- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 202 - ความผิดปกติ
202 - ความผิดปกติ
202 - ความผิดปกติ
202 - ความผิดปกติ
ไม่อยากรบกวนอสูรเฒ่าจูเก๋อ ถ้าเช่นนั้นตัวเลือกที่เหลือก็ต้องเป็นฮองเฮา
จางซิงไฉ่… นางก็ไม่ใช่บุคคลที่รับมือได้ง่ายนัก
เฟิงหยงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ฮองเฮาย่อมไม่มีวันน่ารักเท่าน้องสาวของนางหรอก!
เมื่อนึกย้อนไป ตอนที่ตนเคยมอบเสื้อขนแกะแก่หนูน้อยโลลิผู้นั้น ไม่คาดว่านางยังให้กวนจี้ส่งจดหมายตอบกลับมาอีกฉบับ ลายมือแม้จะยังดูเยาว์วัย แต่เส้นสายอักขระทั้งฉบับกลับแฝงด้วยความอ่อนช้อยปนแข็งแกร่งอยู่ลางๆ
ลายมือนั้นช่างงดงามยิ่งนัก เทียบกับเจ้าบ้านนอกเฟิงที่สวมเสื้อคลุมบุตรหลานตระกูลผู้ดีแต่แท้จริงเป็นเพียงกึ่งคนไร้ความรู้แล้ว ดูดีกว่ามากนัก
เนื้อความในจดหมาย ก็มีน้ำเสียงไม่ต่างจากตอนที่อยู่เฟิงจวงและพูดหัวเราะกับตน
ทั้งถามว่าท่านเฟิงจะกลับไปเยี่ยมดูนางเมื่อใดบ้าง ทั้งบอกว่าพวกงานฝีมือจากหญ้าที่เขาเคยถักให้นั้นเหี่ยวแห้งหมดแล้ว อยากให้เขาทำให้อีก ทั้งบอกว่าปี่หลิวเป่าก็ไม่ดังแล้ว ขอให้ช่วยทำใหม่ให้ และถามว่าจะเล่านิทานให้ฟังอีกได้หรือไม่…
ล้วนเป็นเรื่องราวหยอกล้อในอดีตทั้งสิ้น
ปิดท้ายยังบอกว่านางตั้งใจไปสืบมาว่าฮั่นจงกันดาร จึงอยากให้เขาดูแลสุขภาพด้วย
แต่เจ้ายังเด็กเกินไปจริงๆ!
เฟิงหยงได้แต่ถอนหายใจในใจ
“พี่ใหญ่? พี่ใหญ่?”
เสียงเรียกของหลี่อี๋ดึงเจ้าบ้านนอกเฟิงจากภวังค์โลลิให้ตื่น “พี่ใหญ่คิดแผนการออกหรือยัง”
“แผนการ?”
เฟิงหยงขมวดคิ้วถามอย่างเลื่อนลอย ก่อนนึกได้ว่ากำลังคุยเรื่องหญิงเหลียวกับหลี่อี๋ จึงพูดไปตามตรงว่า “เรื่องนี้ คงต้องพึ่งฮองเฮาแล้ว”
“ฮองเฮา?”
หลี่อี๋อึ้งไป
“ใช่” เฟิงหยงกล่าวอย่างถือเป็นเรื่องปกติ “งานทอผ้านั้น ล้วนเป็นกิจของสตรี หากฮองเฮาออกหน้าด้วยตนเอง ย่อมดีที่สุด”
“หากเป็นฮองเฮาก็แน่นอนว่าดีที่สุด”
หลี่อี๋กลืนน้ำลายหนึ่งอึก ฟังน้ำเสียงพี่ใหญ่แล้ว ช่างยิ่งใหญ่นัก
เดิมทีตนคิดว่า แค่ให้คนของเส้าฝู่จัดการก็น่าจะเพียงพอ ถึงเวลาก็รายงานขึ้นไปเอง
ไม่คาดว่าในสายตาพี่ใหญ่กลับคิดจะไปถึงฮองเฮาโดยตรง
“เรื่องนี้ย่อมยิ่งทำได้เร็วเท่าใดยิ่งดี มิเช่นนั้นพอเลยเวลา ก็จะล่าช้าไปหมด ถึงตอนนั้นข้าจะเขียนจดหมายให้คนจากกรมช่างฮั่นจงนำไปมอบให้ฮองเฮา เมื่อพระนางได้อ่านก็จะเข้าใจเอง คาดว่าเรื่องดีเช่นนี้ พระนางคงไม่ปฏิเสธ”
กลิ่นอายคุ้นเคย สูตรเดิมที่คุ้นเคย
ใช้พระนามฮองเฮาออกหน้า แล้วให้คนของเส้าฝู่ดำเนินการต่อ ราชวงศ์ย่อมได้ชื่อเสียงงดงามต่อสาธารณะ ส่วนเบื้องหลังก็ยังได้หุ้นแห้งจากโรงทอผ้าอีกด้วย ช่างสุขสบายเกินเปรียบ!
เฟิงหยงกับฮองเฮาเคยร่วมมือกันในลักษณะนี้มาก่อน จึงชำนาญเป็นอย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่… ช่างใจกว้างแท้!”
หลี่อี๋ตอนนี้จะว่าอย่างไรได้ นอกจากชูนิ้วโป้งให้พร้อมคำยกย่อง
“จริงสิ พี่ใหญ่ ยังมีอีกเรื่อง”
“เรื่องใด”
“อู่หลางแห่งตระกูลเหอสายหกอยากพบพี่ใหญ่ ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จะสะดวกหรือไม่”
บนใบหน้าหลี่อี๋ปรากฏแววประหลาดอยู่เล็กน้อย กระแอมก่อนพูดออกมา
“ตระกูลเหอสายหก?”
เฟิงหยงนึกครู่หนึ่ง แล้วมองสีหน้าแปลกของหลี่อี๋ แวบหนึ่งก็เข้าใจ พลางยิ้ม “ข้าจำได้ว่าหญิงที่เหวินเซวียนหมายตาอยู่ ก็เป็นคนตระกูลเหอใช่หรือไม่”
“ถูกแล้ว เป็นบุตรีโดยตรงของประมุขตระกูลเหอสายหก และเป็นน้องสาวคนที่เจ็ดของอู่หลาง”
ที่แท้ก็มาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนพี่ภรรยาในอนาคตอย่างนั้นหรือ
ตระกูลเหอเป็นตระกูลใหญ่แห่งสูจง เดิมทีเฟิงหยงไม่ควรข้องเกี่ยวมากนัก ส่วนที่หลี่อี๋มาทำตัวเป็นคนกลางนี้ คงเป็นเรื่องลำบากใจไม่น้อย ไม่แปลกที่สีหน้าจะไม่เป็นธรรมชาติ
ตระกูลเหอ?
พอได้ยินคำว่าตระกูลเหอ เฟิงหยงก็พลันนึกถึงตระกูลหลี่ที่อยู่ใกล้เมืองจิ่นเฉิง จำได้ว่าคราวก่อนหวังซวินเคยบอกว่า หลี่ไท่กงตั้งใจจะมาเยี่ยมตน แต่จนแล้วจนรอดก็เงียบหายไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“จะมาวันไหน”
สุดท้ายเฟิงหยงก็ไม่อยากให้หลี่อี๋ลำบากใจเกินไป อีกทั้งบางทีนี่อาจเป็นคำฝากฝังมาจากหญิงในดวงใจของเขาด้วย
หนุ่มสาวนั้นรักศักดิ์ศรีนัก หากทำให้หลี่อี๋เสียหน้าในสายตาหญิงตระกูลเหอผู้นั้น เกรงว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเกิดรอยร้าวได้
“ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าพี่ใหญ่สะดวก พรุ่งนี้ก็มาได้”
“รีบขนาดนั้นเชียว?”
เฟิงหยงมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย
หลี่อี๋มองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีใครสนใจมาทางนี้ จึงก้าวเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา “เหออู่หลางได้ตำแหน่งขุนนางตำแหน่งหนึ่ง อีกไม่นานก็จะออกเดินทางไปรับหน้าที่”
“เป็นตำแหน่งอะไรหรือ”
เฟิงหยงยิ่งแปลกใจ นี่ตระกูลเหอเกิดอะไรขึ้น ถึงกับยอมอ่อนข้อให้อสูรเฒ่าจูเก๋อ ส่งบุตรโดยตรงออกมารับราชการ?
เรื่องที่บุตรตระกูลใหญ่จะออกมารับราชการนั้นไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิด แต่ส่วนมากก็เป็นช่วงที่หลิวเป่ยเพิ่งเข้าสูได้ไม่นานเท่านั้น
ต่อมาเมื่อหลิวเป่ยทำเรื่องต่างๆ ที่ทำให้ตระกูลใหญ่เจ็บแค้นใจไม่น้อย พอถึงช่วงที่หลิวเป่ยล้มป่วยและอสูรเฒ่าจูเก๋อกุมอำนาจอยู่หลายปี เหล่าตระกูลใหญ่ก็พากันเงียบเสียง...ถ้าพวกเขาร้องเพลงได้ก็คงร้องเพลงโศกไปแล้ว
ดังนั้นหลายปีมานี้ แทบไม่มีผู้ใดจากตระกูลใหญ่ยอมออกมารับใช้ราษฎร เอ่อ… รับใช้โอรสสวรรค์แห่งต้าฮั่นเลย
หากจำเป็นต้องส่งคนออกมา ก็มักจะโยนพวกที่ตระกูลไม่ชอบใจหรือไม่มีความสามารถมาให้พอเป็นพิธี
ส่วนบุตรตระกูลใหญ่ที่เคยเข้ามาพึ่งพาในตอนแรก บ้างก็เอาแต่นิ่งเฉย บ้างก็ใช้ตำแหน่งไปล่อลวงและดึงพวกขุนนางในราชสำนักเข้าพวก
เช่น้หลียวหลี่ที่เอาหมวก “ปากหวานพูดเพราะ” มาให้เฟิงหยงใส่ ก็เป็นตัวอย่างของความเสื่อมถอยชัดเจน
บุตรโดยตรงของตระกูลใหญ่แบบเหออู่หลาง ปกติอยู่บ้านก็เอาแต่นัดกันจัดงานรื่นเริงไม่ขาดสาย จะออกมาทำงานเพื่อแผ่นดินและราษฎรน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้
“เหออู่หลาง…” เฟิงหยงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ฮึ?”
คำว่า “ฮึ” ท้ายประโยค เฟิงหยงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณ
แม้จะไม่ได้พูดให้ชัด แต่หลี่อี๋ก็เข้าใจ พยักหน้า “แท้จริงแล้วเหออู่หลางไม่เป็นที่ชื่นชอบในตระกูลมาโดยตลอด คราวนี้จึงยอมรับการเสนอชื่อเป็นเซี่ยวเหลียนของท้องถิ่น”
“แล้วได้ตำแหน่งอะไร”
“ผู้กำกับการทหารประจำอู่ซิง”
ทันทีที่เฟิงหยงได้ยินคำว่า “ผู้กำกับการทหารอู่ซิง” สมองก็เหมือนดังหึ่งขึ้นมาทันที โธ่โว้ย!
ตอนที่จงฮุ่ยยึดครองฮั่นจงแล้วบุกโจมตีด่านหยางอัน เจียงซูตอนนั้นมีตำแหน่งอะไร? ไม่ใช่ผู้กำกับการทหารอู่ซิงหรือ?
ก็เพราะตอนที่หมอนั่นดำรงตำแหน่งผู้กำกับการทหารอู่ซิงไม่ได้สร้างผลงานอะไรน่าชื่นชม สุดท้ายถึงถูกเปลี่ยนตัว และเพราะความแค้นนั้นเขาจึงยอมยกเมืองให้ศัตรู
จนทำให้ฝูเฉียน(ปอเขียม)ตาย และด่านหยางอันซึ่งเป็นด่านสำคัญถูกตีแตกในทันที จงฮุ่ยจึงสามารถบุกทะลวงตรงเข้ามา จนทัพมาถึงเชิงเขาเจี้ยนเก๋อ…
“พี่ใหญ่? พี่ใหญ่?”
เห็นสีหน้าของเฟิงหยงแข็งทื่อ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่แน่นอน หลี่อี๋ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก รู้สึกว่าพี่ใหญ่วันนี้เหม่อไปง่ายผิดปกติ
“อู่ซิง อยู่ที่ใด”
เฟิงหยงสลัดความคิด ถามขึ้นมา ที่นี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่?
“ที่แห่งนี้พี่ใหญ่ก็รู้จักดี นั่นก็คือเมืองจวี้เสี้ยนที่พี่ใหญ่เคยเสนอให้จูเก๋อป๋อซงไปรับซื้อขนแกะเมื่อไม่นานมานี้”
“ไม่ใช่เรียกว่าจวี้เสี้ยนหรือ”
“พี่ป๋อซงไปถึงที่นั่น ตรวจดูภูมิประเทศแล้วเห็นว่าทำเลเหมาะแก่การตั้งทัพ อีกทั้งยังปิดกั้นทางไปอู่ตูทางทิศตะวันตก จึงรายงานต่ออัครมหาเสนาบดีผู้สำเร็จราชการ เสนอให้ตั้งกำลังรักษาการณ์ที่นั่น อัครมหาเสนาบดีจึงใช้ความหมายของคำว่า ‘อู่ซิง’ แล้วตั้งตำแหน่งผู้กำกับการทหารอู่ซิงขึ้น”
หลี่อี๋อธิบาย
จะตั้งป้อมป้องกันอะไรน่ะ!
มันก็แค่มองว่าทำเลนั้นเหมาะเป็นแนวหน้าในการบุกเหนือ อีกทั้งยังจะเป็นจุดสำคัญในการค้าขายขนแกะในอนาคต จึงอยากจะรีบเอาสถานที่นี้มาอยู่ในมือให้เร็วที่สุดเท่านั้น
เรื่องแบบนี้ จะหลอกใครก็ได้ แต่หลอกข้าไม่สำเร็จหรอก
ว่าแต่… แบบนี้นับได้หรือไม่ว่าเป็นครั้งแรกที่ข้าเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน?
………………….