41-44
41-44
บทที่ 41: รากวิญญาณสวรรค์ขั้นสูงสุดและการทะลวงขั้นแปรสภาพเทพ
ภายใต้ม่านราตรี กู้อันเคลื่อนไหวว่องไวปานภูตพราย ลัดเลาะผ่านป่าเขาด้วยความชำนาญ ทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปนั้นตรงกันข้ามกับจุดที่เขาสังหารหลินฝูเทียนอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้เขาวางแผนจะออกไปให้ไกลกว่าร้อยลี้เพื่อทำการทะลวงระดับพลัง
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเฝ้าสังเกตการณ์จนมั่นใจแล้วว่า ทันทีที่เข้าสู่ยามดึกสงัด เหล่าศิษย์จากหอคุมกฎจะไม่มาเดินตรวจตราในบริเวณนี้
ระหว่างที่กำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า ข้อความจากระบบก็เด้งขึ้นมาตรงหน้ากู้อันเป็นชุด
[ท่านช่วงชิงอายุขัยจากหญ้ารากขม (ระดับ 3) สำเร็จ ได้รับอายุขัย 6 ปี]
[ท่านช่วงชิงอายุขัยจากหญ้ารากขม (ระดับ 3) สำเร็จ ได้รับอายุขัย 7 ปี]
[อายุขัยสะสมของท่านทะลุ 100,000 ปีเป็นครั้งแรก ปลดล็อกฟังก์ชัน: การอนุมานชะตา]
[การอนุมานชะตา: ใช้อายุขัยเพื่อทำนายเหตุแห่งมรรคผลและชะตากรรม จำนวนอายุขัยที่ต้องจ่ายขึ้นอยู่กับความหนักหนาของกรรมที่ต้องการหยั่งรู้]
อนุมานชะตา?
คิ้วของกู้อันขมวดเข้าหากันทันที สัญชาตญาณบอกว่ามีกลิ่นตุๆ ลอยมาแต่ไกล
นี่มันกะจะล้างผลาญอายุขัยตูชัดๆ!
ขืนใช้มั่วซั่ว มีหวังโดนสูบจนแห้งตายคาที่แน่ๆ
แต่ถึงจะบ่นในใจ กู้อันก็ตัดสินใจว่าจะขอลองเชิงดูสักหน่อย พอฟังก์ชันใหม่โผล่มา ความรู้ความเข้าใจในการใช้งานก็ไหลเข้าสมองโดยอัตโนมัติ
สรุปง่ายๆ การอนุมานก็คือการเอาอายุขัยไปแลกคำตอบนั่นแหละ
กู้อันลองถามในใจดูเล่นๆ ว่า "ระบบ ข้าจะใช้อายุขัยทำนายว่า ตอนนี้เจียงฉยงคิดจะฆ่าข้าอยู่หรือเปล่า?"
ผ่านไปประมาณสองลมหายใจ
[ต้องใช้อายุขัย 300 ปีในการทำนาย ยืนยันหรือไม่]
ไม่โว้ย!
แพงระยับ!
กู้อันปฏิเสธทันควันแบบไม่ต้องคิด แต่การทดลองครั้งนี้ก็ทำให้เขาเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง อย่างน้อยระบบหน้าเลือดนี่ก็ยังมีความจริงใจพอที่จะบอกราคาก่อนหักเงิน ไม่ใช่สูบพรวดเดียวหมดตัว
กู้อันเลิกสนใจฟังก์ชันใหม่แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินทางต่อ ฟังก์ชันนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาคงไม่แตะต้อง การเอาอายุขัยอันมีค่าไปละลายแม่น้ำเพื่อความอยากรู้อยากเห็น มันดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ตลอดเส้นทางที่เหลือ กู้อันระมัดระวังตัวแจ เขาแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปรอบทิศทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจ๊ะเอ๋กับยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิด
ค่ำคืนเงียบสงัด
แม้จะไม่เจอสัตว์อสูรดุร้าย แต่ก็ยังพอเห็นสัตว์ป่าทั่วไปอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นสัตว์กินพืชพวกกระต่ายป่าหรือหนูนา
เมื่อห่างจากหุบเขาเสวียนกู่ได้ราวห้าสิบลี้ สายตาของกู้อันก็พลันสะดุดเข้ากับเจ้าหนูวิญญาณขาว
ในป่าทึบ เจ้าหนูตัวดีกำลังวุ่นวายอยู่กับกระต่ายป่าตัวหนึ่ง มันวิ่งตามก้นกระต่ายต้อยๆ พอกระต่ายกระโดด มันก็กระโดดตาม แถมยังยื่นจมูกไปดมก้นกระต่ายเป็นพักๆ
ท่าทางเหมือนหมาตัวโตกำลังไล่จีบสาวไม่มีผิด
ดูอนาถชะมัด...
กู้อันแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วย่องผ่านไปเงียบๆ ไม่อยากจะไปขัดจังหวะความสุขของมัน
"มิน่าล่ะ พักหลังมานี้ชอบหนีเที่ยว ที่แท้ก็มาทำตัวเป็นกระต่ายอยู่นี่เอง..."
พอนึกถึงภาพเมื่อกี้ กู้อันก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เจ้าหนูวิญญาณขาวนี่เลี้ยงไปเลี้ยงมาคงกู่ไม่กลับแล้ว โชคดีที่เขายังมีมังกรฮ่าวเป็นความหวังของหมู่บ้าน
พอนึกถึงร่างอันสง่างามน่าเกรงขามของมังกรฮ่าว อารมณ์ของกู้อันก็ดีขึ้นมาทันตา
ผ่านไปครึ่งก้านธูป กู้อันก็มาถึงป่าทึบแห่งหนึ่ง ใบไม้หนาทึบสานกันแน่นจนแม้แต่คนที่บินผ่านด้านบนก็ยากจะมองเห็นพื้นล่าง
กู้อันนั่งขัดสมาธิลงใต้ต้นไม้ใหญ่ สูดลมหายใจลึกเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู
เขามองตัวเลขอายุขัย 100,003 ปี ด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ
หนึ่งแสนปี! นี่มันเศรษฐีชัดๆ! คราวนี้แหละพ่อจะยกระดับให้ยับ
เริ่มจากรากวิญญาณก่อนเลย ของพรรค์นี้อัปยากที่สุด ต้องทุ่มทุนสร้างหน่อย
จะใส่เท่าไหร่ดีนะ?
กู้อันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแบบป๋าๆ จัดไปเลยหนึ่งหมื่นปี!
[ท่านใช้อายุขัย 10,000 ปี เพื่อวิวัฒนาการรากวิญญาณ]
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 100 ปี การรับรู้ของรากวิญญาณ 5 ธาตุเพิ่มขึ้น]
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 200 ปี การรับรู้ของรากวิญญาณ 5 ธาตุเพิ่มขึ้น]
...
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 2,000 ปี ในที่สุดท่านก็จับเคล็ดความจริงแห่งฟ้าดินได้ รากวิญญาณได้รับการชำระล้าง รากวิญญาณ 5 ธาตุยกระดับสู่ขั้น 'สามัญชั้นเลิศ' โดยธาตุไม้และดินโดดเด่นเป็นพิเศษ]
...
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 5,000 ปี ท่านเข้าถึงแก่นแท้แห่ง 5 ธาตุ ฟ้าดินสั่นพ้อง รากวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ กลายเป็น 'รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุ']
...
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 8,000 ปี ท่านสัมผัสได้ถึงกฎแห่งธาตุไม้ รากวิญญาณธาตุไม้ของท่านวิวัฒนาการเป็น 'รากวิญญาณสวรรค์ธาตุไม้ขั้นสูงสุด']
[ท่านซึมซับวิถีธรรมชาติ 10,000 ปี การรับรู้ของรากวิญญาณ 5 ธาตุเพิ่มขึ้น]
ข้อความแจ้งเตือนเด้งรัวๆ เป็นสิบๆ บรรทัดจนกู้อันตาลาย ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา
ทันทีที่ข้อความสุดท้ายปรากฏ เขารีบกาง 'อาณาเขตอายุขัย' ออกมาทันที
ฉับพลันนั้น ผืนหญ้าใต้เท้าก็เปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง แม้แต่ต้นไม้ด้านหลังก็ส่งแสงสีเขียวระยิบระยับ พื้นที่ภายในอาณาเขตสว่างไสวราวกับกลางวัน
รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุ!
กู้อันเนื้อเต้นด้วยความตื่นเต้น
รากวิญญาณสวรรค์คือที่สุดของพรสวรรค์เท่าที่เขาเคยได้ยินมา แม้แต่จีเซียวอวี้แห่งตระกูลจีก็เทียบไม่ติด
ปกติรากวิญญาณสวรรค์มักจะเป็นธาตุเดี่ยว ซึ่งแค่ธาตุเดียวความเร็วในการฝึกตนก็เร็วกว่าพวกสองธาตุแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว
ตามคำบอกเล่าของหลี่หยา คนที่มีรากวิญญาณสวรรค์คือลูกรักของพระเจ้า ต้องมีวาสนาเทียมฟ้า หรือไม่ก็ต้องเป็นตระกูลใหญ่ที่สั่งสมบุญบารมีมานับพันปีถึงจะมีโอกาสให้กำเนิดอัจฉริยะแบบนี้สักคน
ในราชวงศ์ไท่ชางตอนนี้มีผู้ครองรากวิญญาณสวรรค์เพียงคนเดียว และคนผู้นั้นก็อยู่ในสำนักไท่เสวียน แต่หลี่หยาไม่ได้บอกว่าเป็นใคร
กู้อันสงสัยตะหงิดๆ ว่าหลี่เสวียนเต้าอาจจะเป็นคนนั้นก็ได้ แค่เก็บงำประกายไว้ได้แนบเนียน
ในขณะที่กู้อันกำลังครุ่นคิด พลังปราณฟ้าดินก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย มันทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว แต่ในขณะเดียวกันก็สุขสมอย่างบอกไม่ถูก
เติมอีกสักหมื่นปีจะเป็นไรไป!
ในเมื่อชีวิตมันเหลือเฟือ กู้อันก็เริ่มรู้สึกว่าหนึ่งหมื่นปีมันก็แค่เศษเงิน
คิดได้ดังนั้น เขาก็โยนอายุขัยอีกหมื่นปีลงไปที่รากวิญญาณทันที ข้อความแจ้งเตือนเด้งรัวขึ้นมาอีกชุดใหญ่
[การรับรู้ของรากวิญญาณเพิ่มขึ้น!]
[การรับรู้ของรากวิญญาณเพิ่มขึ้น!]
กู้อันจ้องมองข้อความที่เหมือนเดิมเป๊ะด้วยใจที่เริ่มสั่นไหว
ท่าจะไม่ดีแล้ว!
ซวยแล้ว!
งานเข้าแล้วไงกู้อัน!
จนกระทั่งผ่านไป 5,000 ปี รากวิญญาณธาตุดินของเขาถึงได้เลื่อนขั้นเป็นรากวิญญาณสวรรค์ขั้นสูงสุด
แต่ 5,000 ปีหลังจากนั้น... มีแต่คำว่า 'การรับรู้เพิ่มขึ้น' ล้วนๆ เหมือนถมทรายลงทะเลไม่มีวันเต็ม
หัวใจของกู้อันเหมือนโดนกรีดเลือด
เขาฝึกวิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ แค่ธาตุไม้ธาตุเดียวก็เหลือเฟือแล้ว นั่นหมายความว่าไอ้หมื่นปีหลังที่เทลงไปนี่แทบจะสูญเปล่า ไม่ได้ช่วยให้เขาฝึกเร็วขึ้นสักนิด
แต่รากวิญญาณเป็นของติดตัวมาแต่เกิด ในโลกความเป็นจริงไม่เคยได้ยินว่ามีวิชาไหนยกระดับมันได้ การที่เขาเปลี่ยนจากรากวิญญาณ 5 ธาตุธรรมดาๆ มาเป็นรากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุได้นี่ก็ปาฏิหาริย์สุดๆ แล้ว
ไม่ได้!
ต้องเติมอีก!
จะปล่อยให้หมื่นปีนี้เสียเปล่าไม่ได้!
กู้อันกัดฟันกรอด เทอายุขัยลงไปอีกหนึ่งหมื่นปี
ข้อความเด้งขึ้นมารัวๆ อีกครั้ง สีหน้าของกู้อันเริ่มดำคล้ำลงเรื่อยๆ
หมดไปอีกหมื่นปี รากวิญญาณธาตุไฟกลายเป็นขั้นสูงสุด
อย่าบอกนะว่าหนึ่งหมื่นปีได้แค่หนึ่งธาตุ?
กู้อันหน้ามืดตามัว เทอายุขัยลงไปอีกหมื่นปี ปราณฟ้าดินที่ไหลเข้าสู่ร่างหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ รอบตัวเขาเริ่มมีจุดแสงสีเทาและสีแดงปรากฏเพิ่มขึ้นมา
หลังจากข้อความเด้งรัวๆ อีกชุดใหญ่ รากวิญญาณธาตุน้ำก็กลายเป็นขั้นสูงสุด
ถ้าครบ 5 ธาตุ มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไหมนะ?
กู้อันตัดสินใจเทหมดหน้าตัก อีกหนึ่งหมื่นปี!
ในที่สุด รากวิญญาณธาตุทองก็กลายเป็นขั้นสูงสุด ในหน้าต่างสถานะ ช่องรากวิญญาณเปลี่ยนเป็น [รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุขั้นสูงสุด] อย่างเต็มภาคภูมิ
กู้อันมองตัวเลขอายุขัยที่เหลืออยู่ด้วยแววตาว่างเปล่า
ห้าหมื่นปี... หายวับไปกับตา...
หลังจากหายบ้าคลั่ง ความรู้สึกว่างเปล่ามหาศาลก็ถาโถมเข้ามาในใจ
ปราณปฐพีไหลบ่าเข้าสู่ร่างอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายของเขาตกอยู่ในสภาวะมหัศจรรย์ ทั้งคันทั้งอบอุ่น แต่กลับไม่รู้สึกทรมานแม้แต่น้อย
รอบกายเขามีแสงดาวระยิบระยับลอยล่อง ไฟสีแดง ไม้สีเขียว น้ำสีฟ้า ทองสีเหลือง และดินสีเทา ราวกับกาแล็กซีขนาดย่อมที่งดงามจับตา
กู้อันนั่งเหม่อลอย สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งชั่วยามผ่านไป การผลัดเปลี่ยนรากวิญญาณเสร็จสมบูรณ์ กู้อันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเปลี่ยนไป การรับรู้ที่เฉียบคมขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้เขารู้สึกสดชื่นตื่นตัว
ความรู้สึกนี้มันสุดยอดไปเลย!
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าห้าหมื่นปีที่เสียไปมันคุ้มค่าซะยิ่งกว่าคุ้ม
รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุขั้นสูงสุด แค่นี้ก็เพียงพอจะข่มทั่วทั้งราชวงศ์ไท่ชางได้แล้ว ส่วนจะเทียบกับทั้งโลกมนุษย์ได้ไหมเขาไม่กล้าฟันธง เพราะยังไม่รู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่แค่ไหน
กู้อันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เลื่อนสายตาไปมองช่องเคล็ดวิชา
จะยกระดับวิชาดีไหมนะ?
เขากลัวว่าถ้ายกระดับวิชาไปถึงระดับหนึ่ง ค่าใช้จ่ายมันจะพุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ ยิ่งตอนนี้เขามีรากวิญญาณเทพเจ้าแล้ว แถมวิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ก็ไม่ใช่ไก่กา มัวแต่สร้างรากฐานอยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่จะเก่ง?
เดี๋ยวเกิดมีผู้ฝึกมารระดับแปรสภาพเทพโผล่มาดักตบหัวทิ่มจะทำยังไง!
ยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรไปเลยดีกว่า!
รากวิญญาณใหม่จ๋า อย่าทำให้พ่อผิดหวังนะลูก!
ลองเชิงก่อนสักหมื่นปี พลังฝีมือคือของจริง คุ้มค่าแก่การลงทุน!
จัดไป!
[ท่านใช้อายุขัย 10,000 ปี เพื่อจำลองการบำเพ็ญเพียร]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 10 ปี ท่านใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นสูงฝืนทะลวงด่านแปรสภาพเทพ เริ่มต้นการฝ่าด่านเคราะห์ ท่านไม่สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ 5 ธาตุได้ การฝ่าด่านล้มเหลว]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 100 ปี ท่านใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นสูงฝืนทะลวงด่านแปรสภาพเทพ... การฝ่าด่านล้มเหลว]
...
มองดูข้อความ 'ล้มเหลว' ที่เด้งขึ้นมาเรื่อยๆ กู้อันยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้
ร้อยปีลองที รับได้น่า
ให้มันรู้ไปสิว่าข้าจะกากถึงขนาดล้มเหลวร้อยครั้งติด!
โชคดีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
[ท่านบำเพ็ญเพียร 2,700 ปี ท่านใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นสูงฝืนทะลวงด่านแปรสภาพเทพ ท่านฝ่าฟันด่านเคราะห์ 5 ธาตุได้สำเร็จ ทะลวงเข้าสู่ระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 1]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 3,000 ปี พลังบำเพ็ญเพียรเลื่อนสู่ระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 2]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 3,200 ปี พลังบำเพ็ญเพียรเลื่อนสู่ระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 3]
...
[ท่านบำเพ็ญเพียร 5,000 ปี พลังบำเพ็ญเพียรเลื่อนสู่ระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 9]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 5,200 ปี ท่านใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นสูงฝืนทะลวงด่านฝ่าความว่างเปล่า เริ่มต้นการฝ่าด่านเคราะห์ ท่านไม่สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ทมิฬได้ การฝ่าด่านล้มเหลว]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 6,400 ปี... การฝ่าด่านล้มเหลว]
...
เอาล่ะ เริ่มมหกรรมความล้มเหลวอีกรอบ!
สองร้อยปีลองที ก็ยังพอรับไหว
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มขบคิด รากวิญญาณเทพเจ้าดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการฝ่าด่านเคราะห์เลยแฮะ
หรือว่าความแข็งแกร่งของตัวเองต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ?
พวกคาถา, อิทธิฤทธิ์, ค่ายกล, วิชาลับ, อาวุธวิเศษ...
[ท่านบำเพ็ญเพียร 9,600 ปี... การฝ่าด่านล้มเหลว]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 9,800 ปี ท่านใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นสูงฝืนทะลวงด่านฝ่าความว่างเปล่า ท่านฝ่าฟันทัณฑ์สวรรค์ทมิฬได้สำเร็จ ทะลวงเข้าสู่ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 1]
[ท่านบำเพ็ญเพียร 10,000 ปี พลังบำเพ็ญเพียรของท่านเพิ่มขึ้น]
กู้อันเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู ยังเหลืออายุขัยอีกเกือบสี่หมื่นปี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
บทที่ 42: ทะลวงระดับฝ่าความว่างเปล่า และการมาเยือนของจอมมาร
กู้อันตัดสินใจหยุดการผลาญอายุขัยไว้เท่านี้ก่อน เขาอยากจะรอให้ระดับพลังในโลกความเป็นจริงตามทันระดับฝ่าความว่างเปล่าขั้นที่หนึ่งเสียก่อน ขืนดูดซับปราณต่อนานกว่านี้ ฟ้าอาจจะสว่างคาตา
ถ้าพวกลูกศิษย์ตื่นมาไม่เจอเขาในหุบเขา ความวุ่นวายคงตามมาเป็นขบวนแน่
พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนที่สิ้นสุดลง กู้อันสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราณจากใต้พิภพกำลังพวยพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ตู้ม!
พื้นดินระเบิดคลื่นพลังปราณมหาศาลราวกับสึนามิ แรงลมกรรโชกจนเสื้อผ้าของเขาปลิวไสว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง
แต่ร่างกายของเขากลับยืนหยัดมั่นคงไม่ไหวติง เพราะพลังปราณเหล่านั้นได้แทรกซึมเข้าสู่ร่าง กลายเป็นดั่งโซ่ตรวนที่ยึดเขาไว้กับผืนดิน
การดูดกลืนพลังปราณครั้งนี้รุนแรงกว่าตอนทะลวงระดับวิญญาณแรกกำเนิดชนิดคนละเรื่อง พื้นดินที่กู้อันนั่งทับอยู่ถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
เขาแอบปาดเหงื่อในใจ โชคดีนะที่กางอาณาเขตอายุขัยไว้ ไม่งั้นความแตกแหงๆ
แต่จู่ๆ ความกังวลก็ผุดขึ้นมา เล่นใหญ่เบอร์นี้ จะส่งผลกระทบอะไรกับสำนักไท่เสวียนไหมเนี่ย?
ถึงจะกางอาณาเขตไว้ แต่พลังปราณไม่ได้เสกขึ้นมาเอง มันโดนสูบมาจากใต้ดิน ซึ่งก็คือเส้นชีพจรของสำนักไท่เสวียนนั่นเอง
กู้อันเริ่มตั้งสมมติฐานใหม่
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรผ่านการจำลองอายุขัย มันขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของพลังปราณในสถานที่จริงด้วยหรือเปล่า?
เป็นไปได้สูงมาก พอนึกถึงหลี่เสวียนเต้า อายุแค่ 230 ปีแต่ล่อไปถึงระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 8 มันเวอร์วังอลังการเกินไป
ลองคิดดูดีๆ ช่องว่างระหว่างเขากับหลี่เสวียนเต้ามันห่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าหมอนั่นมีรากวิญญาณสวรรค์เหมือนกัน ความได้เปรียบมันคนละชั้นเลย
ในฐานะจักรพรรดิ หลี่เสวียนเต้ามีสิทธิ์ครอบครองถ้ำฝึกตนเกรดพรีเมียม เสพยาระดับเทพได้ไม่อั้น แถมวิชาที่ฝึกก็ต้องเป็นระดับตำนาน
ไหนจะค่ายกล อาวุธวิเศษอีกสารพัด นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาฝ่าด่านเคราะห์ได้ไวปานจรวด
ตอนที่จั่วอีเจี้ยนฝ่าด่านเคราะห์ ก็มีพวกยอดฝีมือมาคอยคุ้มกันให้พรึ่บพรั่บ ชาวบ้านเขาเตรียมตัวกันแทบตายกว่าจะฝ่าด่าน แต่กู้อันเล่นสายดิบเถื่อน อาศัยความถึกทนในการจำลองล้วนๆ ถ้าเป็นชีวิตจริง ตายก็คือจบเห่ ไม่มีโอกาสให้มากดปุ่ม 'ลองใหม่' ทุกสองร้อยปีหรอกนะ
ถ้าเอาระบบจำลองไปเทียบกับชีวิตจริงของหลี่เสวียนเต้า กู้อันอาจจะดูเหมือนกาก แต่เดี๋ยวก่อน...
ความจริงคือ กู้อันเป็นระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 1 ในวัย 34 ปี!
หลี่เสวียนเต้าจะแตะระดับฝ่าความว่างเปล่าก่อน 300 ปีได้รึเปล่าเหอะ?
ในโลกนี้จะมีใครอีกไหมที่กล้าฝึกแบบ 'ตัวเปล่าเล่าเปลือย' แถมยังใช้วิธี 'เอาหน้าไถทัณฑ์สวรรค์' แบบเขา?
พอมองมุมนี้ กู้อันก็รู้สึกหล่อขึ้นมาทันที อายุขัยที่เสียไปในระบบมันก็แค่ตัวเลข แต่พลังในโลกความจริงสิของแท้!
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มคิดว่าควรจะหาพวกวิชาธาตุอื่นๆ หรือวิชาสาย 5 ธาตุมาฝึกเสริมดีไหม จะได้รีดศักยภาพของรากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุออกมาให้หมดจด
ครืนนนน—
เสียงคำรามของปราณปฐพีที่ไหลเข้าสู่ร่างดังสนั่นหวั่นไหว ภายในอาณาเขตเกิดพายุหมุน พลังปราณห้าสีหนาทึบจนแทบจะกลืนกินร่างของเขาไปทั้งตัว
...
เมฆดำเคลื่อนคล้อย บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด
ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่ง ภายในศาลาเล็กๆ แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง จั่วอีเจี้ยนผู้มีผมขาวโพลนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ บนปกหนังสือเขียนคำว่า 'ตำนานเทพยุทธ์'
"แสงทองเหนือศีรษะแยกห้าสี บัวแดงใต้เท้าส่งข้ามหมื่นลี้ เสื้อคลุมแปดทิศมาพร้อมปราณม่วง กระบี่สามคมนามชิงผิง..."
จั่วอีเจี้ยนพึมพำบทกลอน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความดื่มด่ำ
เขาหลงใหลในตำนานเทพยุทธ์มาหลายปี อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังเจออะไรใหม่ๆ เสมอ ถึงในหนังสือจะไม่มีเคล็ดวิชาให้ฝึก แต่จินตนาการถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหล่านั้นก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรง
เขามั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้ซ่อนสัจธรรมบางอย่างไว้ เพียงแต่เขายังเข้าไม่ถึง
ทันใดนั้น จั่วอีเจี้ยนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาลุกพรวดขึ้นยืน สายตาจับจ้องไปที่พื้นดิน
ค่ำคืนเงียบสงัด ลมหนาวพัดกรรโชก
เสียงลมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันวูบไหวอย่างรุนแรง ราวกับจะดับแหล่มิดับแหล่
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วสารทิศต่างพากันบินออกมาจากที่พัก ศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากเริ่มรวมตัวกันเหนือเมือง
"เกิดอะไรขึ้น? พลังปราณกำลังจมลงดิน!"
"เจ้าก็รู้สึกเหมือนกันรึ?"
"อย่าบอกนะว่าปีศาจบุก?"
"ไม่น่าใช่มั้ง นี่มันสำนักไท่เสวียนนะ ใครจะกล้ามาหาที่ตาย?"
"หรือว่ามีค่ายกลใหญ่ใต้ดินกำลังทำงาน?"
ศิษย์ฝ่ายนอกวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เย่หลานเองก็ขี่กระบี่เหินเวหาออกมาจากเรือนพัก เธอมองไปทางถนนในเขตศิษย์ฝ่ายนอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ความมืดปกคลุม ผู้คนบินว่อนเต็มท้องฟ้า ส่วนศิษย์รับใช้ที่เหาะไม่ได้ก็ได้แต่รวมตัวกันบนถนนด้วยความหวาดผวา
ทุกคนสัมผัสได้ว่าพลังปราณกำลังไหลลงสู่ใต้ดินอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเคยเห็นสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความเร็วที่พลังปราณลดฮวบ บรรยากาศในเมืองศิษย์ฝ่ายนอกเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
พลังปราณคือหัวใจสำคัญของสำนักใหญ่ ความมั่งคั่งของสำนักก็วัดกันที่ตรงนี้แหละ
...
ในป่าลึก กู้อันก้าวเข้าสู่ระดับแปรสภาพเทพอย่างสมบูรณ์ วิญญาณแรกกำเนิดลอยออกมาจากกลางกระหม่อม ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
ระดับวิญญาณแรกกำเนิดสามารถสร้างตัวอ่อนวิญญาณได้ แต่ปกติมันจะออกจากร่างไม่ได้ ถ้าออกเมื่อไหร่คือตัดขาดจากกายเนื้อทันที ซึ่งจะทำกันก็ต่อเมื่อจวนตัวใกล้ตายแล้วต้องการไปยึดร่างชาวบ้าน
แต่ระดับแปรสภาพเทพ วิญญาณแรกกำเนิดจะวิวัฒนาการเป็น 'จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์' ซึ่งเปรียบเสมือนการปรากฏรูปของวิญญาณ การถอดจิตในระดับนี้จะไม่ตัดขาดจากกายเนื้อ และคนที่ระดับต่ำกว่าแปรสภาพเทพจะมองไม่เห็นจิตวิญญาณนี้ เว้นแต่เจ้าตัวจะจงใจให้เห็น
เมื่อจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้น สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนก็จะพัฒนาไปอีกขั้นแบบก้าวกระโดด
กู้อันกำลังดื่มด่ำกับการเปลี่ยนแปลงนี้ วิญญาณแรกกำเนิดค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างเป็นดอกบัวเขียว แล้วเบ่งบานออก เผยให้เห็นจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกขึ้นยืนช้าๆ รูปร่างหน้าตาเหมือนตัวจริงเปี๊ยบ แถมยังมีเสื้อผ้าสวมใส่ครบชุด
ระดับแปรสภาพเทพยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด กู้อันยังคงพุ่งทะยานสู่ระดับที่สูงกว่า และยิ่งสูง เขาก็ยิ่งสูบพลังปราณหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนสังเกตเห็นว่าป่านอกอาณาเขตเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ
งานงอกแล้วกู้อัน!
เล่นใหญ่เกินเบอร์ไปแล้ว!
กู้อันไม่กล้าส่งจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกไปสำรวจนอกอาณาเขต กลัวไปจ๊ะเอ๋กับพวกระดับแปรสภาพเทพที่อาจจะกำลังส่องพื้นที่แถวนี้อยู่
สำนักไท่เสวียนต้องมีระดับแปรสภาพเทพแน่ๆ ขนาดศิษย์ฝ่ายนอกยังมีระดับวิญญาณแรกกำเนิดเดินกันให้ว่อน แล้วระดับหัวกะทิข้างในจะขนาดไหน
เขาถึงขั้นระแวงว่าในสำนักอาจจะมีระดับฝ่าความว่างเปล่าซ่อนอยู่ ไม่งั้นหลี่เสวียนเต้าที่เป็นถึงจักรพรรดิระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 8 จะต้องมาทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ ทำไม?
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
หนึ่งชั่วยามต่อมา พลังฝีมือของกู้อันพุ่งแตะระดับแปรสภาพเทพ ขั้นที่ 9
ทันใดนั้น เงาสองร่างก็พุ่งผ่านท้องฟ้ายามราตรี กู้อันใช้เนตรหยั่งรู้อายุขัยส่องทันทีที่มองเห็น
แม่เจ้า!
ระดับวิญญาณแรกกำเนิดสองคน!
กู้อันเหงื่อตก ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ใครสนใจป่าแถบนี้เลย
อาณาเขตอายุขัยช่วยพรางตาได้ก็จริง แต่ถ้ามีใครเดินดุ่มๆ เข้ามาชนก็จบเห่
หลังจากนั้น ก็มียอดฝีมือบินผ่านไปมาไม่ขาดสาย อย่างกากสุดก็ระดับวิญญาณแรกกำเนิด
ไม่นานนัก เขาก็เห็นระดับแปรสภาพเทพตัวเป็นๆ บินผ่านไป และไม่ได้มีแค่คนเดียว!
กู้อันรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะแหย่รังแตนเข้าให้แล้ว ประเด็นคือตอนนี้เขากำลังจะทะลวงระดับฝ่าความว่างเปล่า ซึ่งต้องใช้พลังปราณมหาศาลกว่าเดิมอีก
คืนนี้... คงไม่ได้นอนกันทั้งสำนักแน่นอน
จนกระทั่งรุ่งสาง การเพิ่มระดับของกู้อันจึงค่อยๆ ชะลอลง
ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 1!
เมื่อถึงระดับนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สามารถท่องไปได้ไกลนับหมื่นลี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณ สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ประสาทสัมผัส หรือพลังเลือดลม ล้วนถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
กู้อันลุกขึ้นยืนช้าๆ แสงตะวันสาดส่องลงมาในอาณาเขต อาบไล้ร่างของเขาราวกับสวมอาภรณ์แห่งเทพเจ้ายามเช้า เขามองไปยังดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า
พลังปราณในร่างมันเอ่อล้นจนเขารู้สึกเหมือนจะทำอะไรก็ได้ดั่งใจนึก
เขาปลดอาณาเขตอายุขัย แล้วเดินมุ่งหน้ากลับหุบเขาเสวียนกู่
แค่ค่ากางอาณาเขตก็ปาเข้าไปเกือบสองพันปี แสดงว่าเมื่อคืนเล่นใหญ่ไฟกระพริบจริงๆ
ทันทีที่การทะลวงด่านจบลง สภาพฟ้าดินก็กลับสู่ปกติ เพียงแต่พลังปราณในป่าเบาบางลงจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับเมื่อวาน
แม้แต่กู้อันระดับฝ่าความว่างเปล่ายังคำนวณไม่ถูกเลยว่าเมื่อคืนซัดพลังปราณไปมากแค่ไหน
ระหว่างทางกลับ กู้อันยังเห็นพวกยอดฝีมือบินว่อนอยู่บนฟ้า นับตั้งแต่เมื่อคืนเขาเห็นระดับแปรสภาพเทพไปแล้วถึงเจ็ดคน ต้องยอมรับเลยว่าสำนักไท่เสวียนนี่ของจริง
เขารีบจ้ำอ้าวกลับหุบเขาเสวียนกู่ แล้วเดินออกมาจากหอพักอย่างเนียนๆ เรียกเหล่าลูกศิษย์มารวมพลออกกำลังกายยามเช้า
"ท่านอาจารย์ เมื่อคืนพลังปราณจู่ๆ ก็จมลงดิน ท่านรู้สึกไหมขอรับ?" เย่เหยียนถามขึ้น คิ้วขมวดมุ่นด้วยความกังวล
ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็รีบผสมโรง ทุกคนรู้สึกได้และกลัวว่าหุบเขาจะถล่มลงมา
กู้อันหัวเราะร่า "ที่นี่คือสำนักไท่เสวียนนะ สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในราชวงศ์ไท่ชาง มันจะถล่มง่ายๆ ได้ยังไง เลอะเทอะ!"
พอลูกศิษย์ได้ยินอาจารย์ยืนยันหนักแน่น ความกังวลก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
อู้ซินตั้งข้อสังเกต "อาจจะเกี่ยวกับค่ายกลบางอย่าง หรือไม่ก็มีผู้อาวุโสระดับสูงกำลังทะลวงด่าน เลยต้องใช้ปราณเยอะหน่อย"
ชัดเจนว่าหมอนี่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่หอพันฤดูสารท แต่พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้
"ท่านอาจารย์ เจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าวันนี้ท่านดูแปลกไปนะเจ้าคะ?" เจินฉิ้นจ้องกู้อันเขม็ง ถามด้วยความสงสัย
กู้อันกลอกตามองบน ใส่ไปหนึ่งดอก "เจ้ารู้สึกว่าข้าแปลกไปทุกวันนั่นแหละ อยากให้ข้าสอนวิชาเพลงเตะให้ก็บอกมาตรงๆ เถอะ"
ลูกศิษย์คนอื่นๆ กลั้นขำกันท้องแข็ง เจินฉิ้นได้แต่ยิ้มเขินๆ
การฝึกซ้อมเริ่มขึ้น กู้อันอาศัยจังหวะนี้ปรับความคุ้นเคยกับพลังปราณใหม่ในร่างไปด้วย
หลังจบการฝึก กู้อันไม่ได้กลับเข้าห้อง แต่เดินตรงเข้าป่าข้างๆ
เมื่อคืนเพื่อการทะลวงด่าน เขาเผลอสูบพลังชีวิตสมุนไพรไปเพียบ ผลผลิตอีกสองปีข้างหน้าคงกระทบหนัก เขาเลยต้องไปถางป่าหาที่ทำแปลงเพาะปลูกเพิ่มชดเชยความผิด
เฮ้อ...
ระดับฝ่าความว่างเปล่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องมาปลูกดอกไม้เลี้ยงหญ้าให้พวกเจ้า สำนักไท่เสวียนควรจะสำนึกบุญคุณข้านะเว้ย!
กู้อันคิดเข้าข้างตัวเองอย่างอารมณ์ดี ขณะเดินเข้าป่า เขาก็ยังเห็นคนบินผ่านหัวไปมา ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะทำให้พวกศิษย์ในหุบเขาอุ่นใจว่าสำนักไม่ได้ทอดทิ้งและกำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่
จนกระทั่งเที่ยงวัน เย่หลานก็กลับมาถึงหุบเขาเสวียนกู่
คุยกับพวกเด็กๆ อยู่พักใหญ่ นางถึงปลีกตัวตามกู้อันขึ้นมาบนหอพัก
พอปิดประตูห้องลง นางก็รีบไปปิดหน้าต่าง แถมยังควักยันต์ออกมาแปะทับอีกต่างหาก
กู้อันมองการกระทำของนางด้วยความระแวง "ศิษย์น้อง เจ้าจะทำอะไร?"
เอาแล้วไง?
จะยอมหรือจะขัดขืนดีวะเนี่ย?
หลังจากทำระบบป้องกันเสร็จสรรพ เย่หลานก็มานั่งลงที่โต๊ะ รินชาให้ตัวเองพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ศิษย์พี่ เรื่องใหญ่แล้ว อาจจะมีจอมมารบุกมาเร็วๆ นี้!"
กู้อันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงถามด้วยความใคร่รู้ "จอมมารคือใคร? มาจากพรรคไหนสำนักไหนกัน?"
บทที่ 43: เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหนือกว่าแปรสภาพเทพคือขอบเขตใด?
"ท่านอาจารย์ของข้าคาดเดาว่า จอมมารจี้เย่แห่งพรรคเทียนเจวี๋ยกำลังจะมาเยือนเจ้าค่ะ!" เย่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
กู้อันขมวดคิ้วถามกลับไป "ทำไมถึงคาดเดาเช่นนั้น?"
"เมื่อคืนพลังปราณในเขตศิษย์ฝ่ายนอกถูกสูบจนแห้งเหือด กระทั่งเขตศิษย์ฝ่ายในยังได้รับผลกระทบ ประกอบกับก่อนหน้านี้หลินฝูเทียนแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณถูกเซียนกระบี่เหินเวหาสังหาร เรื่องราวเหล่านี้เมื่อนำมาร้อยเรียงกัน ย่อมชี้ชัดว่าฝ่ายอธรรมกำลังวางแผนปิดล้อมสำนักไท่เสวียน การดูดกลืนพลังปราณคือหมากตาแรกของพวกมัน และหากมองไปทั่วทั้งยุทธภพฝ่ายมาร มีเพียงจอมมารจี้เย่แห่งพรรคเทียนเจวี๋ยเท่านั้นที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้ ว่ากันว่าวิชามารกลืนสวรรค์ของเขาสามารถดูดกลืนพลังชีวิตในรัศมีพันลี้จนสูญสิ้น"
ขณะที่เย่หลานอธิบาย แววตาของนางฉายแววหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด
เอ่อ...
กู้อันถึงกับพูดไม่ออก
หลินฝูเทียนน่ะข้าฆ่าเอง ส่วนเรื่องเมื่อคืนข้าก็เป็นคนทำ...
นี่พวกพรรคมารมารับจบแทนข้าอย่างนั้นรึ?
แม้กู้อันจะถูกมัดมือชกให้เป็นสายลับของหอพันฤดูสารท แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ฝึกวิชามารแต่อย่างใด
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปลอบใจ "ศิษย์น้อง อย่ากังวลไปเลย ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีคนตัวสูงคอยค้ำยัน สำนักไท่เสวียนเป็นถึงสำนักอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ไท่ชาง ต่อให้ฝ่ายมารบุกมาจริง คิดจะสั่นคลอนรากฐานของสำนักเรา มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก"
เย่หลานสูดหายใจลึก จ้องมองกู้อันด้วยแววตาแน่วแน่ นางกัดฟันพูดขึ้นว่า "ศิษย์พี่ พวกเราหนีไปให้ไกลเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าบรรลุระดับสร้างรากฐานแล้ว เราไปหาสถานที่สงบเงียบในป่าลึกเพื่อบำเพ็ญเพียร ข้าจะช่วยท่านสร้างรากฐานเอง!"
กู้อันแทบจะหลุดขำพรืด
ให้ตายเถอะแม่คุณ นี่กะจะใช้โอกาสนี้รวบหัวรวบหางหนีตามกันไปเลยเรอะ?
กู้อันยิ้มเจื่อนๆ พลางตอบปฏิเสธ "ศิษย์น้อง เจ้ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้ว อีกอย่างใต้หล้านี้มีที่ไหนปลอดภัยจริงๆ บ้าง? ขืนหนีเข้าป่าลึกแล้วไปเจอผู้ฝึกมารระดับแก่นทองคำเข้า เราจะเอาอะไรไปสู้? อีกอย่างเจ้าก็แค่คาดเดา ข้าว่าพวกมารไม่มาหรอก"
"ถ้าพวกมันวางแผนจะปิดล้อมจริงๆ ป่านนี้คงบุกมาแล้ว จะมัวสร้างสถานการณ์ให้เอิกเกริกทำไม หรือจะรอให้สำนักไท่เสวียนเรียกตัวยอดฝีมือกลับมาตั้งรับทัน?"
เย่หลานฟังแล้วก็เห็นด้วยกับเหตุผลนั้น
นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนเสนอว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านไปหลบภัยที่เขตศิษย์ฝ่ายนอกกับข้าก่อนไหม?"
กู้อันทำหน้าขึงขัง "ศิษย์น้อง ไม่ต้องห่วงข้า อย่าให้ข้าไปเป็นตัวถ่วงการฝึกตนของเจ้า จงจำไว้ว่าถ้าหวังดีกับข้าจริง เจ้าต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น แล้วค่อยกลับมาปกป้องข้า นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าและข้า ผู้ฝึกตนหากไม่เห็นแก่การบำเพ็ญเพียรเป็นสำคัญ สักวันจะต้องเสียใจเมื่อเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้"
เย่หลานรู้สึกละอายใจ นางยอมรับว่าตนเองร้อนรนเกินไปจริงๆ
"ศิษย์พี่ของเจ้าตอนนี้อยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 9 แล้วนะ ผู้ฝึกมารทั่วไปจะฆ่าข้าไม่ได้ง่ายๆ หรอก!" กู้อันหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
เย่หลานหลุดขำออกมา นางรีบยกมือปิดปากแล้วแย้งว่า "ศิษย์พี่ ผู้ฝึกมารที่กล้าลอบเข้าสำนักไท่เสวียนจะมีแค่ระดับกลั่นลมปราณได้ยังไงเจ้าคะ? หลินฝูเทียนที่ตายไปนั่นก็เป็นเฒ่าปีศาจระดับวิญญาณแรกกำเนิดเชียวนะ"
กู้อันแค่นเสียงฮึดฮัด "ทำไม? เฒ่าปีศาจระดับวิญญาณแรกกำเนิดจะฆ่าข้าโดยไม่ลงมือเลยหรือไง?"
"เจ้าค่ะๆ ศิษย์พี่เก่งที่สุดแล้ว" เย่หลานยิ้มหวาน ความตึงเครียดในใจจางหายไปจนหมด
หลังจากนั้น กู้อันก็สอบถามสถานการณ์ภายนอก ซึ่งเย่หลานก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียดจนถึงช่วงเย็น กู้อันจึงเดินไปส่งนาง
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะยกระดับพลังและวิชาต่อในคืนนี้ แต่พอรู้ว่าศิษย์ฝ่ายนอกเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรบ เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม ต้องทำตัวสงบเสงี่ยมสักพัก
เขายังมีข้อสงสัยอีกอย่าง
ถ้าพลังปราณแถวนี้แห้งเหือดไปแล้ว แต่เขายังดันทุรังจะทะลวงด่านต่อ ผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?
คาดว่าอาณาเขตอายุขัยคงจะไปสูบพลังปราณจากที่ที่ไกลออกไปอีก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น สำนักไท่เสวียนคงนั่งไม่ติดแน่
...
สามวันต่อมา กู้อันเก็บตัวเงียบอยู่ในหุบเขาเสวียนกู่ ไม่ได้แม้แต่จะโผล่หน้าไปที่ถ้ำสวรรค์แปดทิศ
มังกรฮ่าวเริ่มบำเพ็ญเพียรแล้ว ไม่กินเนื้อหลายวันก็อยู่ได้ แถมเขายังตุนผลเถาวัลย์สวรรค์ไว้ให้มันกินแก้ขัดแล้วด้วย
กู้อันกับมังกรฮ่าวมีการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ ดังนั้นสิ่งที่เขาสั่งกำชับ มันจึงจดจำได้ดี ตั้งแต่เกิดมาเจ้านี่ไม่เคยสร้างปัญหาให้เขาเลย เป็นเด็กดีที่น่าชื่นใจจริงๆ
คืนหนึ่ง
กู้อันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในหอพัก ด้วยรากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุขั้นสูงสุด เพียงแค่เขาสูดหายใจเบาๆ พลังปราณในรัศมีสิบวาก็ถูกดูดเกลี้ยงและเปลี่ยนเป็นพลังวัตรได้อย่างรวดเร็ว
แต่เพราะพลังปราณในเขตศิษย์ฝ่ายนอกยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ เขาเลยไม่อยากฝึกให้เป็นที่สังเกต จึงได้แต่อดทนไว้
ทันใดนั้น กู้อันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาไม่ลุกขึ้น ยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อไป
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าต่าง คนผู้นั้นค่อยๆ ผลักบานหน้าต่างออกแล้วกระโจนเข้ามาในห้อง
กู้อันโยนสกิล 'เนตรหยั่งรู้อายุขัย' ใส่ทันที
[ฟู่สง (ระดับสร้างรากฐาน ขั้นที่ 2): 160/198/240]
หลังจากเจอพวกตัวตึงอย่างหลี่เสวียนเต้าและหลินฝูเทียน กู้อันก็เสพติดการเช็กอายุขัยชาวบ้าน เพราะโลกเซียนนี่พวกชอบซ่อนเขี้ยวเล็บมันเยอะเหลือเกิน
ฟู่สงดูมีอายุราวห้าสิบปี รูปร่างสันทัด สวมชุดดำ ขอบตาดำคล้ำ นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยว ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย
มันลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองกู้อันแล้วถามว่า "เจ้าคือเจ้าหุบเขา?"
กู้อันขมวดคิ้ว "ใช่ ข้าเอง ท่านเป็นใคร?"
ฟู่สงไม่ตอบ แต่กวาดตามองสำรวจกู้อัน ผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็เอ่ยรหัสลับขึ้นมา "เถาวัลย์สวรรค์พันปีใจมิเคยแปรเปลี่ยน!"
กู้อันนิ่งเงียบ
เขากางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าฟู่สงมาคนเดียว
เขาจึงตอบรหัสลับกลับไปอย่างเสียไม่ได้ "สรรพสิ่งแห้งเหือดไร้รากหยั่ง..."
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของฟู่สงก็ผ่อนคลายลง มันเดินมานั่งที่โต๊ะอย่างถือวิสาสะราวกับเป็นบ้านตัวเอง รินชาดื่มพลางถามว่า "เฉิงเสวียนตานล่ะ? ตายไปแล้วรึ?"
กู้อันพยักหน้า "อาจารย์จากไปแล้ว ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?"
"เจ้ารู้เบาะแสของต้นเถาวัลย์สวรรค์หรือไม่?" ฟู่สงจิบชาแล้วเอ่ยถาม สายตาสอดส่ายไปทั่วห้อง
ในห้องนี้นอกจากหนังสือ ก็มีแต่สมุนไพรที่พันด้วยกระดาษพิทักษ์วิญญาณ
กู้อันเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจต้นเถาวัลย์สวรรค์จริงๆ จึงแกล้งถาม "ต้นเถาวัลย์สวรรค์คืออะไร?"
ฟู่สงชะงัก ดึงสายตากลับมามองกู้อัน "อาจารย์เจ้าไม่เคยเล่าให้ฟังรึ?"
กู้อันส่ายหน้า
"ต้นเถาวัลย์สวรรค์คือพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ของหอพันฤดูสารทเรา เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ทางหอส่งคนให้นำต้นอ่อนต้นหนึ่งมาซ่อนไว้ที่เขตศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักไท่เสวียน แต่นานวันเข้าเบาะแสก็ขาดหาย ไม่รู้ว่าตอนนี้มันไปซุกซ่อนอยู่ที่ไหน" ฟู่สงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
มาตั้งแต่สองร้อยปีก่อน?
กู้อันลอบคิดในใจ หรือว่าเจียงฉยงจะปิดบังอะไรเขาอยู่?
ฟู่สงถอนหายใจ "บอกตามตรง อาจารย์ของข้ากำลังจะทะลวงสู่ระดับแปรสภาพเทพ การฝ่าด่านเคราะห์นั้นอันตรายยิ่งนัก ข้าจึงอยากหาผลเถาวัลย์สวรรค์ไปช่วยท่านอีกแรง"
กู้อันทำหน้าสงสัย "ระดับแปรสภาพเทพคือขอบเขตใดหรือขอรับ?"
"เหนือสร้างรากฐานคือแก่นทองคำ เหนือแก่นทองคำคือวิญญาณแรกกำเนิด และเหนือวิญญาณแรกกำเนิดก็คือแปรสภาพเทพยังไงล่ะ" ฟู่สงลูบเคราหัวเราะร่า ราวกับคนที่จะบรรลุแปรสภาพเทพคือตัวมันเอง
"ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดยังต้องกลัวด่านเคราะห์อีกหรือ? ข้าได้ยินมาว่าระดับนั้นก็เป็นเซียนวิเศษแล้วไม่ใช่หรือขอรับ!" กู้อันแสร้งทำน้ำเสียงตื่นตะลึง
"เซียนบ้าบออะไรกัน ยังห่างไกลนัก จากสร้างรากฐานไปแก่นทองคำก็ต้องเจอทัณฑ์สวรรค์ การฝ่าด่านเคราะห์ทุกครั้งคือความเป็นความตาย ยิ่งระดับสูง ทัณฑ์สวรรค์ยิ่งโหดเหี้ยม อาจารย์ข้าเตรียมตัวมาเป็นสิบปีเพื่อการนี้" ฟู่สงเล่าด้วยสีหน้าเพ้อฝัน
กู้อันถามต่อ "ต้องเตรียมอะไรบ้างหรือขอรับ? ฝ่าด่านไปตรงๆ ไม่ได้หรือ?"
"จะเป็นไปได้ยังไง! การฝ่าด่านต้องเตรียมยาฟื้นฟูพลัง ยารักษาอาการบาดเจ็บ ต้องมีค่ายกลช่วยพยุง อาวุธวิเศษป้องกันตัวต้องเตรียมไว้หลายชุด ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีใครกล้าฝ่าด่านตัวเปล่าสักคน"
ฟู่สงถลึงตาใส่กู้อัน รำคาญความโง่เขลาของเด็กบ้านนอก
กู้อันฟังแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาตงิดๆ
จู่ๆ ฟู่สงก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าเห็นว่าหุบเขาโอสถนี้มีสมุนไพรเยอะดี เอาอย่างนี้ไหม มาเป็นศิษย์ข้าสิ ต่อไปข้าจะคุ้มกะลาหัวเจ้า สอนวิชาอาคมให้ แลกกับการที่เจ้าต้องส่งมอบผลผลิตสามส่วนให้ข้าทุกปี ตกลงไหม?"
กู้อันขมวดคิ้วอีกครั้ง
ฟู่สงกดเสียงต่ำ "ไอ้หนู อาจารย์ของข้า หรือก็คือปรมาจารย์ของเจ้า แฝงตัวอยู่ในเขตศิษย์ฝ่ายใน รอท่านทะลวงแปรสภาพเทพสำเร็จ ท่านจะได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโส ถึงตอนนั้นเจ้าอยากได้อะไรก็แค่กระดิกนิ้ว!"
กู้อันทำตาโต แกล้งถามด้วยความตกใจ "อาจารย์ของผู้อาวุโสจะขึ้นเป็นผู้อาวุโสฝ่ายใน แสดงว่าท่านแฝงตัวมานานแล้ว ทำไมท่านถึงไม่รู้ที่ซ่อนของต้นเถาวัลย์สวรรค์ล่ะขอรับ?"
"เรื่องมันยาว เอาเรื่องกราบอาจารย์ก่อนดีกว่า" ฟู่สงตัดบทเสียงเข้ม
กู้อันถามเสียงอ่อย "นี่เป็นความประสงค์ของท่านอาจารย์ของผู้อาวุโสหรือเปล่าขอรับ?"
"จะบ้าเรอะ อาจารย์ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามาที่นี่ ไอ้หนู เจ้ามันก็แค่ศิษย์รับใช้ คนระดับอาจารย์ข้าจะมาสนใจมดปลวกอย่างเจ้าได้ยังไง?" ฟู่สงเริ่มหมดความอดทน
กู้อันลุกขึ้นยืน มองต่ำลงไปที่มัน แล้วถามว่า "ขอถามอีกข้อเดียว"
ฟู่สงขมวดคิ้ว "ถามอะไรนักหนา!"
มันชักอยากจะตบไอ้เด็กนี่ให้ตายคามือ พูดมากฉิบหาย!
"เจ้าข้า... ท่านรู้หรือไม่ว่าเหนือกว่าระดับแปรสภาพเทพคือขอบเขตใด?"
"หา?"
ฟู่สงชะงัก แล้วความโกรธก็พุ่งปรี๊ด มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเหนือกว่าแปรสภาพเทพคืออะไร มันคิดว่าไอ้เด็กนี่กำลังกวนตีน
มันกำลังจะลุกขึ้นสั่งสอนเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่มือขวาของกู้อันกลับกดลงบนหัวของมันเสียก่อน
มันเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องตะลึงงันเมื่อเห็นใบหน้าที่เคยซื่อบื้อกลับกลายเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายอำมหิต บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วินาทีนี้ ฟู่สงรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์ของตน
ไม่สิ... อาจารย์ยังไม่น่ากลัวขนาดนี้!
มันพยายามจะอ้าปากร้อง แต่สติสัมปชัญญะกลับขาวโพลน แววตาค่อยๆ เลื่อนลอยไร้ชีวิต
กู้อันกำลังใช้วิชาสะกดวิญญาณ ก่อนหน้านี้เขาฝึกไม่สำเร็จสักที แต่พอได้รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุมา แค่ลองจับเคล็ดนิดเดียวก็บรรลุปรุโปร่ง
ถึงจะยังไม่เชี่ยวชาญมาก แต่ก็เหลือเฟือที่จะจัดการกับระดับสร้างรากฐาน
พลังวิญญาณของเขากดทับร่างของฟู่สงไว้แน่น ส่วนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็ทะลวงเข้าไปในสมอง กวาดค้นความทรงจำอย่างป่าเถื่อน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ฟู่สงก็สิ้นใจตาย
กู้อันลืมตาขึ้น ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เจ้านี่ไม่รู้ที่ซ่อนต้นเถาวัลย์สวรรค์จริงๆ และอาจารย์ของมันก็ไม่ได้สั่งให้มา
กู้อันยกมือขึ้น ร่างของฟู่สงลอยขึ้นกลางอากาศ เปลวเพลิงวิญญาณพวยพุ่งออกจากฝ่ามือเข้าเผาผลาญร่างนั้น
เขาหลับตาลง ไม่อยากมองภาพความโหดร้าย
ไฟวิญญาณระดับฝ่าความว่างเปล่านั้นทรงพลังเพียงใด ไม่ถึงสี่ลมหายใจ ร่างของฟู่สงก็กลายเป็นเถ้าถ่าน เหลือทิ้งไว้เพียงถุงสมบัติ กู้อันได้รับอายุขัยมาฟรีๆ อีก 4 ปี
กู้อันตรวจดูของในถุงสมบัติ เก็บสมุนไพรและหินวิญญาณไว้ ส่วนอาวุธวิเศษและยันต์ต่างๆ เขาไม่กล้าแตะต้อง ตัดสินใจเผาทิ้งไปพร้อมกับถุงสมบัติเพื่อทำลายหลักฐาน กันพวกจมูกไวตามกลิ่นมาเจอ
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้อันเดินลงจากหอพักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะดูเหล่าศิษย์ฝึกซ้อม เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ
แย่แล้ว... ข้าทำตัวเหมือนพรรคมารเข้าไปทุกที!
หลังจากนั้น ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มๆ ก็ไม่มีคนของหอพันฤดูสารทโผล่หัวมาอีก กู้อันถึงได้วางใจ
วันหนึ่ง ตู้เย่ก็โผล่มาหา ทั้งสองนั่งคุยกันบนหอพัก
"คุณหนูสามฝึก 'บาทากิเลน' สำเร็จแล้ว ท่านประมุขดีใจมาก เตรียมจะจัดงานฉลองให้ พร้อมกับจัดงานเลี้ยงใหญ่ในเขตศิษย์ฝ่ายใน บ่าวไพร่ตระกูลจีอย่างพวกเราต้องไปช่วยงานต้อนรับแขก อีกสิบวันข้าจะมารอเจ้าที่หน้าหอคุมกฎ ระหว่างนี้เจ้าเตรียมสมุนไพรดีๆ ไว้เป็นของขวัญหน่อย เผื่อจะเข้าตาคุณหนูสาม" ตู้เย่กำชับอย่างจริงจัง
กู้อันพยักหน้ารับ ในใจตัดสินใจแน่วแน่
คืนนี้แหละ จะยกระดับ 'บาทาแปดทิศ' ให้สุดซอย!
อยากจะรู้เหมือนกันว่าบาทากิเลนของคุณหนูสามจะแน่สักแค่ไหน
บทที่ 44: ยอดวิชาไร้เทียมทานและค่ายกลเคลื่อนย้าย
ตู้เย่มาไวไปไว กู้อันสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของอีกฝ่าย หมอนี่คงคิดว่าตัวเองแซ่จีไปแล้วจริงๆ
กู้อันเองก็สนใจเขตศิษย์ฝ่ายในอยู่ไม่น้อย ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้อาศัยงานเลี้ยงตระกูลจีเข้าไปเปิดหูเปิดตา
เขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาช่วงนี้รวบรวมหินวิญญาณให้ได้มากที่สุด เผื่อมีของดีให้จ่ายในงาน
เมื่อราตรีมาเยือน
กู้อันลอบออกจากหุบเขาเสวียนกู่ มุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เคยไปทะลวงด่าน เดินทางไปราวห้าสิบลี้จึงหยุดพัก
เขานั่งลงหน้าหน้าผา เรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมา
เป้าหมายคือ 'บาทาแปดทิศ' อัดฉีดอายุขัยเข้าไปห้าพันปีเน้นๆ!
นี่คือวิชาท่าร่าง ไม่ใช่แค่ใช้สู้ แต่ใช้หนีได้ด้วย ของมันต้องมี
สิ้นความคิด ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมา
[ท่านใช้อายุขัย 5,000 ปี เพื่อวิวัฒนาการบาทาแปดทิศ]
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 1 ปี ท่านฝึกสำเร็จ]
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 10 ปี ความเข้าใจในบาทาแปดทิศของท่านถึงขั้นสูงสุด พรสวรรค์ด้านท่าร่างเพิ่มขึ้น]
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 50 ปี ท่านเกิดความรู้แจ้ง บาทาแปดทิศเลื่อนขั้นเป็น 'บาทาแปดทิศพิสดาร']
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 100 ปี ความเข้าใจในบาทาแปดทิศพิสดารถึงขั้นสูงสุด...]
...
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 300 ปี บาทาแปดทิศพิสดารคืนสู่สามัญ ท่านจับเคล็ดความจริงแห่งมิติได้ วิชาเลื่อนขั้นเป็น 'บาทากิเลน']
...
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 1,000 ปี บาทากิเลนคืนสู่สามัญ พรสวรรค์ด้านท่าร่างและมิติเพิ่มขึ้น วิชาเลื่อนขั้นเป็น 'บาทามังกรสวรรค์เร้นลับ']
...
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 4,000 ปี ความเพียรพยายามของท่านสื่อถึงฟ้าดิน บาทามังกรสวรรค์เร้นลับทะลุขีดจำกัด เลื่อนขั้นเป็น 'บาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน']
[ท่านฝึกฝนบาทาแปดทิศ 5,000 ปี บาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียนบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ พรสวรรค์ด้านมิติเพิ่มขึ้น]
บาทาแปดทิศ -> บาทาแปดทิศพิสดาร -> บาทากิเลน -> บาทามังกรสวรรค์เร้นลับ -> บาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน!
กู้อันตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ความทรงจำมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่สมอง เขารีบกางอาณาเขตอายุขัยแล้วดำดิ่งสู่ห้วงแห่งการรับรู้
ครึ่งชั่วยามผ่านไป กู้อันลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่เขาเช็กคืออายุขัยที่ใช้กางอาณาเขต... แค่ 200 ปี
แม้การถ่ายทอดวิชาจะไม่เพิ่มพลังวัตร แต่ก็ต้องใช้พลังปราณหล่อเลี้ยง โชคดีที่รอบนี้กินปราณไม่ดุเดือดเท่าตอนเลื่อนระดับ
กู้อันมองหน้าต่างสถานะอีกครั้ง พลางครุ่นคิด
ระดับพลังยังไงก็ต้องอัป แต่ช่วงนี้ต้องทำตัวลีบๆ ไว้ก่อน
อีกอย่าง เขาอยากยกระดับวิชาให้แน่นปึ้กก่อนค่อยไปลงที่พลังวัตร เขาตั้งใจจะไปส่องดูในเขตศิษย์ฝ่ายในว่ามีวิชาสาย 5 ธาตุเจ๋งๆ ไหม ถ้าไม่มีจริงๆ ค่อยกัดฟันใช้วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ต่อไป
คิดไปคิดมา กู้อันตัดสินใจเจียดอายุขัยมายกระดับ 'วิชาเงามายาปีศาจ' ที่เจียงฉยงสอนให้สักหน่อย
เจียงฉยงโม้ไว้ว่าวิชานี้เหมาะกับงานสายลับสุดๆ เขาอยากรู้เหมือนกันว่าจะแน่แค่ไหน
จัดไปเบาๆ สองพันปี!
[ท่านใช้อายุขัย 2,000 ปี เพื่อวิวัฒนาการวิชาเงามายาปีศาจ]
[ท่านฝึกฝนวิชาเงามายาปีศาจ 10 ปี ท่านฝึกสำเร็จขั้นต้น]
[ท่านฝึกฝนวิชาเงามายาปีศาจ 100 ปี วิชาบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ ความเร็วในการร่ายวิชาเพิ่มขึ้น]
...
[ท่านฝึกฝน 500 ปี วิชาเงามายาปีศาจคืนสู่สามัญ เลื่อนขั้นเป็น 'วิชากายาปีศาจอิสระ']
...
[ท่านฝึกฝน 1,300 ปี วิชากายาปีศาจอิสระคืนสู่สามัญ เลื่อนขั้นเป็น 'วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยาง']
[ท่านฝึกฝน 2,000 ปี วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยางถึงขั้นสูงสุด พรสวรรค์ด้านท่าร่างและกรรมวิบากเพิ่มขึ้น]
วิชาเงามายาปีศาจ -> วิชากายาปีศาจอิสระ -> วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยาง!
วิวัฒนาการแค่สองขั้น แสดงว่าพื้นฐานวิชานี้ไม่ธรรมดา เจียงฉยงไม่ได้โม้จริงๆ
กู้อันกางอาณาเขตอายุขัยอีกครั้ง แล้วจมดิ่งสู่ห้วงความรู้
เนิ่นนานผ่านไป
เขาลืมตาขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย
วิชานี้มันเกิดมาเพื่อสายลับชัดๆ!
วิชาเงามายาปีศาจช่วยคลุมกายด้วยไอปีศาจ ป้องกันการตรวจสอบด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ แต่วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยางนี่สิของจริง มันป้องกันการถูกบังคับคลายวิชา ผู้ใช้สามารถคงสภาพร่างเงาปีศาจได้จนวันตาย แม้ตายไปแล้วก็ไม่คืนร่างเดิม ที่พีคที่สุดคือวิชานี้ป้องกันการถูกทำนายชะตา แม้แต่อาวุธวิเศษระดับเทพก็ส่องไม่เห็นร่างจริง
โกงจัดปลัดบอก!
มีวิชานี้ติดตัว กู้อันจะไปทำเรื่องลับๆ ล่อๆ ได้สะดวกขึ้นเยอะ
ยิ่งถ้าใช้คู่กับ 'บาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน' ยิ่งไร้เทียมทาน เพราะบาทาเทพนี้มีความสามารถในการย้ายมิติ ทุกย่างก้าวสร้างร่างจำแลงได้ จะรุกหรือรับก็สมบูรณ์แบบ
กู้อันเปิดหน้าต่างสถานะดูด้วยความพึงพอใจ
[ชื่อ: กู้อัน]
[อายุขัย: 34 / 30,823]
[รากวิญญาณ: รากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุขั้นสูงสุด]
[ระดับพลัง: ฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 1]
[เคล็ดวิชา: ...]
[ยอดวิชา: ... บาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน (เชี่ยวชาญ), วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยาง (สูงสุด) ...]
คืนนี้คุ้มค่าเหนื่อย!
กู้อันปิดอาณาเขต ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าออกไป ร่างของเขาหายวับไปกับตา เพียงชั่วพริบตาก็ไปโผล่ห่างออกไปหลายสิบวาในป่าลึก แล้วก็หายวับไปอีกครั้ง
เขากำลัง 'วาร์ป' ไปมาอย่างสนุกสนาน นี่คือความมหัศจรรย์ของบาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน และนี่แค่ลองเล่นๆ นะ ระยะทางจริงไกลกว่านี้เยอะ
ไม่นานเขาก็กลับถึงหุบเขาเสวียนกู่
...
เที่ยงวัน แสงแดดเจิดจ้า
กู้อันยืนอยู่กลางเมือง มองดูตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่รอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสัตว์อสูร บนท้องฟ้ามียอดฝีมือบินกันให้ว่อน แค่เมืองนี้เมืองเดียว ประชากรน่าจะปาเข้าไปหลายแสน
สำนักไท่เสวียนมีเมืองศิษย์ฝ่ายในถึงสี่ทิศ แต่ละเมืองมีคนเป็นแสน นี่มันอาณาจักรย่อมๆ ชัดๆ
กู้อันรู้สึกว่าตัวเองประเมินความยิ่งใหญ่ของสำนักไท่เสวียนและราชวงศ์ไท่ชางต่ำไปหน่อย
ครบกำหนดสิบวัน กู้อันจัดการงานที่ถ้ำสวรรค์แปดทิศเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน พอถึงเที่ยงวันนี้ เขาเจอตู้เย่และพากันนั่ง 'ค่ายกลเคลื่อนย้าย' เข้ามายังเขตศิษย์ฝ่ายใน
ตู้เย่บอกว่าเขตศิษย์ฝ่ายในห่างจากฝ่ายนอกหลายพันลี้ พื้นที่ตรงกลางเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่สำนักเลี้ยงไว้ รวมถึงดันเจี้ยนฝึกวิชาและหุบเขาสมุนไพรระดับสูง
"ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี่ของดี ต้องหาเวลาศึกษาให้แตกฉาน"
กู้อันหมายมาดในใจ เขาถามตู้เย่แล้วว่าในนี้มีขายทุกอย่างรวมถึงตำราค่ายกล ขอแค่มีตังค์ (หินวิญญาณ/ยาเพิ่มลมปราณขั้นสูงสุด)
ในโลกผู้ฝึกตน ยาเพิ่มลมปราณขั้นสูงสุดก็คือเงินตราสกุลหนึ่ง 1 เม็ดเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำ 1 ก้อน
ตั้งแต่หลี่เสวียนเต้าชวนให้ดูแลหุบเขาโอสถ กู้อันก็เล็งจะขยายสาขา ถ้าทุกหุบเขามีวาร์ปเกต ชีวิตคงสบายขึ้นเยอะ
"กู้อัน เร็วเข้า"
ตู้เย่เร่งยิกๆ กู้อันรีบซอยเท้าตามไป
ตลอดทาง ตู้เย่ทำหน้าที่ไกด์กิตติมศักดิ์แนะนำสถานที่ต่างๆ กู้อันฟังอย่างตั้งใจ กะว่างานเลี้ยงคงลากยาวหลายวัน เดี๋ยวค่อยหาจังหวะแวบมาเดินเล่น
กู้อันไม่ได้แค่ฟัง แต่ยังสแกนอายุขัยชาวบ้านไปทั่ว
แม่เจ้า ไม่เจอระดับสร้างรากฐานเลย! หันไปทางไหนก็เจอแต่ระดับแก่นทองคำ แถมส่วนใหญ่อายุ 200+ ทั้งนั้น
เดินมาตั้งนาน ในที่สุดก็เจอระดับสร้างรากฐานคนหนึ่ง อายุแค่ 40 ปี แต่ล่อไปถึงขั้นที่ 9 นี่สิอัจฉริยะตัวจริง
ตู้เย่เดินช้าๆ เหมือนอยากอวดความเจริญให้บ้านนอกเข้ากรุงดู ซึ่งกู้อันก็ชอบใจ จะได้ส่องคนไปเรื่อยๆ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
ทั้งคู่มายืนอยู่หน้าคฤหาสน์หลังมหึมา กำแพงยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ป้ายหน้าประตูเขียนว่า 'ตระกูลจี' ตัวเบ้อเริ่ม
ให้ตายเถอะ จะกร่างไปไหนเนี่ย? นี่ศิษย์ตระกูลจีทั้งหมดย้ายมาสิงกันอยู่ที่นี่หรือไง?
กู้อันแอบบ่นในใจ เขาสังหรณ์ใจแปลกๆ
ขืนเป็นแบบนี้ สักวันสำนักไท่เสวียนต้องลงดาบตระกูลจีแน่ แล้วตอนนั้นเขาคงหนีไม่พ้นข้อหาเป็นสายลับตระกูลจี
แม้ตอนนี้จะกินเงินเดือนสำนัก แต่ใจจริงเขาผูกพันกับตระกูลจีมากกว่า
ตระกูลจีเลี้ยงดูเขามา พาเขาเข้าสำนัก บุญคุณนี้ไม่ใช่แค่ส่งหญ้าไม่กี่ต้นจะใช้คืนหมด
แน่นอน เขาไม่ได้จะเสนอหน้าไปตอบแทนบุญคุณแบบถวายหัว แต่ถ้าตระกูลจีเดือดร้อนและอยู่ในขอบเขตที่ช่วยได้ เขาก็ไม่ปฏิเสธ
หน้าประตูมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสองคนยืนเฝ้ายาม กู้อันส่องดู อายุเกินร้อยทั้งคู่ คงเป็นบ่าวไพร่เหมือนพวกเขานั่นแหละ ไม่ใช่อัจฉริยะอะไร
ตู้เย่รีบเข้าไปแสดงป้ายประจำตัว ก้มหัวปะหลกๆ นอบน้อมสุดชีวิต
"งั้นพวกเจ้ามารับช่วงต่อเลย เดี๋ยวพอฟ้ามืดค่อยพาไปที่พัก" จางเหยียน ผู้เฝ้าประตูคนหนึ่งสั่งเสียงเรียบ
ตู้เย่รับคำทันที
สรุปคือ มาถึงปุ๊บก็โดนจับยืนยามปั๊บ
กู้อันยืนอยู่หน้ารูปปั้นกิเลนหิน สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด
"ตู้เย่ ฝากเจ้าเฝ้าหน่อย ข้าให้ร้อยหินวิญญาณ ข้าจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรในเมือง ถือเป็นการทำเพื่อคุณหนูสามด้วย" กู้อันยื่นข้อเสนอ
ตู้เย่อ้าปากค้าง จะปฏิเสธก็พูดไม่ออก
ร้อยหินวิญญาณ!
ไอ้หมอนี่มันรวยมาจากไหนฟะ!
สุดท้าย กู้อันก็ยัดเงินใส่มือตู้เย่แล้วเดินตัวปลิวออกมา เดินทอดน่องชมเมืองในเขตศิษย์ฝ่ายในอย่างสบายใจ
ยังเดินไปได้ไม่ไกล เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"กู้อัน? เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"