- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 1 - ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
1 - ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
1 - ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
1 - ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
ปีจางอู่ที่สอง ฮ่องเต้แห่งสูฮั่น(จ๊กก๊กหรือราชวงศ์ฮั่นแห่งแคว้นสู ปาสูก็คือเสฉวนในปัจจุบัน)ทำสงครามกับแคว้นอู๋(ง่อก๊ก)ที่เมืองอีหลิง ลู่ซุ่นของแคว้นอู๋เผาค่ายทหารติดต่อกันเป็นสาย ฮ่องเต้จึงแทบเอาชีวิตไม่รอด ขณะนั้นฝูหรง ผู้เป็นแม่ทัพปลีกตัวออกจากทัพใหญ่เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ฮ่องเต้
เขาได้นำทัพต่อสู้ไม่ถอย ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาล้วนพลีชีพจนหมดสิ้น แคว้นอู๋จึงสั่งให้ฝูหรงยอมจำนน ฝูหรงกลับดุด่าว่า “ข้าเป็นขุนพลแห่งราชวงศ์ฮั่น ไหนเลยจะยอมจำนนต่อสุนัขแห่งแคว้นอู๋ได้!” แล้วต่อสู้จนตัวตายอย่างกล้าหาญ
ในกองทัพของเขามีรองแม่ทัพนามว่าเฟิงหราง ที่บ้านเหลือเพียงหญิงหม้ายและบุตรชายกำพร้า บุตรชายชื่อว่าเฟิงหยง เมื่อรู้ข่าวว่าบิดาเสียชีวิต ก็โศกเศร้าถึงขั้นร่ำไห้สามวันสามคือ สุดท้ายทนต่ออารมณ์ไม่ได้ วิ่งขึ้นเขาหายสาบสูญไป ไม่มีผู้ใดตามทัน และไม่มีผู้ใดรู้ชะตากรรม
ภรรยาของเฟิงหรางสูญเสียทั้งสามีและบุตรชาย จึงกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย ชาวบ้านในยุคนั้นต่างก็ถอนใจด้วยความเวทนา
กระทั่งปีจางอู่ที่สาม เดือนสอง เฟิงหยงก็ปรากฏตัวออกมาจากภูเขา เส้นผมรุงรังไม่ได้หวีปัด พูดจาเพ้อเจ้อคล้ายคนบ้า กระทำตนราวคนเสียสติ ชาวบ้านต่างก็เวทนา จึงมีผู้กราบทูลขึ้นไป
เมื่อฮ่องเต้ทราบข่าว ก็บังเกิดความละอายใจอย่างยิ่ง กล่าวว่า “ที่ครอบครัวเขาต้องล่มจม ล้วนเป็นความผิดของเจิ้น” จากนั้นจึงพระราชทานที่ดินห้าร้อยมู่ คนรับใช้สามคน วัวไถนาสองตัว ผ้าไหมจำนวนหนึ่ง เพื่อยังชีพทายาทวีรชนผู้ซื่อสัตย์และกล้าหาญ
ปีคริสต์ศักราช 223 ตรงกับปีกุ่ยเหม่า ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นปีจางอู่ที่สาม และเป็นปีแรกของรัชศกเจี้ยนซิง
เดือนสี่ พระเจ้าหลิวเป่ย(เล่าปี่)ปฐมฮ่องเต้แห่งสูฮั่นสิ้นพระชนม์ ณ เมืองหย่งอัน ได้รับพระนามหลังสิ้นพระชนม์ว่า เจาลี่ฮ่องเต้ ในปีเดียวกัน องค์ชายหลิวซ่านขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนรัชศกเป็นเจี้ยนซิง
ช่วงปลายเดือนสี่ของแคว้นสู (ปฏิทินจันทรคติ) เข้าสู่ต้นเดือนห้า อากาศค่อยๆ ร้อนขึ้น เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
แสงอาทิตย์ร้อนแรงอยู่เหนือศีรษะ กลางทุ่งนามีแต่ชาวนาโค้งหลังเกี่ยวข้าวสาลี ทุกผู้คนล้วนเหงื่อท่วมราวกับสายฝน แต่ไม่ได้มีใครอู้แต่อย่างใด เสียงนกกาเหว่าเรียกขานเป็นระยะๆ คล้ายเร่งเร้าให้ชาวนารีบเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จเสีย เพื่อจะได้ทันฤดูเพาะปลูกข้าวเปลือก
เด็กชายวัยครึ่งโตไม่ใส่เสื้อ ท่อนล่างสวมเพียงกางเกงผ้าฝ้ายสั้นเป้าเปิด เดินเท้าเปล่าแบกข้าวสาลีวิ่งอยู่บนคันนา วิ่งเร็วจนเมล็ดข้าวหล่นกระจาย โดนด่าทันทีว่า “วิ่งจ้าละหวั่นไปเช่นนั้น ตาบอดหรืออย่างไรถึงไม่เห็นว่าข้าวเม็ดร่วงหมดแล้ว? ทำไมไม่ไปลากหินบดแทนวัวแทนลาเสียเลยล่ะ?”
ไม่ไกลจากทุ่งนา มีลำธารสายหนึ่งไหลเอื่อย ผ่านริมฝั่งที่ร่มรื่นไปด้วยต้นหลิว ใต้ต้นไม้ใหญ่เหมาะแก่การหลบร้อนดีนัก ที่นั่นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งตกปลาอยู่อย่างสบายอารมณ์ เด็กชายที่วิ่งอยู่เมื่อวางข้าวลงแล้วหันไปมองชายคนนั้นใต้ร่มไม้ ในแววตามีแต่ความอิจฉา จึงชะลอฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว
“มองอะไร?” ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
ป๊าบ!
อยู่ดีๆ ศีรษะด้านหลังก็ถูกตบเข้าฉาดหนึ่ง เสียงเอ็ดก็ดังตามมา เด็กชายโดนหญิงร่างล่ำมือข้างหนึ่งเท้าสะเอว มืออีกข้างจับใบหูไว้ “คิดจะอู้หรือ? หืม?” พูดพลางก็แอบเหลือบมองไปทางร่มไม้เหมือนกัน เสียงก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “นั่นน่ะเจ้าของที่นา รู้หรือเปล่า? อยากเป็นคนปัญญาอ่อนเหมือนเจ้าของที่นาหรืออย่างไร?”
เด็กชายตกใจหน้าซีด รีบส่ายหน้าแม้จะยังโดนแม่บิดหูไม่ปล่อย
“ถ้าอย่างนั้นยังไม่รีบไปทำงานอีก?” หญิงร่างล่ำจึงค่อยปล่อยลูกชาย แล้วตบเข้าที่ท้ายทอยอีกฉาดใหญ่ ก่อนจะเร่งฝีเท้ากลับไปเกี่ยวข้าวต่อ
นางเสียงดังฟังชัดยิ่งกว่าระฆังวัด แม้นจะพยายามลดเสียงแล้ว คนฟังกลับยังได้ยินชัดถนัดเหมือนเดิม
ชายหนุ่มใต้ร่มไม้ที่ตกปลาอยู่เป็นวัยรุ่นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด ได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนโดนผึ้งต่อย สะดุ้งลุกขึ้นทันที ด่ากลับว่า “หญิงบ้า! พูดถึงใครอยู่? ปากไม่มีหูรูดหรืออย่างไร? ไม่กลัวข้าขึ้นค่าเช่านาเจ้าบ้างหรือ!”
เขาคิ้วเข้มหน้าใส แม้เสื้อผ้าที่สวมจะไม่ใช่ของหรูหรา แต่ก็ใช่ว่าชาวบ้านธรรมดาจะใส่ได้ ดูก็รู้ว่าเป็นลูกคนมีฐานะ คิดไม่ถึงว่าจะพูดจาหยาบคายไม่ต่างจากพวกชาวไร่ชาวนา
หญิงร่างล่ำที่ปกติไม่มีใครกล้าขัดกลับกลายเป็นหงอ ยิ้มแห้งรีบกล่าวว่า “เจ้าของที่เข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่เร่งให้ลูกทำงานเร็วขึ้นเท่านั้นเอง...”
“เร่งลูกเจ้าทำงานแล้วเอาข้ามาอ้างทำไม? อยากให้ข้าสั่งสอนลูกเจ้าแทนหรืออย่างไร?”
ชาวไร่ที่เกี่ยวข้าวอยู่ไกลๆ เห็นหญิงดุดันต้องถอยทัพ ยังอดหัวเราะไม่ได้
“หัวเราะอะไรกันนักหนา!” ชายหนุ่มยังไม่หายโมโห เท้าสะเอวใช้มือชี้หน้าชาวไร่ “ไม่รีบทำงาน! ถ้าวันนี้ไม่เสร็จ พวกเจ้ามื้อเย็นก็ไปกินลมแทนข้าวเถอะ!”
ชาวไร่ที่โดนด่าไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย ตะโกนตอบกลับว่า “วางใจเถอะเจ้าของที่ ถึงไม่เสร็จตอนนี้ ก็จะฝืนทำต่อจนมืดค่ำให้เสร็จแน่นอน ถ้าเสร็จก่อนล่ะ?”
“ถ้าเสร็จก่อน ข้าจะสั่งให้คนในเรือนเพิ่มหมั่นโถวให้อีกคนละลูก!” เขาพูดพลางโบกมืออย่างอารมณ์ดี
ชาวไร่ได้ยินก็ตะโกนเฮกันลั่น ก้มหน้าก้มตาเร่งเกี่ยวข้าวกันใหญ่
ระหว่างที่ชายหนุ่มพูดกับชาวไร่ หญิงร่างล่ำก็อาศัยจังหวะเผ่นแนบ ส่วนเด็กชายกลับยืนนิ่งไม่ทันหนี พอจะตั้งใจจะตามแม่ กลับถูกชายหนุ่มส่งสายตาเย็นเยียบใส่
บัดซบ! มองข้าเหมือนข้าเป็นโรคระบาดต้องหลบไปให้ไกลคืออะไร? ข้าสู้แม่เจ้าไม่ได้ก็จริง แต่จะสู้เจ้าไม่ได้ด้วยหรือ? เข้ามาสิ เดี๋ยวข้าจะตีให้ตายเลย!
เด็กชายมองเฟิงหยงอย่างหวาดระแวง ค่อยๆ อ้อมหลีกไปเกือบครึ่งทางแล้วจึงวิ่งหนีไป
เฟิงหยงถอนหายใจ ใครๆ เขาเกิดใหม่ก็เป็นฮ่องเต้หรือไม่ก็อ๋อง ส่วนเขาดันมาเป็นแค่ลูกเจ้าของที่ดินคนหนึ่ง พอมีข้าวกินไม่อดตายก็ยังดีอยู่หรอก...
แค่นั้นก็ยังพอทำใจได้ แต่พอทะลุมิติมาแล้วกลับควบคุมสภาพจิตใจไม่ได้ แถมคำพูดที่พูดไปคนอื่นก็ฟังไม่เข้าใจ พฤติกรรมก็เต็มไปด้วยความเคยชินแบบคนยุคใหม่ กลับกลายเป็นว่าถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนเสียสติ
ช่วงแรกที่เพิ่งมาถึง ใครเห็นเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ จนเกือบต้องไปเป็นขอทาน ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงบอกว่า “เกือบ” ก็เพราะเขาค้นพบว่าในยุคนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวาย พวกบ้านธรรมดายังแทบไม่มีอาหารเหลือ จะไปมีข้าวให้ขอทานได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้นการเป็นขอทานก็ไม่ต่างอะไรกับรอความตาย เขาเกือบจะกลายเป็นตัวอย่างด้านลบของคนทะลุมิติแล้ว
หลังจากเขาเริ่มคุ้นชินกับทุกสิ่ง ฮ่องเต้หลิวเป่ย หรือก็คืออดีตฮ่องเต้ ก็พระราชทานที่ดินให้ห้าร้อยมู่ ชีวิตเขาจึงค่อยดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็เพียงแค่พออยู่ได้เท่านั้น ในยุคสมัยที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีมือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีความบันเทิงอะไรเลย เขาไม่มีแม้กระทั่งภรรยา จะให้ระบายอารมณ์กับ “แม่สาวทั้งห้า” ทุกวันก็ไม่ไหว สุดท้ายเลยทำได้แค่แวะมาตกปลาคลายใจ
แต่บังเอิญช่วงนี้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยว พวกชาวนาที่สอนลูกตัวเองก็เอาเขามาเป็นตัวอย่างประกอบว่า
“ยังจะอู้อีกเรอะ เดี๋ยวจะได้กลายเป็นเหมือนเจ้าของที่! รู้ไหมว่าทำไมเจ้าของที่ถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะขี้เกียจน่ะสิถึงกลายเป็นแบบนั้น!”
“ยังจะเล่นน้ำอีกเรอะ เดี๋ยวจมน้ำตาย กินโคลนเข้าไป แล้วจะได้กลายเป็นเหมือนเจ้าของที่ รู้ไหมว่าทำไมเจ้าของที่ถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะเล่นน้ำจนจมน้ำ กินโคลนเข้าไปอย่างไรเล่า!”
...
ชาวไร่ชาวนาไม่ได้มีการศึกษาสูง การอบรมสั่งสอนลูกก็มักจะมีแค่ตีก้น บิดหู พูดจาไม่รู้เรื่อง พอมีตัวอย่างด้านลบให้ใช้อย่างชัดเจนก็ไม่ยอมปล่อยไว้ เอามาโยงใส่ทุกเรื่อง
ตอนแรกเขาได้ยินก็รู้สึกอึดอัด แต่หลังๆ ก็ชินแล้ว ถึงคำพูดเหล่านั้นจะฟังดูแสบหู แต่ก็พูดกันลับหลังทั้งนั้น พอมาเจอหน้าเขาจริงๆ พวกเจ้าของที่อย่างเขา คนพวกนั้นก็ยังกระซิบกระซาบ ไม่กล้าหายใจแรงสักนิด
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว” เด็กชายตัวเล็กครึ่งโตวิ่งตามหลังแม่ ร่ำร้องออกมา
หญิงร่างล่ำตะโกนด่า “เพิ่งพ้นเที่ยงเองก็หิวแล้ว ข้าวเช้าก็กินเสียเยอะ ไม่อิ่มตายเลยหรืออย่างไร?” ปากแม้จะด่า แต่นางกลับหันมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ ก็ชี้ไปที่ไหน้ำที่ปลายทุ่ง “ไปดื่มน้ำรองท้องก่อน แล้วไปพักใต้ต้นไม้สักพักหนึ่ง”
เด็กชายรู้ทันที วิ่งไปพลิกหาในบริเวณไหน้ำ แล้วก็พบว่าในตะกร้าที่วางไหน้ำมีผ้าคลุมอยู่ ข้างในมีหมั่นโถวลูกหนึ่ง แม่เขาแอบเก็บไว้ให้จริงๆ เขากลืนน้ำลายลงคอ รีบเด็ดออกมาครึ่งลูก กำไว้แน่นในมือ แล้วรีบวิ่งไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ริมถนนหลวงไม่ให้ใครเห็น ก่อนจะอ้าปากกัดคำโต
ในช่วงวันที่ชาวไร่เช่านามาเก็บเกี่ยวให้เจ้าของที่ ตามธรรมเนียมเจ้าของที่ต้องจัดหาอาหารให้ชาวไร่สองมื้อต่อวัน เป็นมาตรฐานแค่ให้อิ่มท้อง ไม่ได้หรูหราอะไร
แต่ดูเหมือนเจ้าของที่ตระกูลเฟิงนี้จะไม่เหมือนใคร นอกจากข้าวฟ่างแล้ว ยังมีของที่เรียกว่าหมั่นโถว...ว่ากันว่าเลียนแบบหัวของชนเผ่าต่างแดน ทำออกมานุ่มและอร่อย ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ได้ยินว่าใช้ข้าวสาลีปอกเปลือกแล้วบดเป็นแป้งทำขึ้น ถือว่าเปลืองสุดๆ
เวลามีหมั่นโถว คนก็ไม่แย่งข้าวฟ่างกันเลย หมั่นโถวลูกนี้แม่ของเขาแอบเก็บไว้ตั้งแต่ตอนเช้าเพราะรู้ดีว่าเด็กชายวัยนี้หิวบ่อย จะได้ให้เขามีแรงทำงานกลางวันประทังถึงมื้อเย็น
“อ้าว? ยังมีเจ้าหนูแอบกินข้าวอีกเหรอ?”
บางทีอาจเพราะหมั่นโถวแห้งเกินไป หรือเพราะรีบกินเกินไป หรือไม่ก็เพราะตกใจเกินเหตุ เด็กชายถึงได้ติดคอ ไออยู่หลายครั้งก็ไม่หลุด กลืนก็ไม่ได้ เริ่มตาเหลือกเหมือนจะขาดใจตาย
“อย่าเพิ่งตกใจๆ ข้าไม่ได้จะแย่งกินด้วยเสียหน่อย” คนที่อยู่ข้างๆ พูดพลางยื่นถุงน้ำมาให้เขาดื่มคำหนึ่ง เด็กชายถึงกลืนหมั่นโถวลงคอได้ในที่สุด
เขาจึงเห็นว่าริมถนนหลวงมีเกวียนวัวจอดอยู่ บนเกวียนมีบุรุษหนึ่งแต่งตัวดูดี กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่แม้แต่จะชายตามามอง ส่วนคนที่พูดกับเขาและยื่นถุงน้ำให้นั้นคือผู้ดูแลวัวและเกวียนนั่นเอง
……………….