- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 203 - เหออู่หลาง
203 - เหออู่หลาง
203 - เหออู่หลาง
203 - เหออู่หลาง
"พรุ่งนี้ก็ให้เขามาเถอะ"
เฟิงหยงพยักหน้ารับคำ
ถ้าการแต่งตั้งเหออู่หลางเป็นผู้ตรวจการอู่ซิงมีคำสั่งลงมาแล้ว เขาก็คงจะมาได้ไม่สะดวกแล้ว
อย่างไรเสีย เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็นับว่าเป็นขุนนางท้องถิ่นคนหนึ่ง...แม้ว่าอำเภอจวี้(จี้เสียน)นั้นตอนนี้นอกจากเก็บขนแกะแล้ว ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร
แต่ท่านเป็นเจ้าเมือง กลับไม่อยู่ในพื้นที่ที่ตนปกครอง กลับวิ่งมาหลายร้อยลี้ถึงฮั่นจงเพื่อมาพูดคุยกับผู้อื่น คิดจะทำอะไรหรือ
ทว่าก็เพราะพื้นที่นั้นในตอนนี้เก็บได้เพียงขนแกะ จึงหลีกไม่พ้นเฟิงหยง ทำให้เขาจำต้องมาพบ
แต่เจ้าเหออู่หลางคนนี้ ก็ไม่รู้ไปทำการแสดงความจงรักภักดีอะไรไว้ ถึงทำให้เจ้าเฒ่าจูเก๋อตั้งเขาไว้ในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ได้?
คงจะมีผลงานของหลี่อี๋อยู่ด้วยกระมัง?
หรือว่าตระกูลหลี่ทางฝั่งหนานจงก็มีเอี่ยวด้วย?
เฟิงหยงมองหลี่อี๋ด้วยความสงสัยเล็กน้อย พลางเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ว่า "เหวินเซวียนกับคุณหนูตระกูลเหอคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?"
"ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เป็นห่วง ท่านพ่อเพิ่งส่งจดหมายมาสองสามวันก่อน บอกว่ากำลังคิดจะคุยกับสาขาที่สามของตระกูลเหอเพื่อหมั้นหมายกันก่อน"
บนใบหน้าของหลี่อี๋มีแววเขินเล็กน้อย
เจ้าพ่อจีบหญิงตัวจริง!
เฟิงหยงอดถอนหายใจไม่ได้ ว่าตนเองช่างกระจอกแท้!
กวนจี้อยู่ต่อหน้าเขาทุกวัน แต่ก็ยังพัฒนาได้เพียงขั้นจับมือน้อยๆ เท่านั้น จะก้าวไปอีกขั้นก็ไม่สำเร็จ
เมื่อครั้งส่งกวนจี้กลับไปที่สถานีไปรษณีย์ที่หยางอันกวน ตนดันปากไวเอ่ยว่า "ตราบที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องถึง สายน้ำไหลถึง ที่แห่งนั้นล้วนเป็นแผ่นดินฮั่น"
จากนั้นกวนจี้ก็จับคำนี้มาสานต่อว่า "หากวันใดท่านทำได้จริง ข้าน้อยแม้ต้องคุกเข่าให้ท่าน ก็ยินดีด้วยใจ"
นี่มันภารกิจหลักระดับนรกชัดๆ
แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าต้องรอจนกู้ฟื้นต้าฮั่นได้เท่านั้นถึงจะเอ่ยเรื่องแต่งงานกับนาง ท้ายที่สุดนางก็แค่พูดว่าคุกเข่า มิได้พูดถึงแต่งงาน
แต่สภาพแผ่นดินตอนนี้ ต้าฮั่นยังไม่อาจจัดการผืนดินผืนสุดท้ายในมือ คือพื้นที่เสฉวนผืนเล็กๆ นี้ได้เลย เฟิงหยงจะเปิดปากได้อย่างไร?
อย่างน้อยก็ต้องรอให้เจ้าเฒ่าจูเก๋อปราบหนานจงให้เรียบร้อยก่อนมิใช่หรือ?
ไม่เช่นนั้น ใบหน้าของผู้เดินทางข้ามเวลาจะเอาไปวางไว้ที่ไหน?
"เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเหวินเซวียนด้วย พรุ่งนี้ก็ให้เขามาเถอะ อีกสองวันข้าจะออกไปข้างนอก"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
เหออู่หลางมีชื่อจริงว่าหวาง ชื่อรองว่า เสิ่นซือ เป็นชายอ้วนกลม หน้ากลมกว่าอาเต๊าเสียอีก ดูแล้วน่าขันอยู่ไม่น้อย
ถ้าหลี่อี๋ไม่พามาแล้วบอกว่านี่คือเหออู่หลางแห่งตระกูลเหอ เฟิงหยงคงคิดว่าเขาเป็นลูกชายตระกูลชาวนาผู้มั่งคั่งในชนบท
เห็นใครก็ยิ้ม พอยิ้มตาก็เหลือเพียงเส้นเดียว ดูซื่อๆ อยู่ไม่น้อย
ไม่มีวี่แววของท่าทางโอ่อ่าของบุตรชายตระกูลขุนนางเลยแม้แต่น้อย
"เหอเสิ่นซือคารวะเฟิงหลางจวิน"
ชายอ้วนตัวเล็กผู้นี้มีมารยาทดีมาก พอพบเฟิงหยงก็ทำความเคารพทันที
"เหอหลางจวินไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่ง"
ในห้องประชุมไม่มีผู้อื่น แม้แต่หลี่อี๋ก็แค่พาเขามาส่งแล้วก็ออกไป
"ขอบคุณเฟิงหลางจวิน"
เหออู่หลางยกมือทำความเคารพอีกครั้ง จึงนั่งลง
ดูท่าแล้วคงคุ้นเคยกับการนั่งเก้าอี้ไม่น้อย คาดว่าที่บ้านคงนั่งอยู่เสมอ
อาเหมยยกน้ำซุปเข้ามาเสิร์ฟแล้วปิดประตูไว้
ตอนนี้อากาศในฮั่นจงเริ่มหนาวแล้ว หากไม่ปิดประตู ลมหนาวจากด้านนอกจะพัดเข้ามา ทำให้คุยกันไม่สะดวก
"กระท่อมเรียบง่าย หวังว่าเหอหลางจวินจะไม่ถือสา"
เฟิงหยงเอ่ยพลางมองเหออู่หลางที่ยกถ้วยขึ้นจิบ
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เพียงถ้วยน้ำซุปก็เพียงพอขับไล่ความหนาวแล้ว"
เหออู่หลางวางถ้วยลง พูดด้วยรอยยิ้ม
คนผู้นี้ไม่มีทั้งความสง่างามแบบคุณชายตระกูลขุนนาง และไม่มีความเย่อหยิ่งแบบบางคนจากตระกูลขุนนาง กลับดูเป็นคนแปลกอยู่สักหน่อย
"เหอหลางจวินมาที่นี่ครั้งนี้ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือ"
เก้าอี้ที่เพิ่งนั่งนั้นเย็นนิดๆ เฟิงหยงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว จึงขยับน้อยๆ อย่างไม่ให้สังเกตเห็น
"อยากขอสิ่งหนึ่งจากเฟิงหลางจวิน"
"โอ้ เหอหลางจวินคงได้เห็นแล้วตั้งแต่เข้ามาในค่าย แม้ที่พำนักก็เป็นเพียงกระท่อมหลังคามุงหญ้า จะมีสิ่งใดให้เหอหลางจวินสนใจได้หรือ"
เฟิงหยงเอ่ยหยอกขึ้นประโยคหนึ่ง
"ที่ใดที่เฟิงหลางจวินอยู่ ที่นั่นย่อมมีสมบัติมากมาย!"
เหออู่หลางมองไปทางเฟิงหยง ยังคงเป็นรอยยิ้มที่ดูไร้พิษภัยต่อคนและสัตว์ แต่คำที่เอ่ยกลับไม่ธรรมดา "ดังนั้นเสิ่นซือจึงมาขอสมบัติ"
"เหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าตนมีสมบัติสิ่งใด?"
เฟิงหยงรู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมา นึกถึงตอนจ้าวควงมาครั้งแรกที่หมู่บ้านเฟิง พูดกับตนก็มีความหมายประมาณนี้เช่นกัน
"ได้ยินมาว่าเฟิงหลางจวินมีคัมภีร์พันอักษร เป็นผลงานยอดเยี่ยมสำหรับให้เด็กเริ่มเรียนรู้ ดังนั้นเสิ่นซือจึงอยากขอมัน"
ยังนึกว่าเป็นเรื่องขนแกะเสียอีก ไม่คิดว่าจะพูดถึงคัมภีร์พันอักษรที่เฟิงหยงไม่คาดไว้
"เรื่องนี้ง่ายนัก ตอนนั้นเหวินเซวียนก็เคยเอาไปจากข้าเช่นกัน เหอหลางจวินสนิทกับเหวินเซวียน ก็ควรไปขอให้เขาคัดลอกให้สักฉบับก็พอ เหตุใดต้องลำบากมาถึงที่นี่?"
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากถามเฟิงหลางจวิน"
"เรื่องใด?"
เฟิงหยงย่อมรู้ดีว่าเหออู่หลางคงไม่มาหาเขาเพียงเรื่องนี้ เรื่องนี้ก็แค่เป็นการเปิดหัวสนทนาเท่านั้น
"ได้ยินมาว่าเฟิงหลางจวินปลูกต้นชาไว้มากในจิ่นเฉิง?"
ดวงตาของเฟิงหยงหรี่ลงเล็กน้อย "เหอหลางจวินรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"
"ก็สืบมาจากสาขาที่หกของตระกูลหลี่นั่นเอง"
เหอหวางก็หาได้ปิดบัง ยังคงมีสีหน้าธรรมดา
"ตระกูลเหอสาขาที่สามมีสัมพันธ์ทางเครือญาติกับสาขาที่หกของตระกูลหลี่ คราวหนึ่งข้าฟังท่านปู่หลี่เอ่ยถึงเรื่องนี้ผ่านๆ จากนั้นเสิ่นซือก็จงใจไปสืบดู ทราบว่าท่านปลูกต้นชาได้จริงหรือไม่?"
"เป็นความจริง ตอนนั้นข้ายังรับปากท่านปู่หลี่ว่าจะมอบต้นชาให้เขาหลายต้น"
เฟิงหยงหาได้กังวลที่จะมีคนรู้เรื่องนี้ เพราะอย่างไรเขาปลูกชาออกมา ก็ไม่คิดจะขายในเขตต้าฮั่น จุดประสงค์แท้จริงคือเพื่อทำเป็นชาอัดก้อนขายให้พวกชนเผ่าเร่ร่อน
ดังนั้นเขาไม่กลัวแม้ผู้อื่นจะปลูกตามไปด้วย ยิ่งปลูกมากก็ยิ่งดี
เรื่องนี้เชื่อว่ายังไม่มีใครเดาออกถึงความคิดของเขา
"เฟิงหลางจวินปลูกต้นชาเหล่านั้น มิใช่มีจุดประสงค์อื่นหรือ?"
เหอหวางเผยรอยยิ้มลึกลับ
โธ่เอ๊ย!
เมื่อครู่ยังภาคภูมิใจว่าคงไม่มีใครล่วงรู้ความคิดของตน แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงก็ถึงกับตกใจ เจ้านี่มันรู้เรื่องอะไรหรือไม่?
"เหออู่หลาง เจ้าต้องการจะพูดอะไร?"
เฟิงหยงตั้งสติแล้วถามเหอหวาง
"หากเฟิงหลางจวินปลูกชาเพียงเพื่อดื่มเอง หรือขายเพียงในเขตต้าฮั่น ก็คงไม่มอบต้นชาให้ท่านปู่หลี่อย่างง่ายดายเช่นนั้น ดังนั้นเสิ่นซือจึงคิดว่าท่านมีจุดประสงค์อื่น"
ไอ้อ้วนตายซากนี่ สมองยังว่องไวไม่เลว
"น้ำชานั้นโดยมากเป็นสิ่งที่ตระกูลใหญ่ได้ดื่มกัน และมักอยู่ทางใต้ ทางเหนือและลุ่มแม่น้ำจงหยวนกลับมีน้อยนัก เฟิงหลางจวินปลูกต้นชามากมายเช่นนี้ แล้วยังมอบต้นชาให้ท่านปู่หลี่ แสดงว่าต้องการใบชาจำนวนมาก คงมิใช่เพื่อใช้เองหรือขายเพียงในเขตต้าฮั่น"
เหอหวางพูดมาถึงตรงนี้แล้วเหลือบดูสีหน้าของเฟิงหยง
บนใบหน้าของเฟิงหยงมีแววหม่นลงเล็กน้อย เพราะเหอหวางเอ่ยคำว่า "ในเขตต้าฮั่น" สองครั้งติด ย่อมบอกความหมายได้ชัดเจน
………………..
(ช่วงคุยกับนักแปล)
ในเรื่องนี้มีขุนนางจำนวนมากที่อายุเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น ในสายตาของคนยุคปัจจุบันอาจคิดว่ามันเป็นไปได้ยาก เพราะนักการเมืองควรจะมีอายุและประสบการณ์ค่อนข้างมาก
แต่ในยุคโบราณแท้จริงแล้วเนื่องจากผู้คนมีอายุค่อนข้างสั้น โดยเฉพาะในยุคสงครามอายุเฉลี่ยจึงมีประมาณ 20 กว่าปีเท่านั้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงบีบบังคับให้ผู้คนกลายเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น
โดยอายุของผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะจะถูกกำหนดไว้ที่ประมาณ 16 ปี และผู้หญิง 14 ปี อายุนี้จะนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ถือกำเนิดขึ้นมาจะมีอายุ 1 ปีทันที มิหนำซ้ำเวลาขึ้นปีใหม่มาโดยที่ยังไม่ถึงวันเกิดก็จะนับว่าอายุเพิ่มขึ้น 1 ปีแล้ว
ซึ่งหมายความว่าผู้ชายอายุเพียง 14 -15 ปี ผู้หญิงอายุ 12 -13 ปีก็นับเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว
อายุเฉลี่ยของคนโบราณนั้นไม่มากอยู่แล้ว แม้กระทั่งในช่วงไม่มีสงครามบ้านเมืองร่มเย็น คนอายุ 20 ปลายๆ ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว 40 ปีนับว่าเป็นวัยชราอย่างแท้จริง
แม้กระทั่งฮ่องเต้ของประเทศจีนซึ่งมีจำนวนมากถึง รวมประมาณ 557 คน (ตัวเลขนี้รวมผู้อ้างสิทธิ์สมัยกบฏ) ถ้านับอายุแบบจีนผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีก็มีเพียง 30 คนเท่านั้น ถ้านับอายุแบบสากล ก็จะมีเพียง 24 คน ส่วนคนที่มีอายุเกิน 80 ปียิ่งมีเพียง 3 คนเท่านั้น
ดังนั้นถ้ามีคนมาพูดว่าคนโบราณอายุยืน คนโบราณรูปร่างสูงใหญ่ ก็สรุปได้เลยว่าเป็นข้อมูลมั่วแน่นอน