- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 199 - ไม่แพงเลยสักนิด
199 - ไม่แพงเลยสักนิด
199 - ไม่แพงเลยสักนิด
199 - ไม่แพงเลยสักนิด
"นั่นมันบ้านดีหายากเลยนะ!" จ้าวควงตาเป็นประกาย "จะใช้กระเบื้องอิฐทั้งหลัง? งานใหญ่นี่นา แบบนี้คงแข็งแรงเหมือนกำแพงเมือง?"
เฟิงหยงมองเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร
ไอ้บ้านนอก ไม่เคยเห็นโลก!
แค่สร้างลานใหญ่ที่มีเรือนสิบกว่าหลัง จะนับว่าเป็นงานใหญ่อะไร?
ไหนจะเชลยเผ่าหูเป็นร้อยๆ คน หรือจะให้เลี้ยงเสียเปล่า?
เดิมทีตั้งแต่เฟิงหยงมาถึงก็ให้สร้างเตาเผาหลายเตา หนึ่งเตาไว้เผาปูนขาว ที่เหลือไว้เผาอิฐกระเบื้อง สะสมได้ไม่น้อย
แต่เดิมคิดจะสร้างบ้านหลังเข้าฤดูใบไม้ผลิ แต่จู่ๆ มีคนเพิ่มมากมาย กินข้าวทุกวันจนเฟิงหยงเสียดาย อีกทั้งตนเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้เฒ่าเว่ยมากนัก จึงสั่งให้ขุดฐานรากสร้างเรือนเสียเลย
อย่างไรก็มีช่างที่จ้าวควงพากลับมา ซึ่งนับเป็นช่างฝีมือขั้นสูงของยุคนี้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามลำดับ
สมัยนี้การก่อสร้างด้วยอิฐกระเบื้องไม่ใช่ไม่มี แต่หลักๆ ยังนิยมใช้ไม้
แม้อิฐกระเบื้องมีมานานแล้ว แต่จะสร้างเรือนด้วยวัสดุนี้ทั้งหลัง ก็ถือเป็นงานสิ้นเปลืองมาก
แต่เฟิงหยงมีกำลังคนเยอะ!
ช่วงนี้แม้งานจะไม่มาก แต่ไม่มีงานทำก็ยังต้องกินข้าวอยู่ดี กินจนเฟิงหยงปวดใจ
เหตุใดในสมัยโบราณจึงฆ่าเชลยกันเป็นเรื่องปกติ? ก็เพราะเชลยนอกจากต้องมีคนคุมแล้ว ยังต้องเสียอาหารเลี้ยงฟรี
พวกตี๋เหล่านี้ ตอนแรกยังมีท่าทีแปลกๆ แต่เพียงไม่กี่วันก็พบว่าแค่ทำงานดีๆ ก็ได้กินข้าวทุกวัน ดีกว่าตอนที่ยังไม่ถูกจับมาเสียอีก!
เหตุที่พวกเขาชอบออกปล้นช่วงก่อนเข้าหนาว ก็เพื่อหาเสบียงไว้ใช้ข้ามปี
หากเสบียงไม่พอ ข้ามฤดูหนาวก็เหมือนข้ามประตูผี ต้องตายเพราะหนาวไปกองหนึ่ง ตายเพราะอดอีกกองหนึ่ง
แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน แม้จะกินข้าวฟ่างปนรำบ้าง แต่ก็พออิ่ม และยังมีที่ซุกหัวนอน
ข้อเสียเดียวคือไร้เสรี ถูกบังคับทำงานทุกวัน
แต่เพื่อได้กินอิ่ม ไม่ต้องหนาวตาย ข้อเสียนี้ก็ทนได้
แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ บรรดาหัวหน้าชนเผ่าผู้สูงศักดิ์ย่อมไม่ยอมรับ เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องตาย...จะถูกเฆี่ยนจนตาย หรือถูกฟันคอขาด
ตายก็ดี ตายหมดแล้ว ก็ไม่มีใครมาขัดคำสั่งของชาวฮั่นอีก
ส่วนเจ้าบ้านนอกเฟิงนั้น ย่อมไม่สนใจความคิดของพวกเผ่าหู สิ่งที่เขาต้องการก็แค่ให้พวกมันเชื่อฟังเท่านั้น
การทำงานให้หัวหน้าเผ่าก็เป็นงาน การทำงานให้ชาวฮั่นก็เป็นงาน สำหรับพวกตี๋ทั่วไปแล้วก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร
อย่างไรเสียก็เพื่อให้ท้องอิ่มไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่า เมื่อเห็นเผ่าพันธุ์ของตนตายด้วยน้ำมือชาวฮั่น จะบอกว่าไม่มีความรู้สึกเศร้าแบบ "กระต่ายตายจิ้งจอกเศร้า" เลยก็คงไม่ถูกนัก
เพียงแต่ความเศร้าเช่นนี้ พอทุกครั้งที่เห็นอาวุธคมกริบของชาวฮั่น และพอได้กินอิ่มตรงเวลาทุกวัน ก็อดไม่ได้ที่จะโยนความรู้สึกนั้นทิ้งไป ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งนึกไม่ออกแล้วว่ามีคนตายไปเท่าไร...อย่างไรเสีย ในเผ่าปีไหนบ้างที่ไม่มีคนตาย?
เช่นเดียวกับมู่อู่เจ๋อ เวลานี้ถ้าให้เขากลับไปเลี้ยงแกะบนภูเขาลึก เขาก็คงลังเลอยู่ดี นอกจากไม่สามารถลงโทษทาสเลี้ยงแกะได้ตามใจ ไม่ได้ยืนอยู่เหนือผู้อื่นแล้ว ที่นี่มีสิ่งใดที่ไม่ดีกว่าการเลี้ยงแกะบนเขาลึก?
หากเขาเป็นคนมีความทะเยอทะยาน ก็คงไม่คิดลังเลเช่นนี้ แต่คนมีความทะเยอทะยานจะยอมพาทั้งเผ่าไปสวามิภักดิ์ต่อชาวฮั่นได้อย่างไร?
เป็นหัวหน้าเผ่าแล้วอย่างไร? เผ่าเล็กเช่นเขา ไม่รู้ว่าวันใดจะถูกผู้อื่นกลืนกิน พอถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่ได้เป็นนายทาสแกะเลย เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็รักษาไว้ไม่ได้ แล้วจะไปเสี่ยงทำไม?
อีกอย่าง ต่อให้มาสวามิภักดิ์ต่อชาวฮั่น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้ออกหน้ามีชื่อเสียง เช่นในวันนี้ เหม่ยซือจื่อก็ดูเหมือนมีโอกาสจะเป็นคนแรกที่ได้ออกหน้า
ดังนั้นเวลานี้มู่อู่เจ๋อก็เบียดอยู่ในฝูงชน มองดูหญิงสาวสิบเอ็ดคนในเผ่าของตน เขาอยากรู้ว่าชาวฮั่นจะทำตามสัญญาหรือไม่
แม้การทอผ้าจะมีเทคนิคสูงกว่าการปั่นด้าย แต่ความเร็วในการทอกลับเร็วกว่าการปั่นด้าย
เหม่ยซือจื่อเป็นคนแรกที่ทำเสร็จ ในเมื่อเส้นด้ายที่ใช้ทดสอบมีไม่มาก
หลังจากความตื่นเต้นในตอนแรกผ่านไป นางก็เข้าสู่สภาวะทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว มือประสานเส้นผูกปมได้อย่างชำนาญ เห็นว่าเส้นใกล้จะหมดแล้วก็เอื้อมมือจะหยิบก้อนด้ายใหม่ จึงพบว่าหมดแล้ว
กี่ทอผ้าจึงหยุดช้าลง เหม่ยซือจื่ออุ้มผ้าที่ทอเสร็จขึ้น เดินไปหาเฟิงหยง ก้มตัวกล่าวว่า "ท่านพ่อ ข้าทอเสร็จแล้ว"
"พี่ใหญ่ เหตุใดนางเรียกท่านว่าท่านพ่อ? ตั้งแต่เมื่อไรท่านมีลูกสาวเช่นนี้?"
จ้าวควงที่ยืนอยู่ข้างเฟิงหยง พอได้ยินก็อุทานด้วยความประหลาดใจ
"ไสหัวไป!" เฟิงหยงเตะจ้าวควงอย่างหงุดหงิด
พวกเผ่าหูจะรู้ภาษาฮั่นสักกี่คำ?
ในความเข้าใจของพวกเขา คำว่า "ท่านพ่อ" หมายถึงบุคคลที่ใหญ่ที่สุด
แม้แต่หัวหน้าเผ่ายังต้องเรียกว่า "นายท่าน" แล้วพวกเขาจะกล้าแย่งคำว่า "นายท่าน" กับหัวหน้าเผ่าได้อย่างไร?
จึงถอยมาใช้คำว่า "ท่านพ่อ" แทน หมายถึงบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสายตาพวกเขา ซึ่งไม่ผิดอะไร
อีกอย่าง เฟิงหยงเป็นผู้กุมความเป็นความตายของพวกเขา ก็เหมือนเป็นพ่อของพวกเขา นี่ยิ่งไม่ผิดเข้าไปใหญ่
"เอามาให้ข้าดู" เฟิงหยงเอื้อมไปรับผ้าที่เหม่ยซือจื่อส่งให้ แม้จะยาวเพียงหนึ่งฉื่อกว่าๆ แต่กลับหนักกว่าที่คิด เพราะทอได้หนามาก
เฟิงหยงก้มลงมองอย่างพินิจ ลายผ้าแม้จะถี่ห่างไม่สม่ำเสมอเหมือนอย่างยุคหลัง แต่ก็พอรับได้ ประเด็นสำคัญคือเส้นด้ายนี้ทำตามคำสั่งของเขา ให้ใช้เส้นด้ายหยาบเป็นหลัก จึงทำให้ตาเนื้อผ้ากว้างเล็กน้อย
"ก็พอใช้ได้"
เฟิงหยงถอนหายใจ ไม่มีความสวยงามแบบยุคหลัง จุดเดียวที่น่าชมคือความหนา ถ้าทำเป็นเสื้อผ้าก็ต้องกันหนาวได้แน่
เมื่อเทียบกับผ้าสีขาวปนเหลืองที่เคยทอครั้งแรก ครั้งนี้ดูดีกว่ามาก อย่างน้อยก็ไม่ใช่สีเหลืองหม่นทั้งผืน
แต่เฟิงหยงที่เคยชินกับเสื้อผ้าสีสันสดใสและฝีมือประณีตของยุคหลัง จะให้เขาพอใจกับผ้าระดับเริ่มต้นเช่นนี้ได้อย่างไร?
"พี่ใหญ่ ผ้านี้ดูหนากว่าครั้งก่อนมาก!"
หลี่อี๋เดินเข้ามา ลูบผ้าด้วยความยินดี
"สีขาวขึ้นเยอะเลย"
หวังซวินก็ตามมาสมทบ แววตาเป็นประกาย "ของดีจริง!"
"อืม หนากว่ามาก ข้าสั่งให้พวกนางปั่นด้ายหยาบขึ้น เช่นนี้เมื่อสวมในฤดูหนาวก็จะอบอุ่นมาก"
เฟิงหยงโยนผ้าให้หลี่อี๋ดูต่อ พร้อมอธิบายเหตุผลที่ผ้าครั้งนี้หนากว่าครั้งก่อน
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ กี่ทอผ้าแบบเหยียบที่ปรับปรุงแล้ว มีกำลังมากขึ้น สามารถทอผ้าหนาหนักได้
เพราะผ้าเช่นนี้ คงเป็นสิ่งเดียวในตอนนี้ที่ทั้งราคาถูกและกันหนาวได้ และวัตถุดิบก็ไม่ต้องห่วง
โจรเฒ่าโจโฉจะควบคุมพวกเผ่าหูในเขตแดนได้ แล้วนอกเขตแดนเล่า?
แม้ภายหลังพวกนั้นจะรู้ว่าฮั่นรับซื้อขนแกะเพื่ออะไร ทุ่งเลี้ยงแกะของเฟิงหยงก็คงขยายจนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบเลย
"พวกเจ้าว่า ผ้าหนึ่งผืนเช่นนี้ จะขายได้เท่าไร? ห้าร้อยอีแปะพอหรือไม่?"
(100 อีแปะคือหนึ่งเหวิน 1000 อีแปะคือหนึ่งก้วนหรือหนึ่งตำลึง)
เฟิงหยงถามขึ้น
"ห้าร้อยอีแปะ?"
จ้าวควงที่ถูกเตะออกไปเมื่อครู่ก็เบียดเข้ามาอีกครั้ง ก้มลูบคลำผ้าหนาหนักด้วยความพอใจ แต่พอได้ยินคำพูดนั้นก็ตกใจอุทานว่า "จะขายราคาแค่นั้นได้อย่างไร?"
พอมองไปก็เห็นหลี่อี๋กับหวังซวินมีสีหน้าเห็นด้วยกับจ้าวควง เฟิงหยงซึ่งไม่ค่อยรู้ราคาตลาดนักก็รู้สึกเก้อๆ เกาหัวพลางถามว่า "อย่างนั้นพวกเจ้าว่าราคาเท่าไร?"
ว่ากันตามจริง ผ้าขนแกะเช่นนี้ ต้นทุนก็มีเพียงค่าขนแกะที่รับซื้อในราคาต่ำมาก กับค่าอาหารให้หญิงทอผ้า ค่าแรงแทบไม่นับ ถ้าขายในราคา 500 อีแปะก็นับว่าแพงพอดูแล้ว
"อย่างน้อยก็พันห้าร้อยอีแปะ และต้องเป็น*เหรียญของพระราชสำนัก หากจะแลกด้วยข้าวก็พอจะถูกลงได้บ้าง แต่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งซื่อข้าวต่อหนึ่งพับ"
(สมัยก่อนการควบคุมการหลอมเงินไม่เคร่งครัดมากนัก จึงมีกลุ่มคนที่สร้างเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาใช้เอง แต่ว่าโรงหลอมของเอกชนมักเน้นกำไรมากเกินไปจึงทำให้ปริมาณทองแดง เงิน และทองคำ ที่ผสมอยู่ในเหรียญน้อยกว่าเหรียญที่เป็นของราชสำนัก)
หลี่อี๋ซึ่งเป็นบุตรตระกูลใหญ่จึงชำนาญเรื่องนี้ที่สุด สมองคิดไวปากก็เอ่ยราคาทันที
โธ่เว้ย!
เจ้าบ้านนอกเฟิงตาเบิกกว้าง "ว่าอย่างไรนะ? ทำไมถึงแพงขนาดนั้น?"
เดิมเขานึกว่าราคาที่ตัวเองตั้งก็สูงมากแล้ว ไม่คิดเลยว่าพวกเพื่อนทั้งสามจะใจดำยิ่งกว่า เสนอราคาสูงขึ้นสามเท่าในทันที
"ไม่แพงดอกพี่ใหญ่!"
หลี่อี๋ยื่นผ้าในมือให้จ้าวควง แล้วก้าวเข้ามาพูดเสียงเบาว่า "ผ้านี้ ในแผ่นดิน มีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ อีกทั้งเป็นของกันหนาวในฤดูเหมันต์ ดูแล้วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชุดขนสัตว์สักเท่าไร"
"ลองคิดดูเถิดพี่ใหญ่ ชุดขนสัตว์หนึ่งชุด ราคาหลักหมื่นอีแปะ นั่นยังเป็นราคาต่ำสุด อย่าว่าแต่บ้านที่มีที่นาเลย แม้แต่ตระกูลมั่งคั่งในจิ่นเฉิง ก็มีสักกี่คนที่สวมชุดขนสัตว์ได้?"
"แต่ผ้าผืนนี้ต่างออกไป ทั้งกันหนาวได้ และทำให้ตระกูลที่พอมีฐานะเล็กน้อยซื้อใส่ได้ ราคาเช่นนี้ เหมาะสมที่สุด!"
เจ้าพูดได้มีเหตุผลจนข้าหาถ้อยคำเถียงไม่ออกจริงๆ
เฟิงหยงมองหลี่อี๋ที่ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น คิดในใจว่าหมอนี่คงครุ่นคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่เอ่ยได้ทันควันเช่นนี้
ที่จริงผ้าผืนนี้ยังด้อยกว่าชุดขนสัตว์อยู่มาก เพียงแต่ในยุคนี้ เครื่องนุ่งห่มกันหนาวมีอยู่น้อยมาก ดังนั้นผ้าขนแกะที่ผลิตได้จำนวนมากเช่นนี้จึงกลายเป็นของล้ำค่า
เฟิงหยงลูบคาง สายตาเหมือนกำลังครุ่นคิด พลางเอ่ยว่า "อย่างนั้นเหวินเซวียน ถ้าเอาผ้าหนาเช่นนี้ไปแลกกับพวกเผ่าหู จะได้วัวควายสักเท่าไร? ข้าได้ยินว่าทางพวกนั้นหนาวมากในฤดูเหมันต์"
หลี่อี๋ฟังแล้ว แววตายิ่งสว่าง เสียงสั่นเล็กน้อย "เรื่องนี้ว่ากันยาก แต่ถ้าผ้าหนึ่งพับแลกไม่ได้ห้าแกะ หรือวัวใหญ่หนึ่งตัว ก็นับว่าขาดทุนแล้ว"
………………