- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 104 - รับเจ้าสหายน้อยคนนี้ไว้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ
104 - รับเจ้าสหายน้อยคนนี้ไว้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ
104 - รับเจ้าสหายน้อยคนนี้ไว้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ
104 - รับเจ้าสหายน้อยคนนี้ไว้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ
"พี่ใหญ่ คำพูดของหลี่เหวินเซวียนนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้เด็ดขาด พี่ใหญ่ต้องไม่วู่วามตัดสินใจทำเรื่องที่จะเสียใจภายหลังนะ"
หวังซวินเดินเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความเร่งร้อน กล่าวด้วยเสียงกดต่ำ
เฟิงหยงมองรอบตัวด้วยความระแวง เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบๆ อยู่ห่างออกไปร่วมสิบกว่าวา จึงค่อยวางใจลง
"พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล บริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ ข้าได้ตรวจตราโดยรอบแล้ว"
"จื่อสือ เจ้าฟังอยู่ตลอดหรือ?"
หวังซวินพยักหน้า ยอมรับตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมว่า "เมื่อครู่ข้าน้อยออกไปล่าสัตว์ป่ากลับมา เห็นว่ามีไก่ป่าอยู่ตรงนี้หนึ่งตัว คิดว่าเนื้อไก่ป่าอร่อยดี เหมาะจะเอาไว้บำรุงร่างกายพี่ใหญ่ จึงยิงมันลงมา พอจะเก็บมันขึ้นมาก็เห็นว่าหลี่เหวินเซวียนมีท่าทางผิดปกติ แววตาพิรุธ แล้วก็เดินเข้าป่านี้ ข้าน้อยสงสัยว่าเขาจะคิดทำอะไร จึงแอบตามดู แล้วไม่คาดคิดว่าจะเห็นพี่ใหญ่เดินตามเข้ามาด้วย ข้าน้อยกลัวว่าเขาจะทำร้ายพี่ใหญ่ จึงแอบซุ่มอยู่ข้างๆ"
"เจ้ากลัวว่าเขาจะทำร้ายข้า? จื่อสือ เจ้าระแวงหลี่เหวินเซวียน?"
"ถูกต้อง"
"เพราะเหตุใด?"
"เมื่อครั้งอดีต แม่ทัพหลี่แห่งหนานจงตั้งใจจะสวามิภักดิ์ต่ออดีตฮ่องเต้ ก็ต้องอาศัยเส้นทางของแม่ทัพจ้าว เพราะฉะนั้นตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่จึงถือได้ว่าสนิทกันไม่ใช่น้อย ตามหลักแล้ว หลี่เหวินเซวียนควรจะสนิทกับพี่จ้าวมากกว่านี้ นั่นจึงจะเป็นเรื่องปกติ แต่จากที่ข้าน้อยสังเกตมา กลับไม่ใช่เลย พี่ใหญ่ไม่รู้สึกแปลกหรือ?"
"ตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่มีความเกี่ยวข้องเช่นนั้นหรือ?"
เฟิงหยงตกใจในใจ กล่าวในใจว่า ข้าเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
หวังซวินพยักหน้าแล้วกล่าวต่อว่า "หากไม่กลัวว่าพี่ใหญ่จะหัวเราะเยาะ ข้าขอบอกว่าตอนที่บิดาข้าน้อยสวามิภักดิ์เข้ามาใหม่ๆ จำเป็นต้องดำเนินทุกอย่างอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้ไม่เผลอไปล่วงเกินใครโดยไม่รู้ตัว ท่านพ่อจึงเคยสืบความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางชั้นสูงในราชสำนักมาอย่างละเอียด แม่ทัพจ้าวย่อมเป็นบุคคลที่ต้องให้ความใส่ใจ ข้าน้อยจึงพอรู้อะไรบางอย่างในเรื่องนี้"
เฟิงหยงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ...หวังผิงในอนาคตจะกลายเป็นเสาหลักของสูฮั่น ไม่ใช่เพราะโชคหรือบังเอิญเลยจริงๆ หากดูจากเรื่องเล็กเรื่องน้อยอย่างเช่นนี้ การที่เขาระมัดระวังรอบคอบถึงเพียงนี้ แม้จะดวงตกแค่ไหน อย่างน้อยก็ยังรักษาตัวรอดได้ ถ้าหากมีความสามารถติดตัว แล้วมีโชคช่วยอีกนิด ต่อให้ใครก็หยุดเขาไม่อยู่
"แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับที่เจ้าระแวงหลี่เหวินเซวียนอย่างไร?"
"หากตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่สนิทกันจริง พี่ใหญ่เคยเห็นหลี่เหวินเซวียนเรียกพี่จ้าวว่าพี่หรือไม่? ปกติก็แค่เรียกว่าพี่รอง พี่ใหญ่ตามลำดับ พี่จ้าวเป็นคนร่าเริงเปิดเผย แม้แต่กับข้าน้อยที่มีสถานะต่ำต้อยก็ยังเป็นกันเอง ไม่ใช่คนใจแคบเลยสักนิด เกรงว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่หลี่เหวินเซวียนเอง ข้าน้อยสังเกตมาหลายวัน หลี่เหวินเซวียนนั้นหยิ่งในตัวเอง มักยกย่องปัญญาตนเองสูงลิบ เกรงว่าเขาเองก็ไม่เต็มใจจะนับญาติกับพี่จ้าวจริงๆ"
เมื่อได้ฟังคำอธิบายนี้ เฟิงหยงถึงกับสะดุ้งตกใจ มองหวังซวินด้วยสายตาประหลาดใจ ไม่คิดว่าคนเงียบขรึมอย่างเขาจะมีความคิดลึกซึ้งขนาดนี้
เมื่อได้รับแววตาให้กำลังใจจากเฟิงหยง หวังซวินก็ยิ่งมีความมั่นใจ กล่าวต่อว่า "หลี่เหวินเซวียนนั้นหยิ่งยโสเพียงนั้น เหตุใดพอพบพี่ใหญ่ไม่กี่ครั้ง ก็เอ่ยเรียกว่าพี่ใหญ่แล้ว?"
ได้ยินคำเตือนจากหวังซวิน เฟิงหยงก็พลันนิ่งงัน ในใจก็เริ่มสงสัยขึ้นมาทันที...จริงด้วย! หลี่อี๋เริ่มเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
"เจ้าหมายความว่า หลี่เหวินเซวียนมีเจตนาอื่น?"
"ข้าน้อยไม่กล้าพูดลอยๆ แต่ในใจก็คิดเช่นนั้น ต่อให้ไม่มีอะไรก็ตาม ข้าน้อยก็ต้องคอยเฝ้าระวังให้พี่ใหญ่ ส่วนพี่ใหญ่เองก็ควรระวังตัวเช่นกัน นอกจากนี้เรื่องเมื่อครู่..."
หวังซวินหยุดเล็กน้อย คล้ายกำลังเลือกถ้อยคำ ใช้เวลาครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อ "ตระกูลกวนกับตระกูลหลี่จะสมรสกัน อีกทั้งเสนาบดีก็เห็นชอบด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้อื่น พี่ใหญ่ไม่เกี่ยวข้องด้วยแม้แต่น้อย พี่ใหญ่ไยจึงต้องยอมลำบากเพื่อหญิงหนึ่งคน? ด้วยสติปัญญาของพี่ใหญ่ สตรีในใต้หล้านั้นมีถมเถไป จะหาใครดีอีกไม่ได้แล้วหรือ?"
เฟิงหยงตบไหล่หวังซวินด้วยความซาบซึ้ง พลางคิดในใจ...สหายน้อยคนนี้ ข้ารับไว้คุ้มค่าเสียจริง!
ตำแหน่งข้าหลวงกรมเกษตรแห่งฮั่นจง ฟังดูอาจดี: ควบคุมดูแลเรื่องเกษตรกรรมทั้งฮั่นจง แต่ฮั่นจงนั้นเป็นดินแดนรกร้างเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นในสายตาของใครหลายคน นี่ก็แค่ตำแหน่งเปล่าเท่านั้น
ในตอนนี้เขาจึงเป็นเพียงคนที่ถูกมองว่า แม้จะมีผลงาน แต่เสนาบดีกลับเพียงมอบตำแหน่งว่างเปล่ามาให้ดูเหมือนให้เกียรติ แต่ความจริงคือโยนออกไปไว้ชายขอบ
ทว่าหากไม่นับว่าในปีหน้า ฮั่นจงจะได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากทั้งราชสำนักและผู้มีอำนาจเพื่อทำการบุกเบิก หากพิจารณาเพียงฐานะของฮั่นจงในอนาคตในฐานะฐานบัญชาการศึกบุกเหนือแล้วล่ะก็ ตำแหน่งข้าหลวงเกษตรฮั่นจงของเฟิงหยงจะกลายเป็นตำแหน่งลับที่สำคัญยิ่งในภายภาคหน้า
และคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้อย่างเฟิงหยง ก็จะกลายเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากเสนาบดีมาตั้งแต่ต้น ถูกวางตัวและอบรมไว้ล่วงหน้า
แต่เรื่องแบบนี้ย่อมต้องใช้เวลาให้ผู้คนรับรู้ เมื่อตอนที่จ้าวเอ้อปากไวรู้เรื่องนี้เข้า แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้ว่านี่เป็นคำสั่งจากเสนาบดี เขาก็ยังอดพูดให้ความเป็นธรรมแทนไม่ได้ ถือว่าเป็นคนที่หายากแล้ว
ใครจะคิดว่า ครอบครัวหวังกลับยิ่งเด็ดขาดเข้าไปอีก หวังผิงแค่ได้ยินบุตรชายฝากข่าวมา ก็ลางานแล้วรีบเข้าป่าไปตามหาคนให้เขา ส่วนหวังซวินเอง นอกจากจะเฝ้าระวังอยู่ข้างเขาเงียบๆ ยังสามารถคิดแทนเขาได้สารพัด เตือนสติด้วยคำพูดจริงใจอย่างไม่หลบเลี่ยง
หากเป็นคนทั่วไป พอเจอเรื่องเช่นนี้คงหลีกให้ไกล แล้วจะมีใครกล้าเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเช่นหวังซวินอีกเล่า?
"วางใจเถิด จื่อสือ เรื่องนี้ข้าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอน"
เฟิงหยงกล่าวเช่นนี้แล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ดีพอ จึงเสริมอีกว่า "ในวันหน้า ข้าจะไม่ทำให้ตระกูลหวังผิดหวังแน่นอน!"
สูฮั่นเริ่มต้นที่เจียเหมิง และล่มสลายที่ด่านเจี้ยนเหมิน
ข้ามเขาเจี้ยนไป...หรือที่ในอนาคตคือด่านเจี้ยนเหมิน ก็จะเข้าสู่ด่านเจียเหมิง(ด่านแฮบังก๋วน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด่านที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานในตำนาน
ด่านเจียเหมิง...ไม่สิ บัดนี้ควรเรียกว่าฮั่นโส่ว...เป็นด่านประตูทรงโค้งก่อด้วยอิฐ ผนังกำแพงด่านเรียงด้วยแผ่นหิน ด้านหน้าด่านมีภูเขาทับซ้อนกันอยู่ทั้งสองฝั่ง หน้าผาสูงชัน ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงทางเดินแคบเป็นขั้นหินเพียงสายเดียวที่คดเคี้ยววกวนขึ้นไปถึงด่าน ตัวด่านดูชันและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อครั้งอดีต ขุนพลโฮ่วจวินที่ล่วงลับ ได้เคยนำกำลังไม่ถึงพันคนของตนเอง ประจำการอยู่ที่นี่ ต้านทานจางหลู่จากด้านหน้า ต่อสู้หลิวจางจากด้านหลัง ถูกศัตรูจำนวนหนึ่งหมื่นรุมโจมตีตลอดหนึ่งปีเต็ม ทว่าเขากลับสามารถต้านทานไว้ได้ แถมยังสามารถตัดหัวแม่ทัพศัตรูมาได้อีกด้วย
เฟิงหยงยืนอยู่ใต้ด่าน หลงเพ้อจินตนาการอย่างเด็กหนุ่มวัยว้าวุ่น คิดภาพว่าเมื่อคราวนั้นโฮ่วจวินเหยียบหัวแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามไว้แล้วพูดเย้ยว่า
"ข้านี่แหละคือพ่อของเจ้า!"
สุดท้ายก็อดถอนใจด้วยความรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ เอ่ยว่า "เสียดายนักที่มิอาจได้เห็นอาภรณ์กล้าหาญของแม่ทัพโฮ่วในอดีตด้วยตาตนเอง"
"พี่ใหญ่ในเมื่อรู้สึกประทับใจนัก เหตุใดจึงไม่แต่งบทกวีสักบท เพื่อระบายอารมณ์เล่า?"
จ้าวควงที่เข้าใจสถานการณ์ดีรีบเข้ามาเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค
เฟิงหยงเหลือบตามองเขาหนึ่งที พบว่ารอยบวมบนใบหน้าของเขานอกจากจะไม่ยุบ ยังเพิ่มรอยช้ำเขียวอีกหลายแห่ง จำต้องกล่าวบทหนึ่งออกไปว่า
"เอื้อมถึงดวงดาวผ่านปล่องฟ้า เงยหน้าอย่างยากลำบาก ใช้มือทาบหน้าอก พลางนั่งถอนใจยาว...เจ้าว่าควรหรือไม่?"
จ้าวควงมุมปากกระตุก ยิ้มเจื่อนๆ แล้วกล่าวว่า "บทกวีของพี่ใหญ่ แน่นอนว่าย่อมเหมาะสมกับเส้นทางสูนี้ยิ่งนัก เพียงแต่สองบรรทัดนี้ พี่ใหญ่เคยท่องไปแล้วไม่ใช่หรือ?"
เฟิงหยงพยักหน้า เอ่ยว่า "ใช่ ข้ากำลังคิดว่า เมื่อครั้งอดีตที่ฟูจิ้น เซียงฉุน และคนอื่นๆ นำทัพมาบุกโจมตีด่านที่แม่ทัพโฮ่วป้องกันไว้ เช่นนี้แล้ว เกรงว่าได้แค่ถอนหายใจยาวๆ เท่านั้น จึงคิดว่าสองวรรคนี้เหมาะสมยิ่ง"
"พี่ใหญ่ คืนนี้พวกเราควรพักที่ด่านนี้ให้ดี พอผ่านด่านนี้ไปก็จะเข้าสู่ช่วงเส้นทางที่ยากที่สุดของเส้นทางริมผา เดินผ่านคืนนี้ไป อีกหลายวันข้างหน้าคงไม่มีโอกาสดีเช่นนี้แล้ว" หลี่อี๋ก็จูงม้าเข้ามา กล่าวขึ้นด้วย
เฟิงหยงพยักหน้า "ดี แจ้งทุกคนด้วย คืนนี้พักที่นี่ให้เต็มที่"
ด่านเจียเหมิงในเวลานี้อยู่ในเขตแดนของต้าฮั่นแล้ว จึงไม่มีทหารประจำการขนาดใหญ่ มีเพียงทหารราวร้อยนายดูแล และข้าราชการที่ใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงนายทหารยศผู้น้อย ด้วยสถานะของคณะของเฟิงหยงในตอนนี้ แน่นอนว่าย่อมได้รับการจัดให้อยู่ในสถานที่ที่ดีที่สุด
……………….