- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 313 - ความคิดของหลี่ฮุ่ย
313 - ความคิดของหลี่ฮุ่ย
313 - ความคิดของหลี่ฮุ่ย
313 - ความคิดของหลี่ฮุ่ย
เมื่อได้ยินหลี่ฮุ่ยกล่าวเช่นนั้น หวังผิงจึงเอ่ยตอบ “ถ้าท่านผู้ว่าการเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็จะถือวิสาสะสักครั้ง”
หลี่ฮุ่ยพยักหน้าพร้อมกล่าว “คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ”
ในฐานะผู้ภักดีต่ออัครมหาเสนาบดี หลี่ฮุ่ยก็ไม่ได้มีอคติกับหวังผิงซึ่งถูกส่งมาช่วยงานที่นี่
หลี่เอี๋ยนแห่งหยงอัน กับเว่ยเอี๋ยนแห่งฮั่นจง ต่างก็มีผู้ช่วย
(มีคนชื่อเอี๋ยนแบบเยอะ หรือจะเป็นชื่อยอดฮิตในยุคนั้น)
ส่วนตัวเขาที่เป็นผู้ว่าการหนานจงกลับไม่ได้มีใครถูกส่งมาช่วย ทั้งที่ตำแหน่งนี้ควรจะมีผู้ช่วยคนหนึ่งเสมอ เพราะเขาเองก็เป็นคนหนานจงและได้เป็นผู้ว่าการที่หนานจง แต่ตลอดมากลับต้องตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตัวเอง
มองผิวเผินแล้ว ดูราวกับเป็นความไว้วางใจจากทางราชสำนัก ช่างดูสง่างามเหลือเกิน ทว่าลึกๆ กลับซ่อนเร้นภัยไว้มากมาย
พูดกันตามตรง เพราะหนานจงยังอยู่ในสภาพวุ่นวาย ทางราชสำนักจึงไม่อาจแตะต้องเขาได้ แม้แต่จะกดดันเล็กน้อยก็ไม่มี
และถึงแม้ต่อไปจะปราบปรามหนานจงลงได้ เขาก็ย่อมมีความดีความชอบใหญ่หลวง
ดังนั้นตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ตระกูลหลี่แห่งหนานจงก็ยังคงรุ่งเรืองต่อไป
ตราบใดที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าตนตายไปแล้ว ตระกูลหลี่ในหนานจงจะกลายเป็นอย่างไร ในใจของหลี่ฮุ่ยก็ไม่มีคำตอบ
เพราะเขารู้ดีว่าทั้งอัครมหาเสนาบดีและราชสำนักจะไม่มีวันยอมให้หนานจงเกิดตระกูลใหญ่ที่สามารถชี้นิ้วเรียกคนทั้งแผ่นดินอีกครั้ง
การก่อกบฏในหนานจงเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว หากเกิดขึ้นอีกครั้ง แล้วเมื่อใดอัครมหาเสนาบดีจะสามารถรวบรวมกำลังพลเพื่อยกทัพไปเหนือได้เล่า
ดังนั้นเหตุใดแผนการของเฟิงหลางจวินผู้นั้น ที่ถูกผู้คนตำหนิว่าเจ้าเล่ห์ปากหวาน จึงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากอัครมหาเสนาบดี
ก็เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะสามารถตัดรากเหง้าของการก่อกบฏในหนานจง และไม่ให้แผนการยกทัพเหนือของอัครมหาเสนาบดีต้องสะดุด
และในฐานะที่หลี่ฮุ่ยเป็นคนจากหนานจง เขารู้ดีว่าตนยิ่งมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์เพียงใด ก็ยิ่งสะสมภัยให้กับตระกูลมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จำต้องพยายามขยายอิทธิพลของตระกูลออกไปให้กว้างกว่าเดิม
เพราะมีแต่การสร้างรากฐานให้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น วันใดที่เขาตายไปแล้ว บุตรหลานถึงจะสามารถมีชีวิตที่สุขสบาย และมีทุนรอนพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้ยาวนาน
ความรุ่งโรจน์ในวันนี้และความไม่แน่นอนในวันข้างหน้า ล้วนเป็นวังวนแห่งความตายที่ไม่มีที่สิ้นสุด
จนกระทั่งวันหนึ่ง การปรากฏตัวของคนบ้านนอกคนหนึ่ง ทำให้หลี่ฮุ่ยมองเห็นความหวังที่จะทำลายวังวนแห่งความตายนี้
ในเมื่อไม่อาจเป็นตระกูลใหญ่ในหนานจงได้ และก็แทรกตัวเข้าไปในสูไม่ได้ แต่ฮั่นจงนั้นรวมตัวไปด้วยตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจมากมาย จะมีตระกูลหลี่เพิ่มอีกตระกูลหนึ่ง จะเป็นอะไรไปเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นตระกูลใหญ่ในถิ่นทุรกันดารอย่างหนานจง ต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใด จะยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงไหนกัน
ตราบใดที่สามารถหยั่งรากได้ในฮั่นจง หนานจงก็จะเป็นเพียงสาขาหนึ่งเท่านั้น แล้วจะเป็นอะไรไปเล่า
การมาของหวังผิงนั้น ยิ่งทำให้หลี่ฮุ่ยสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่แฝงอยู่ของอัครมหาเสนาบดี
ตำแหน่งผู้บัญชาการที่ไม่มีรองผู้บัญชาการ กับตำแหน่งผู้บัญชาการที่มีรองผู้บัญชาการนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน
หากไม่มีรองผู้บัญชาการ อาจจะบอกได้ว่าราชสำนักไว้ใจ แต่หลี่ฮุ่ยกลับเชื่อมากกว่าว่านั่นคือราชสำนักกำลังระแวดระวังตน
หากมีรองผู้บัญชาการ อาจจะบอกได้ว่าราชสำนักระวังตัว แต่หลี่ฮุ่ยกลับเชื่อมากกว่านั่นคือราชสำนักไว้ใจตน
นี่เป็นตรรกะที่ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น บุตรชายของตนกับบุตรชายของรองผู้บัญชาการคนนั้นเพราะไอ้บ้านนอกนั่น จึงได้สนิทสนมกันราวกับพี่น้อง เรื่องนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์น่าประหลาดเข้าไปอีก
ดังนั้นเมื่อมองโดยรวมแล้ว การที่หวังผิงมาทำหน้าที่รองผู้บัญชาการนี้ หลี่ฮุ่ยก็ยินดีต้อนรับ เพราะมันดีกว่าการให้คนอื่นมาทำตำแหน่งนี้มากนัก
“จริงสิ ท่านพ่อ เมื่อครู่ลูกเห็น...” หลี่อี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เหมือนจะเป็นคนตระกูลเมิ่ง...”
ตระกูลหลี่และตระกูลเมิ่งต่างก็เป็นตระกูลใหญ่ในหนานจง ทั้งสองตระกูลย่อมเคยติดต่อกันมานักต่อนัก ดังนั้นที่หลี่อี้จะจำเมิ่งเอี๋ยนได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลี่ฮุ่ยพยักหน้าเอ่ย “เจ้ามองไม่ผิดหรอก นั่นเป็นคนตระกูลเมิ่งจริงๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลี่อี้ก็เปลี่ยนไปทันที เขาเหลือบมองหวังผิงหนึ่งครั้ง แล้วก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา “คนตระกูลเมิ่งมาหาท่านพ่อ หรือว่าทางใต้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว”
หลี่ฮุ่ยมองบุตรชายด้วยสายตาชื่นชม บุตรชายคนนี้หัวคิดว่องไวเป็นสิ่งที่เขาชื่นชมมากที่สุด
“จะว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่เชิง” หลี่ฮุ่ยไม่เคยหวงการสั่งสอนบุตรชายคนนี้ “ก็แค่จิตใจของผู้คนเริ่มไม่มั่นคงแล้วเท่านั้น”
เอ่ยจบใบหน้าของเขาก็เผยความนับถือออกมา “อัครมหาเสนาบดีให้กองกำลังประชาชนเคลื่อนพลลงใต้ กลยุทธ์นี้ช่างแยบยลนัก เมิ่งเอี๋ยนผู้นั้นไม่เพียงแต่เป็นคนที่มองการณ์ไกล ยังไม่เสียทีที่ถูกขนานนามว่าเป็นพยัคฆ์แห่งตระกูลเมิ่ง กล้าถึงเพียงพาบุคคลอารักขามาไม่กี่คนตรงมาที่ผิงอี๋”
“เขามาที่นี่เพื่อสิ่งใด”
หลี่อี้นึกถึงบางสิ่ง แต่ก็ไม่กล้าจะเชื่อ
“ยังจะเพื่อสิ่งใดอีก ก็เพื่อมาสวามิภักดิ์น่ะสิ”
เมื่อหลี่ฮุ่ยเอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มไว้ได้
“แต่เมิ่งฮวานั้นเป็นหนึ่งในผู้นำกบฏไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยอมสวามิภักดิ์ง่ายดายนักล่ะ”
หลี่อี้อุทานขึ้น
หลี่ฮุ่ยส่ายหน้า “ไม่ใช่เมิ่งฮวา เป็นเพียงเมิ่งเอี๋ยนเท่านั้น ข้าดูแล้ว เมิ่งฮวานั้นคงไม่อาจเทียบได้กับลูกพี่ลูกน้องของเขา เมิ่งเอี๋ยนผู้นี้ห่วงใยตระกูลของตน ราวกับนักปราชญ์ชาวฮั่นที่ห่วงใยราษฎรทั่วแผ่นดิน เป็นบุคคลที่หายากยิ่ง”
“อีกทั้งเขายังมีทั้งความกล้าหาญและปรีชาสามารถ นับได้ว่าเป็นบุรุษผู้กล้าของชนเผ่าอี”
เอ่ยจบก็พยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดของตน “นับว่าโชคดีที่เขามาสวามิภักดิ์ด้วยตนเอง มิเช่นนั้น เมื่อถึงเวลาปราบปรามหนานจง เขาคงจะเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก”
“ท่านพ่อไม่กลัวหรือว่าเขาจะสวามิภักดิ์ลวง”
หลี่อี้ถาม
หลี่ฮุ่ยได้ยินก็หันไปมองบุตรชาย ก่อนย้อนถาม “ถ้าเป็นการสวามิภักดิ์ลวง เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี”
หลี่อี้เข้าใจว่าท่านพ่อกำลังทดสอบตน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วราวกับนึกออก จึงยิ้มออกมา “กลยุทธ์ทั้งปวง ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานของกำลัง แม้เขาจะสวามิภักดิ์ลวง แต่ด้วยกองทัพหนานจงที่แตกแยกไร้เอกภาพเหล่านั้น จะมีปัญญาต้านทานกองทัพฮั่นได้หรือ”
“อืม? คำพูดนี้มีเหตุผลอยู่มาก” หลี่ฮุ่ยพยักหน้าชื่นชม “สองกองทัพประจัญบาน ใช้ความมั่นคงเป็นหลัก ใช้ความแปลกเพื่อชัยชนะ หากไร้ความมั่นคง จะใช้เพียงความแปลกประหลาดแล้วสำเร็จได้อย่างไร ไม่คาดคิดเลยว่าการอ่านตำราพิชัยสงครามของเจ้าจะทำให้เจ้ามีความเข้าใจเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำชมจากท่านพ่อ หลี่อี้ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“เรียนท่านพ่อ ตอนที่ลูกอยู่ในฮั่นจง เพราะเรื่องแบบจำลองทราย ลูกเคยถามความเห็นของพี่ใหญ่ต่อศึกหนานจง คำพูดนี้เป็นสิ่งที่พี่ใหญ่บอกกับลูก”
“อ้อ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเคยถามความเห็นของเฟิงหลางจวินต่อศึกหนานจง แล้วเขาว่าอย่างไรกับเจ้าเล่า”
หลี่ฮุ่ยสนใจเฟิงหยงผู้นี้มาก ทั้งที่ไม่เคยพบหน้า แต่กลับกลายเป็นพี่ชายของบุตรชายตนอย่างไร้สาเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นในใจเขายังมีไมตรีต่อเฟิงหยงอยู่ไม่น้อย
ตระกูลหลี่ในหนานจง หากหวังจะคงอยู่ได้อีกสองรุ่นโดยไม่ล่มสลาย เฟิงหลางจวินผู้นี้ก็มีส่วนช่วยอยู่ไม่น้อย
ส่วนหลังจากสองรุ่นนั้นไปแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของบุตรหลานเอง
ดังนั้นที่เขายอมให้หลี่อี้เรียกหวังผิงว่าลุง ก็มาจากเหตุผลที่เฟิงหยงเป็นคนแนะนำหวังผิงต่ออัครมหาเสนาบดี และอัครมหาเสนาบดีจึงส่งหวังผิงมาที่หนานจง
“พี่ชายบอกว่า กองทัพกบฏหนานจงนั้นมีกำลังไม่ถึงหมื่น แต่กลับแบ่งเป็นสี่กลุ่ม ใจไม่เป็นหนึ่งเดียว อาวุธก็ไม่แข็งแกร่ง สิ่งที่พวกเขาได้เปรียบก็เพียงแค่การชำนาญพื้นที่เท่านั้น”
“แต่เมื่อมีแบบจำลองทรายแล้ว ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็จะหายไป และเมื่อกองทัพใหญ่ของราชสำนักยกลงใต้ก็จะกวาดล้างได้อย่างง่ายดาย”
หืม? แบบจำลองทราย?!
หลี่ฮุ่ยชะงักไป ก่อนจะลูบเคราพยักหน้า เหมือนเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่อี้ แต่ในใจกลับตกตะลึงไม่น้อย
กองกำลังประชาชนที่ถูกส่งลงใต้นอกจากเพื่อกวาดต้อนผู้คน อีกหนึ่งหน้าที่ก็เพื่อสำรวจภูมิประเทศเพื่อทำแบบจำลองทรายมิใช่หรือ
เรื่องนี้...หรือว่าจะเป็นแผนการของเฟิงหลางจวินผู้นั้นด้วยเช่นกัน
เด็กคนนี้...หรือว่าจะเป็นอัจฉริยะตัวจริงกันแน่
สำนักภูเขาสำหรับข้าก็เคยได้ยินเพียงเรื่องเล่ามาตลอด ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ข้าก็จะเจอกับสำนักภูเขาในตำนานแล้ว ดูท่าข้าคงต้องผ่านทัณฑ์นี้ไปให้ได้สินะ ช่วงนี้คงต้องใช้เวลาใคร่ครวญสักหน่อยแล้ว
…………………