- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 269 - บุตรแห่งเผ่าเซียนเปยแห่งทุ่งเหนือ
269 - บุตรแห่งเผ่าเซียนเปยแห่งทุ่งเหนือ
269 - บุตรแห่งเผ่าเซียนเปยแห่งทุ่งเหนือ
269 - บุตรแห่งเผ่าเซียนเปยแห่งทุ่งเหนือ
หัวหน้าชาวเผ่าคนนั้นถูกถีบจนร่วงจากหลังม้า หมวกผ้าสักหลาดบนศีรษะก็หล่นลง เฟิงหยงเห็นเส้นผมสีทองของเขาโผล่ออกมา ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
เพียงเห็นดวงตาของชาวเผ่าคนนั้นเต็มไปด้วยความอับอายและโกรธแค้น เขาตะโกนคำพูดบางอย่างที่ไม่มีใครฟังออก ก่อนจะพุ่งตรงเข้าใส่กวนจี้
ชาวเผ่าคนอื่นที่ตามมาด้านหลังก็ถูกเหตุการณ์กะทันหันนี้ทำให้ตกใจ จนเผลอจะชักอาวุธออกมา
เฟิงหยงตะโกนเสียงดัง “เอ้อหลางจับตาดูพวกมันให้ดี ใครกล้าขยับก็ฟันมันทิ้งซะ”
ทหารม้าที่ไร้ความเร็ว เมื่อยืนอยู่กับที่ก็ไม่ต่างจากเป้าซ้อมมือ ห่างไกลจากความคล่องแคล่วของทหารราบที่ยืนบนพื้นดิน
“น้องรู้แล้ว”
จ้าวควงตาวาวเป็นประกาย เขารีบรับคันเกาทัณฑ์ยาวจากทหารในกองพล แล้วขึ้นสายประจำลูกเกาทัณฑ์ ถือพร้อมยิง จ้องมองชาวเผ่าที่อยู่บนหลังม้าด้วยสายตาอาฆาต หากมีใครชักอาวุธขึ้นมา เขาจะลงมือก่อนทันที
ไม่รู้ว่าเพราะแรงกดดันจากฝั่งจ้าวควง หรือเพราะเห็นว่ามีเพียงกวนจี้ที่ลงมือ ชาวเผ่าพวกนั้นจึงยังคงยืนนิ่งไม่กล้าลงมือ
ดังนั้นทุกสายตาที่อยู่ในที่นั้นจึงจับจ้องไปที่หัวหน้าชาวเผ่าที่พุ่งเข้าหากวนจี้
วิทยายุทธ์ของกวนจี้ ถึงแม้ในรุ่นเดียวกับจ้าวควงก็หาคู่เปรียบยาก แม้แต่หลิวเป่ยที่ขึ้นชื่อเรื่องสายตาเฉียบแหลมยังเคยเอ่ยชม
นางผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายในจิงโจวมาแล้ว และเคยหนีรอดจากการถูกล้อมปราบอย่างเข้มงวดของตงอู๋ นางที่ผ่านประสบการณ์เป็นตายมาอย่างโชกโชน จะปล่อยให้คนเถื่อนที่ไม่มีหลักวิชาเช่นนั้นแตะต้องได้อย่างไร
นางไม่เพียงไม่ถอย แต่กลับก้าวขึ้นไปข้างหน้า หมุนตัวหลบไปเล็กน้อย ก่อนที่อีกฝ่ายจะคว้าเอวของนางได้ หัวเข่าก็พุ่งเข้ากระแทกหน้าอกอีกฝ่าย “ปัง!” เสียงดังสนั่น ชายคนนั้นก็ลอยหวือไปกลางอากาศอีกครั้ง
เสียง “ตุบ!” ดังขึ้นเมื่อเขาร่วงลงตรงขาหน้าม้าของตน ทำให้ม้าตกใจส่งเสียงร้องดังลั่น
เฟิงหยงกลืนน้ำลาย ดวงตาจับจ้องไปที่เรียวขาที่ยาวสวยของกวนจี้ รองเท้าหนังที่สวมอยู่ยิ่งขับให้เรียวยาวนั้นเด่นชัดยิ่งขึ้น
แม้จะรู้ฝีมือของนางดีอยู่แล้ว แต่พลังระเบิดและแรงปะทะที่ออกมาจากเรียวขาคู่นั้นก็ยังทำให้เขาตกตะลึง
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ม้าที่ตกใจวิ่งวนอยู่สองรอบ ก่อนจะยกเท้าพุ่งพรวดออกมา
กวนจี้ยืนอยู่แถวหน้าของฝูงชนและเป็นเท่านอาหมายแรก แต่นางกลับไม่ถอยแม้ก้าวเดียว มองจุดบังคับปากม้าอย่างแม่นยำ แล้วเอื้อมมือคว้าสายบังคับพร้อมกับตะโกนเสียงต่ำ จากนั้นก็ดึงจนม้าล้มกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง
เจ้าบ้านนอกเฟิงอ้าปากค้างทันที
แม้ระยะทางจะสั้นเกินไปให้ม้าสะสมแรง แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอให้ผู้คนตื่นตะลึงในพละกำลังและฝีมือ
หัวหน้าชาวเผ่าที่ล้มอยู่บนพื้นพยายามจะลุกขึ้น แต่เพราะแรงที่กวนจี้ใช้รุนแรงเกินไป ทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกและไม่อาจลุกขึ้นได้
เรื่องนี้ไม่อาจโทษเขาได้ เพราะกวนจี้นั้นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ
“เป็นอย่างไร? ยังไม่อยากลงจากม้าอีกหรือ? หรือจะให้ข้าไปเชิญลงทีละคน”
เฟิงหยงได้สติกลับมา ลูบฝ่ามือเรียกร้องความสนใจของทุกคน แล้วหัวเราะหึๆ เอ่ยถาม
เมื่อกวนจี้เดินกลับมายืนข้างหลังเฟิงหยง สายตาของนางเผลอมองเห็นนิ้วโป้งที่เขาซ่อนไว้ด้านหลังแล้วโบกขึ้นลงเบาๆ
ใบหน้าที่เย็นชาของนางเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเก็บซ่อนรอยยิ้มนั้นกลับไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าชาวเผ่าที่อยู่บนหลังม้าต่างมองหน้ากันด้วยความลังเล ทว่าเมื่อได้ยินหัวหน้าที่ถูกพยุงลุกขึ้นมาพูดบางประโยค พวกเขาก็พากันกระโดดลงจากหลังม้า
ไม่มีทางเลือก เพราะหัวหน้าของตนถูกสตรีชาวฮั่นเหวี่ยงล้มถึงสองครั้ง มันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ตัวได้ว่าประมาท
ยิ่งเมื่อเห็นฝีมือที่แสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้น ยิ่งทำให้พวกเขาไม่กล้าท้าทาย
นักรบ ไม่ว่าที่ใดก็สมควรได้รับความเคารพ
เพียงแต่คราวนี้นักรบคนนั้นกลับเป็นสตรี แถมยังเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก จึงทำให้พวกเขายากจะยอมรับ
ในเผ่าของพวกเขา สตรีควรจะหมอบราบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของบุรุษตลอดไป
หรือว่าชาวฮั่นจะเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์จริงๆ แม้แต่สตรียังเก่งกาจถึงเพียงนี้
“พวกเจ้าเป็นใคร”
เฟิงหลางจวินผู้ยืนเชิดหน้าเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หัวหน้าชาวเผ่าที่เพิ่งถูกพยุงลุกขึ้น ไม่ได้ตอบคำถามของเฟิงหยง แต่กลับจ้องไปที่กวนจี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม “นักรบหญิงผู้กล้า ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร”
เจ้าบ้านนอกเฟิงที่ทำท่าลำพองใจอยู่เมื่อครู่ถึงกับหน้าตึงค้าง
นัก…รบอย่างนั้นหรือ
หรือว่าข้าควรเสนอให้กวนจี้ฆ่ามันทิ้งเสียเลยจะดีกว่า
แต่กวนจี้กลับไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่ายเลย เพียงก้มตาลงเล็กน้อย ก่อนที่เสียงเย็นชาจะดังขึ้น “เฟิงหลางจวินถามพวกเจ้าอยู่ ทำไมถึงไม่ตอบ”
ครานี้สายตาของชาวเผ่าทั้งหมดจึงหันมามองเฟิงหยง
แม่ง ในที่สุดก็ถึงเวลาข้าออกโรงแล้ว
เจ้าบ้านนอกเฟิงที่เพิ่งเสียหน้ามาหมาดๆ สูดหายใจลึก เตรียมจะกู้ศักดิ์ศรีอีกครั้ง
ทว่า คราวนี้ท่าทีของเหล่าชาวเผ่ากลับเปลี่ยนไปสิ้นเชิง พวกเขามองมาที่เฟิงหยงด้วยแววตาให้ความเคารพ ก่อนที่หัวหน้าชาวเผ่าจะยกมือแตะอกแล้วโค้งคำนับ “กราบเรียนท่านขุนนาง พวกเราเป็นชาวเซียนเปยมาจากทางตอนใต้ของทะเลทราย กำลังจะไปทางตะวันตกเพื่อหาทุ่งเลี้ยงสัตว์”
“ชาวเซียนเปยอย่างนั้นหรือ”
แม้ในใจจะคาดเดาไว้แล้ว แต่เฟิงหยงก็อดตกใจไม่ได้ เซียนเปยมาถึงที่นี่แล้วหรือ
ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะยังกล้าถือดีต่อหน้าเขา
“เซียนเปยผมทองเข้าลั่วหยาง เหล่าชาวเผ่าจับทวนขึ้นสู่หอปราบปราม… สตรีต้องออกจากบ้านไปพร้อมทหารกบฏ สามีตายต่อหน้าแต่ไม่อาจร่ำไห้…”
บทกวี “หยงเจียสิง” ตอนแรกที่กล่าวว่า “เซียนเปยผมทองเข้าลั่วหยาง” นั้น บรรยายลักษณะเด่นที่สุดของชาวเซียนเปย นั่นคือเส้นผมสีทอง
ในสายตาชาวฮั่นยุคนี้ ชาวเผ่าเกือบทั้งหมดถูกมองเป็นพวกไร้พิษสง
ชนเผ่าซงหนูเคยได้เปรียบต้าฮั่นอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็ถูกสู้จนราบคาบ แตกแยกออกเป็นสองพวก บางส่วนกลายเป็นสุนัขเฝ้าประตูให้ชาวฮั่น อีกส่วนถูกบีบให้ละทิ้งบ้านเกิดแล้วอพยพไปทางตะวันตก
ชนเผ่าอู่หวนก็ไม่ต่างกัน ช่วงหนึ่งถูกกงซุนจ้าน(อดีตเจ้านายของจูล่ง)ใช้เป็นป้าซ้อมรบจนชิน พอปีศาจกงซุนตายไป พวกเขายังไม่ทันได้หายใจ ซีอีโอเฒ่าอย่างเฉาเชาก็ตามมากดหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แตกแล้วแตกอีก
ส่วนชาวซานเยว่ ก็ถูกใช้เป็นฐานผลิตคนของซุนฉวน ให้กำลังคนกับตงอู๋ทุกปี
ตระกูลใหญ่ในตงอู๋ ถึงจะไม่มีฝีมือในการบุกเบิกดินแดน แต่เรื่องจับคนมาเป็นทาสหรือแรงงานนั้นกลับกระตือรือร้นยิ่งนัก
สำหรับพวกชนเผ่าม่านเหลียวในดินแดนของสูฮั่น แม้ตอนนี้จะก่อความวุ่นวายอยู่ แต่ก็แค่ช่วงช่องว่างของยุทธศาสตร์เท่านั้น ปีหน้าเมื่อขงเบ้งยกทัพลงใต้อย่างเต็มกำลัง จะไม่เพียงฆ่าผู้คน แต่ยังปราบใจพวกนั้นอีกด้วย
ตั้งแต่บัดนั้นจนสิ้นยุคสูฮั่น ดินแดนทางใต้มิได้เกิดกบฏใหญ่อีกเลย แม้กระทั่งพันกว่าปีต่อมา เรื่องราวของอัครมหาเสนาบดีแห่งต้าฮั่นก็ยังคงถูกเล่าขาน และดูท่าจะยังเล่าขานต่อไปอีกยาวนาน
เว้นเสียแต่ว่าลูกหลานที่ไม่เอาไหนในภายหลังจะคิดว่ากระดูกสันหลังของชนชาตินี้ควรจะโค้งงอลงอีกหน่อย แล้วใช้ข้ออ้างอันสวยหรูบางอย่างเพื่อลบตำนานนั้นทิ้ง
ส่วนพวกชนเผ่าเชียงและตี๋ก็ไม่ต้องพูดถึง ตลอดราชวงศ์ฮั่นตะวันออก แม้มิได้ทุ่มกำลังมากที่สุด แต่กลับใช้เวลาจัดการกับพวกเขายาวนานที่สุด
บางคราวก็สอดเข้าไป บางคราวก็ชักออกมา ... แน่นอนว่าที่สอดเข้าสอดออกนั้นคือคมดาบไม่ใช่อย่างอื่น!
ให้พวกนั้นได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างถึงใจ
………………..
เซียนเปยคือชนเผ่าเร่ร่อนเชื้อสายเติร์กบรรพบุรุษของชาวคีตานหรือฉีตัน เคยเข้ามาปกครองประเทศจีนในยุคราชวงศ์เหนือใต้หลังจากขับไล่ตระกูลสุหม่าพ้นภาคเหนือและก่อตั้งอาณาจักรเป่ยเว่ย ผู้นำที่โดดเด่นก็คือทัวปากุย (พระรองในนิยายเรื่องจอมคนแผ่นดินเดือดของอาจารย์หวงอี้)
ภายหลังผู้นำบางส่วนได้ทำการหลอมกลืนกับชาวฮั่นเปลี่ยนแซ่เป็นทัวปา(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแซ่หยวน) แซ่หลาน เฮ่อหลาน ตู๋กู อวี้เหวิน เฮ่อปา มู่หรง(ปัจจุบันเป็นแซ่หลิวและแซ่มู่) เยี่ย ตูหรูฮุ่ย และที่โด่งดังที่สุดคือตระกูลหลี่แห่งหลงโหย่วซึ่งสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นในประเทศจีน
……………