้เข้าครองสูจงมาอ้าง เพื่อยืนยันทฤษฎีที่ตนเองยึดถือ
การกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าการที่แผ่นดินจีนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดสามารถผงาดขึ้นมาได้ ล้วนเป็นเพราะคนรุ่นหลังทุ่มเททำงานหนัก โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการที่ประธานเหมาในศตวรรษที่ยี่สิบได้วางแผนระยะยาวร้อยปี และดำเนินการปฏิรูปเพื่อปูพื้นฐานที่แข็งแกร่งเอาไว้ให้เลย ซึ่งน่าขันนัก
และเมื่อราชวงศ์จิ้นของตระกูลซื่อหม่าได้รวมแผ่นดินสำเร็จ ก็รีบค้นคว้ากลยุทธ์การฝึกทหารและบัญชาการทัพของเจ้าเฒ่าจูเก๋อ นำมาใช้เป็นมาตรฐานสูงสุดของแผ่นดิน แถมยังเก็บตำรากลยุทธ์การศึกของเขาไว้ในวังหลวง แต่ไม่มีใครพูดถึง
ทุกคนต่างพูดว่าหนังสือ “สามก๊ก” ยกย่องเจ้าเฒ่าจูเก๋อเกินจริง แต่ในสายตาของเฟิงหยงแล้ว ความจริงกลับตรงกันข้าม ตำรานั้นกลับเขียนให้ภาพลักษณ์ของเขาเล็กเกินไป
ทั้งๆ ที่เขาคือมหาบุรุษผู้เชี่ยวชาญทั้งยุทธศาสตร์และการบริหาร แต่กลับถูกเขียนให้กลายเป็นเพียงภูตพรายที่ชอบเล่นกลเรียกเทพเล่นเวทมนตร์
ดังนั้น เจ้าเฒ่าจูเก๋อผู้นี้จึงนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะเหนือยุคสมัยอย่างแท้จริง เพียงลำพังแบกรับภารกิจฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นไว้ ทำให้ผู้คนทั้งปวงไม่ว่ามิตรหรือศัตรูล้วนต้องหันมามองด้วยความนับถือ
หลิวเป่ยนั้นโชคดีอย่างยิ่ง นับเป็นบุญวาสนาของฮ่องเต้ เจ้าบ้านนอกเฟิงก็ไม่กล้าหวังถึงโชคชะตาแบบนั้น ขอเพียงอาเหมยมีพรสวรรค์ถึงครึ่งหนึ่งของยอดคนก็พอใจแล้ว
เขาเป็นคนไม่ทะเยอทะยาน และพอใจง่าย
หลังจากบอกให้หลี่มู่เข้าใจถึงขอบเขตและท่าทีของตน เฟิงหยงก็เดินออกจากห้องเล็ก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “ดัง ดัง ดัง” ดังมาจากศาลาเรียนหนังสือ ไกลออกไปก็ได้ยินเสียง “ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด” ของนกหวีดไม้ไผ่จากโรงทอผ้าและไซต์ก่อสร้าง
โรงทอผ้าที่เคยเงียบสงบในฤดูร้อนราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทันที เงาร่างคนเคลื่อนไหวไปมา เสียงพูดคุยดังอื้ออึง
หลี่มู่ที่ตามหลังเฟิงหยงมาก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ที่นี่เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณก็ลุกขึ้นทำงาน เมื่อหยุดก็สงบ แม้แต่สตรีและเด็กยังรู้จักฟังคำสั่ง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพียงส่งสัญญาณครั้งเดียว ทุกคนก็พร้อมจะปฏิบัติตามทันที เรื่องนี้มีนัยยะอะไรหรือไม่”
“จะมีนัยยะอะไรได้” เฟิงหยงเหลือบมองหลี่มู่แล้วตอบ “ก็แค่เพื่อจะได้จัดระเบียบการทำงานให้ดีขึ้นเท่านั้น ที่เฟิงจวงก็เป็นเช่นนี้ ท่านอัครมหาเสนาบดีก็ไม่เคยพูดอะไร”
หลี่มู่เพียงยิ้ม ไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
นางชี้ไปยังไซต์ก่อสร้างใกล้ศาลาเรียนแล้วถามอีก “พี่ใหญ่สร้างเรือนใหม่ตรงนั้น มีใครจะย้ายมาอยู่หรือ”
“นั่นสร้างไว้ให้ข้ากับเอ้อหลางและพวกอีกไม่กี่คนอยู่ ตอนเพิ่งมาถึงหนานเสียงนั้น เวลาคับขัน ถึงแม้ตอนนี้ในเรือนจะมีลานย่อยแยก แต่ก็ต้องเดินเข้าออกประตูเดียวกันทั้งชายและหญิง อยู่ไปนานๆ ก็จะถูกนินทาได้”
“ดังนั้นข้าถึงตั้งใจสร้างเรือนใหม่ไว้สำหรับพวกเรา พอย้ายไปอยู่แล้ว เรือนเก่าก็จะปล่อยให้พวกพวกนางอยู่ จะได้ไม่ลำบากใจกัน”
แต่ก่อนมีเพียงกวนจี้ก็ยังไม่เป็นไร แต่พอตอนนี้มีหวงจี้กับหลี่มู่เพิ่มเข้ามา จะให้ทุกคนเบียดกันอยู่ก็ไม่เหมาะ
ดังนั้นการสร้างเรือนใหม่จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และในอนาคตหากมีใครมาเพิ่มก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่พัก
“แล้วตรงโน้นเล่า ข้าเห็นพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างเกือบใหญ่พอๆ กับลานเรือนที่นี่แล้วนะ”
หลี่มู่ชี้ไปที่ไซต์ก่อสร้างอีกแห่งไม่ไกลออกไป
“นั่นสร้างไว้ให้ทหารเก่าที่เตรียมจะแต่งงาน”
ในฐานะคนบ้านนอกที่มาจากภายหลังอย่างเฟิงหยง การลอกเลียนแนวคิดจากโลกหลังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
เมื่อขาดแคลนคน ก็ต้องกระตุ้นให้มีการมีลูกหลานเพิ่ม
มาตรการกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การจัดพิธีแต่งงานมู่ แต่คือการมอบบ้านให้หนึ่งหลัง
เฟิงหยงจึงตัดสินใจสร้างบ้านแบบลานใหญ่หนึ่งลานมีสิบหลัง แต่ละหลังแบ่งออกเป็นสามห้องใหญ่หนึ่งโถงกลาง ทุกห้องเป็นห้องใหญ่ ไม่มีห้องเล็กห้องรองใดๆ
ในเมื่อมีที่ดินว่างเหลือเฟือ จะสร้างกี่หลังอย่างไรก็ได้ตามใจให้สะใจ
แม้จะรู้ดีว่านิสัยแบบนี้คืออาการของคนเพิ่งรวย แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงก็พอใจนัก
สำหรับทหารเก่าที่จะได้บ้านแบบนี้ นั่นถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านหนึ่งลานยังอยู่รวมกับสหายร่วมรบเก่าได้อีกด้วย นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาเฝ้าฝันถึง
“หรือข่าวลือจะเป็นจริง พี่ใหญ่จะมอบบ้านให้ทาสที่แต่งงานทุกคนจริงๆ หรือ” หลี่มู่ถามด้วยความประหลาดใจ
“แน่นอนว่าสร้างจริง”
เจ้าบ้านนอกเฟิงหัวเราะอย่างภาคภูมิ
ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสยุคที่ราคาบ้านพุ่งสูงลิ่ว ย่อมไม่เข้าใจว่าความฝันที่อยากมีบ้านนั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด
แต่ตอนนี้เมื่อไม่มีความฝันที่หนักอึ้งนั้นแล้ว ในฐานะคนบ้านนอกที่ยังมีคุณธรรม เฟิงหยงจึงตัดสินใจช่วยคนอื่นให้สมหวังบ้าง
แน่นอนว่าฝันนั้นจับต้องได้ แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่
อย่างน้อยเจ้าก็ต้องแต่งงานก่อนใช่หรือไม่
ดูสิ แม้กระทั่งห้องสำหรับบุตรของพวกเจ้า ข้ายังสร้างเผื่อไว้ให้แล้วตั้งสองห้อง ถ้าจะปล่อยว่างไว้ก็เกินไป
ก่อนหลี่มู่จะมาที่นี่ เรื่องนี้ได้ตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นที่นางเคยได้ยินมาจากปากของพวกทาสก็ไม่แปลกที่จะสงสัย
นางมองเฟิงหยงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
การดึงใจผู้คนถึงเพียงนี้ แม้แต่สตรีและเด็กยังเชื่อฟังคำสั่ง ทำทุกอย่างเป็นระเบียบ หรือว่าบุรุษผู้นี้จะทำไปเพื่อแค่จัดการงานเท่านั้นจริงหรือ
ถ้าไม่ใช่ แล้วเขาต้องการสิ่งใดกันแน่
สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือสิ่งที่ตนจะได้จากเรื่องนี้คืออะไร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของหลี่มู่พลันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา เฟิงหมิงเหวินผู้นี้ถึงขั้นพูดคำที่ว่า “สตรีไม่ยอมแพ้บุรุษ” ได้ แสดงว่าที่นี่สตรีก็สามารถมีที่ยืนได้กระนั้นหรือ
ไม่สิ นางได้มีที่ยืนแล้วมิใช่หรือ ตำแหน่งผู้ดูแลโรงทอที่สำคัญที่สุดก็คือตัวนางนี่เอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่มู่ก็เงยหน้ามองเฟิงหยงอีกครั้ง จากนั้นย่อตัวทำความเคารพ “ถึงเวลาเข้าทำงานแล้ว ข้าน้อยขอลาไปโรงทอก่อนเจ้าค่ะ”
“ไปเถิด”
เจ้าบ้านนอกเฟิงถึงแม้จะรู้สึกแปลกใจที่หลี่มู่ทำความเคารพอย่างเป็นทางการเช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้ถึงความคิดในใจของนาง จึงเพียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก
ในใจเขายังชมอีกประโยค ไม่ว่าจะอย่างไร หลี่มู่ก็มีแววจะเป็นผู้นำได้
ถูกตนอบรมไปคราวหนึ่ง แต่ยังสามารถทำงานต่อได้โดยไม่แสดงอาการอะไร ความสามารถในการควบคุมอารมณ์เช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยม
เมื่อพักเที่ยงผ่านไปแล้ว ในฐานะผู้ควบคุมงาน เฟิงหยงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจแอบอู้ เขาตั้งใจไปดูอาการของกวนจี้
เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่านางมีอาการเช่นนี้ พอจู่ๆ เกิดขึ้นก็ทำให้เขารู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
………..