- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 325 - เปลี่ยนอีกแล้ว
325 - เปลี่ยนอีกแล้ว
325 - เปลี่ยนอีกแล้ว
325 - เปลี่ยนอีกแล้ว
เฟิงหยงขมวดคิ้วทันที กฎที่เขาวางไว้ คนข้างล่างก็ต้องทำตาม หากจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องแจ้งเขาก่อนและได้รับอนุญาตจากเขาเสียก่อน
หลี่มู่ไม่น่าใช่คนที่ไม่รู้ความถึงเพียงนี้
“คุณหนูหลี่บอกว่าคราวนี้อาจจะยังไม่ถือว่าได้ผล นางตั้งใจว่าจะเรียนนายท่านทีหลัง อยากให้ลองทดสอบอีกครั้ง”
ไม่คาดคิดเลยว่าอาเหมยที่นิสัยเช่นนั้นจะกล้ามาฟ้อง เฟิงหยงเลยเชื่อไปก่อนบ้างเล็กน้อย กำลังจะถามต่อว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร แต่แล้วคนใช้ก็มารายงานว่าคุณหนูหลี่มาถึงแล้ว
“น้องมาครานี้ หวังว่าจะไม่รบกวนการพักผ่อนของพี่ใหญ่”
หลี่มู่เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้เร็ว จึงเอ่ยเรียกเฟิงหยงว่า “พี่ใหญ่” ตามแบบอย่างคนในบ้าน
โรงทอผ้ามีกฎข้อหนึ่งที่คนภายนอกมองว่าแปลกหรือแม้กระทั่งประหลาด นั่นคือหลังอาหารกลางวันทุกคนต้องพักครึ่งชั่วยาม
เฟิงหลางจวินมีเมตตาต่อคนในเรือนอย่างยิ่ง ถึงกับมีคนภายนอกเรียกว่าเป็นคนฟุ่มเฟือยเสียของ
แต่เฟิงหยงกลับหัวเราะเยาะกับคำครหานั้น หากไม่ให้คนได้กินดีๆ แล้วจะมีแรงทำงานได้อย่างไร
หากไม่ให้คนได้พักผ่อนเพียงพอ แล้วจะมีกำลังใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
ในยุคหลังพิสูจน์มาแล้วว่าการพักกลางวันช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ถูกเรียกว่าฟุ่มเฟือยที่มีเมตตาต่อคนงานก็ยังดีกว่าถูกเรียกว่าคนปากหวานแต่ใจร้ายมิใช่หรือ
“ไม่เป็นไร ข้าเองก็เพิ่งกินเสร็จ”
เฟิงหยงเชิญให้หลี่มู่นั่ง แล้วถามว่า “แม่นางมู่มาเพราะเรื่องใด”
หลี่มู่เหลือบมองอาเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “วันนี้โรงทอผ้าเกิดเรื่องขึ้นเรื่องหนึ่ง น้องไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงมาขอให้พี่ใหญ่ตัดสินให้เจ้าค่ะ”
อืม... เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนี้จะพูดถึงเรื่องเดียวกัน
“เรื่องอะไรหรือ”
“วันนี้มีสตรีหลายคนขึ้นเครื่องทอผ้าเพื่อทอผ้าเพื่อหวังจะได้ขึ้นทะเบียนบ้าน แต่ในนั้นมีคนหนึ่งที่พิเศษอยู่บ้าง แม้จะทอได้ตามจำนวนที่กำหนด แต่น้องอยากให้คนผู้นั้นลองอีกครั้งเจ้าค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่มู่ก็เหลือบมองอาเหมยอีกครั้ง
“เพราะเหตุใด”
เฟิงหยงถามด้วยความสงสัย “นางคนนั้นมีอะไรพิเศษหรือ”
“คนไม่พิเศษ แต่เครื่องทอผ้าพิเศษต่างหาก”
หลี่มู่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม แล้วหันไปมองอาเหมย “ตั้งแต่มาถึงที่นี่ น้องได้ยินคนพูดกันเสมอว่าคุณหนูเหมยมีฝีมือเป็นเลิศ วันนี้ถึงได้เห็นกับตาตนเองเจ้าค่ะ”
เฟิงหยงสะดุ้งในใจแล้วหันไปมองอาเหมย
เห็นนางก้มหน้าลง พูดเสียงแผ่วเบา “ไม่คู่ควรกับคำชมของแม่นางมู่หรอกเจ้าค่ะ”
“น้องไม่เคยเห็นเครื่องปั่นด้ายในโรงทอเช่นนี้มาก่อน ได้ยินมาว่าเกี่ยวข้องกับคุณหนูเหมย ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่เจ้าคะ”
หลี่มู่ถาม
เฟิงหยงพยักหน้า “ใช่ เป็นวิธีที่นางคิดขึ้นมาเอง”
หลี่มู่ยกยิ้มชมเชย “ความคิดของคุณหนูเหมยนั้นหาใครเทียบได้ยากนัก สามารถสร้างเครื่องปั่นด้ายเช่นนั้นขึ้นมาได้ ไม่แปลกเลยที่นางจะสามารถทำเครื่องทอที่แตกต่างออกไปได้อีก”
“หมายความว่าอย่างไร”
เฟิงหยงเริ่มรู้สึกบางอย่างแล้วเอ่ยถาม
“เรื่องเป็นเช่นนี้ วันนี้มีสตรีหลายคนขึ้นเครื่องทอ แต่มีคนหนึ่งใช้เครื่องทอที่แตกต่างจากเครื่องทอทั่วไป ดังนั้นน้องจึงเห็นว่านางควรจะต้องลองอีกครั้ง เพียงแต่...”
หลี่มู่พูดแล้วหยุดเล็กน้อย “เพียงแต่คุณหนูเหมยเหมือนจะเห็นต่างออกไป”
“เครื่องทอแบบใหม่หรือ”
เฟิงหยงพูดพลางมองไปทางอาเหมย
โรงทอผ้าที่รุ่งเรืองได้ทุกวันนี้ นางผู้นี้มีส่วนสำคัญยิ่ง
ด้วยความคิดที่โลดแล่นเหนือสามัญที่สามารถนำโม่หินมาต่อยอดเป็นเครื่องปั่นด้าย จนทำให้ความเร็วในการปั่นด้ายเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ครั้งนั้นหลังจากปรับปรุงเครื่องปั่นด้ายแล้ว เฟิงหยงเคยคิดจะพัฒนาเครื่องทอต่อเนื่อง แต่กลับไม่สำเร็จ หรืออาจพูดได้ว่าทำได้เพียงเล็กน้อย
แม้จะปรับปรุงจุดเล็กน้อยให้มีประสิทธิภาพขึ้นบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน
แต่ฟังจากสิ่งที่หลี่มู่พูด... นางเงียบๆ แบบนี้แท้จริงแล้วกลับไปประดิษฐ์เครื่องทอแบบใหม่ขึ้นมาได้อีกหรือ
“แล้วเครื่องทอนั้นล่ะ ใช้งานได้ดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับเครื่องทอปัจจุบันแล้ว เร็วกว่ากันเท่าใด”
เฟิงหยงรีบถามอย่างกระตือรือร้น
หลี่มู่ที่ตั้งใจมาขอฟังคำตัดสินจากเฟิงหยง กลับคาดไม่ถึงว่าจะถูกถามแบบนี้จนถึงกับงงไปเล็กน้อย นางเล่าว่าปัญหาอยู่ที่คนงาน แต่จู่ๆ กลายเป็นถูกถามว่าเครื่องทอใหม่ดีหรือไม่
“เครื่องทอนั่น น้องยังไม่เคยลงมือใช้งานเอง จึงบอกไม่ได้แน่ชัด” หลี่มู่พูดด้วยน้ำเสียงลังเล “เพียงแต่ผ้าที่ทอออกมานั้นดูเหมือนจะเนื้อแน่นกว่าผ้าที่ทอจากเครื่องทออื่นๆ และดูเรียบเนียนกว่าด้วย”
“เจ้าอธิบายมา” เฟิงหยงชี้ไปที่อาเหมย “เครื่องทอนั้นต่างจากเครื่องทออื่นอย่างไร”
“บ่าวก็แค่อยากให้ผ้าขนแกะเนื้อแน่นขึ้นอีกหน่อย เลยปรับเครื่องทอให้เรียบขึ้น แล้วก็เพิ่มน้ำหนักให้กับฟืมไม้ไผ่เพื่อให้มันกระแทกเส้นพุ่งได้แน่นขึ้น...”
อาเหมยพูดพลางออกท่าทีเหมือนกำลังอธิบายยืดยาว เฟิงหยงตั้งใจฟังอยู่ แต่พอฟังไปก็รู้สึกว่าตนเองไม่เข้าใจสักคำ
เขารู้สึกเหมือนถูกสาวใช้ของตัวเองดูถูกสติปัญญา ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความเขินอายปนขุ่นเคืองทันที ก่อนเอ่ยถาม “เอาเป็นว่า...มันดีกว่าเครื่องทอเดิมหรือไม่”
อาเหมยก้มหน้าลง สีหน้าดูละอาย “ต้องขอโทษนายนายท่านค่ะ บ่าวคิดอยู่ตั้งนานก็ยังปรับไม่ดีนัก ปรับไปปรับมาก็ได้แค่ทำให้เครื่องทอเรียบขึ้นนิดหน่อย จึงทอผ้าได้เร็วขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น”
พูดจบก็รีบเงยหน้าขึ้นมาอธิบาย “ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ต่างจากเครื่องทอเดิมสักเท่าไร ไม่ถือว่าเป็นเครื่องทอใหม่หรอกเจ้าค่ะ”
“ทอได้เร็วขึ้นหน่อย แล้วผ้าก็แน่นขึ้นด้วยหรือ”
เฟิงหยงถามพลางหันไปมองหลี่มู่
หลี่มู่พยักหน้ารับแล้วกล่าวยืนยัน “ดูจากผ้าที่หญิงคนนั้นทอออกมาแล้ว เป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าค่ะ”
“หญิงคนนั้นเป็นคนเผ่าเหลียวหรือ”
เฟิงหยงเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง
“ใช่เจ้าค่ะ... ตอนอยู่หนานจง หมู่บ้านของนางกับหมู่บ้านของบ่าวอยู่ห่างกันเพียงสองลูกเขาเท่านั้น”
ในโรงทอมีสตรีจากหนานจงอยู่หลายคน ไม่นึกเลยว่าจะมีคนบ้านเดียวกันกับอาเหมย แบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
ในยุคสับสนวุ่นวายเช่นนี้ ได้เจอคนบ้านเดียวกันในต่างถิ่นก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
“แล้วเจ้าก็เลยหาทางช่วยนางโกงอย่างนั้นหรือ”
“โกงหรือเจ้าคะ นั่นคืออะไร”
อาเหมยเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“ช่างเถอะ พาข้าไปดูเครื่องทอนั่นหน่อย”
เห็นทีต้องดูด้วยตาตนเองถึงจะชัดเจน เฟิงหยงคิด
แม้อาเหมยจะบอกว่าแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กสาวหัวใสที่คิดหาทางช่วยคนบ้านเดียวกัน จนได้เครื่องทอที่แตกต่างออกมา ถ้าไม่ไปดูให้เห็นกับตา เขาก็ยังวางใจไม่ได้
……………