เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1-2

1-2

1-2


บทที่ 1 ช่วงชิงอายุขัย

ภายใต้ดวงตะวันอันร้อนแรง ท้องนภาปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ยอดเขาสูงตระหง่านรายล้อมจนดูเหมือนแผ่นดินและผืนฟ้ากำลังกระเพื่อมไหว สายลมแห่งขุนเขาพัดโชยเข้าสู่หุบเขา นำพาความเย็นสบายมาสู่กู้อันที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางแปลงเพาะปลูก

กู้อันปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ดวงตาเป็นประกายจ้องมองเหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่เบ่งบานอยู่บนพื้นดิน แต่ละต้นมีสีสันสดใส ไม่แสดงอาการเหี่ยวเฉาแม้แต่น้อยภายใต้แสงแดดแผดเผา

ขนาบข้างซ้ายขวาของเขามีเด็กหนุ่มอีกสองคนยืนอยู่ ทั้งสามเพิ่งเข้ามารายงานตัวที่หุบเขาโอสถภายใต้สังกัดหอโอสถแห่งสำนักไท่เสวียนในวันนี้ ทว่าเมื่อเทียบกับความตื่นเต้นจนเก็บทรงไม่อยู่ของกู้อันแล้ว อีกสองคนกลับดูหมดอาลัยตายอยาก ได้แต่เช็ดเหงื่อด้วยท่าทีใจลอย

เบื้องหน้าพวกเขาคือชายหนุ่มสวมชุดผ้าเนื้อหยาบ หน้าตาธรรมดาสามัญแต่ร่างกายกำยำแข็งแรง แววตาสดใส เขาคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งหุบเขาโอสถ จางชุนชิว ผู้กำลังสาธยายถึงเคล็ดลับการเก็บเกี่ยวดอกไม้และหญ้าวิญญาณให้แก่เด็กใหม่ทั้งสาม

"ดอกไม้ใบหญ้าในแปลงนี้ล้วนเป็นสมุนไพรระดับหนึ่ง เวลาเก็บห้ามถอนทั้งราก ต้องตัดที่ลำต้นส่วนใกล้ดิน ตัดแล้วต้องรีบใช้กระดาษพิทักษ์วิญญาณในมือพวกเจ้าห่อหุ้มทันที เพื่อป้องกันไปให้ปราณวิญญาณรั่วไหล..." เสียงของจางชุนชิวดังกังวาน เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ไม่สะทกสะท้านต่อความร้อนระอุของดวงอาทิตย์แม้แต่น้อย

กู้อันกำกรรไกรในมือขวา มือซ้ายกำปึกกระดาษสีขาว จดจำทุกคำพูดของจางชุนชิวอย่างตั้งใจ

ต่างจากคนข้างๆ เขารักและหวงแหนงานนี้ยิ่งชีพ กว่าจะฝ่าฟันสายตาดูถูกเหยียดหยามจนคว้าโอกาสนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

คนอื่นอาจมองว่าเขามาที่นี่เพื่อทำตัวเรื่อยเปื่อย รอวันตกอับ แต่หารู้ไม่ว่า นี่แหละคือเส้นทางสู่ความเป็นเทพที่เหมาะกับเขาที่สุด!

"เอาล่ะ เริ่มได้ ให้ลองตัดคนละหนึ่งต้น ข้าจะตรวจดู"

สิ้นเสียงจางชุนชิว กู้อันก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ ทันที

เขาวางกระดาษพิทักษ์วิญญาณลง ใช้มือซ้ายประคองก้านดอกไม้สีแดงตรงหน้าอย่างทะนุถนอม

"สหาย เจ้าจะเกร็งไปทำไม ตัดพลาดก็ไม่เห็นเป็นไร แค่สมุนไพรระดับหนึ่ง เอาไว้ทำยาพื้นฐานแค่นั้น ของพรรค์นี้ตอนอยู่บ้านข้าไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ"

เสียงของ เมิ่งลั่ง ที่อยู่ทางขวาของกู้อันดังขึ้น เครื่องแต่งกายของเขาดูหรูหรา บ่งบอกฐานะทางบ้านที่ไม่ธรรมดา

ความจริงก็เป็นเช่นนั้น นอกจากกู้อันที่เป็นบ่าวรับใช้แล้ว อีกสองคนล้วนมาจากตระกูลมั่งคั่ง เพียงแต่ลูกหลานเศรษฐีเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็ต้องวัดกันที่รากวิญญาณ ทั้งสามคนล้วนมีรากวิญญาณห้าธาตุอันแสนธรรมดา หากอยากอยู่ในสำนักไท่เสวียนต่อไป ก็มีแต่ต้องยอมเป็นศิษย์รับใช้

กู้อันทำหูทวนลมใส่คำพูดอวดรวยของเมิ่งลั่ง สายตายังคงจดจ่ออยู่กับการตัดดอกไม้

นิ้วจับก้าน กรรไกรขยับฉับเดียวขาด จากนั้นรีบใช้กระดาษพิทักษ์วิญญาณห่อหุ้มส่วนโคนอย่างรวดเร็ว

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ เขาลุกขึ้นยืนและส่งงานให้จางชุนชิวตรวจสอบ

จางชุนชิวรับไปดูแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ "ทำได้ดี เจ้าเป็นคนละเอียดรอบคอบมาก"

กู้อันไม่ได้ตอบรับคำชม เพียงแต่จ้องมองดอกไม้สีแดงในมือศิษย์พี่เขม็ง

วินาทีนี้ เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนลงมือตัดเสียอีก

เพียงชั่วอึดใจ ข้อความบรรทัดหนึ่งที่มองเห็นได้เฉพาะกู้อันก็ลอยขึ้นมาตรงหน้า

[ท่านประสบความสำเร็จในการช่วงชิงอายุขัยจากดอกวิญญาณแดง (ระดับ 1) จำนวน 1 ปี]

สำเร็จ!

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของกู้อัน ความกดดันทั้งมวลมลายหายไปราวกับยกภูเขาออกจากอก

เป็นไปตามคาด มีเพียงพืชและสัตว์ที่มีปราณวิญญาณเท่านั้นที่เขาจะสามารถช่วงชิงอายุขัยได้

กู้อันค้นพบความสามารถในการช่วงชิงอายุขัยครั้งแรกตอนอายุสิบขวบ เขาซุ่มซ่ามไปชนกระถางดอกไม้ของบ่าวคนอื่นจนตกแตก ดอกไม้ตายคาที่ แต่เขากลับได้อายุขัยเพิ่มมาถึงสิบสองปี

ตอนนั้นหัวหน้าคนคุ้มกันโมโหเลือดขึ้นหน้า จะตัดมือเขาให้ได้ โชคดีที่คุณหนูสาม จีเซียวอวี้ ออกหน้าปกป้องเขาไว้

ครั้งนี้ที่กู้อันได้เข้าสำนักไท่เสวียน ก็เป็นเพราะอานิสงส์ของจีเซียวอวี้ นางเป็นอัจฉริยะรากวิญญาณคู่ที่ร้อยปีจะมีสักคน สำนักใหญ่มากมายต่างรุมแย่งตัวนาง จีเซียวอวี้จึงพาสมาชิกตระกูลจีห้าคนเข้าสำนักมาด้วย และกู้อันก็เป็นหนึ่งในสองบ่าวรับใช้ที่ได้สิทธิ์นั้น

หากไม่มีจีเซียวอวี้ ด้วยพรสวรรค์กากๆ อย่างรากวิญญาณห้าธาตุ เขาคงทำได้แค่ไปเป็นศิษย์สำนักปลายแถวที่ไหนสักแห่ง

ขณะที่กู้อันกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เมิ่งลั่งและเด็กหนุ่มอีกคนนามว่า หลี่หยา ก็ตัดดอกไม้เสร็จเรียบร้อย

จางชุนชิวเก็บดอกวิญญาณแดงทั้งสามดอกลงในถุงสมบัติข้างเอว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ภารกิจของพวกเจ้าวันนี้คือเก็บดอกวิญญาณแดงห้าสิบต้น ให้ทำเฉพาะในแปลงนี้ ห้ามล่วงล้ำไปแปลงอื่น เสร็จแล้วให้นำดอกไม้มาหาข้าที่หอคอย"

สั่งความเสร็จ จางชุนชิวก็หันหลังเดินจากไป

เมิ่งลั่งชูกำปั้นทำท่าจะทุบไล่หลังจางชุนชิว พลางบ่นพึมพำ "เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้พล่ามอยู่ได้ตั้งครึ่งค่อนวัน ไม่เคยคุมเด็กใหม่หรือไงวะ"

ส่วนหลี่หยาถึงกับทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นดิน ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่ออย่างบ้าคลั่ง

เมื่อเห็นว่าจางชุนชิวขึ้นหอคอยไปแล้ว กู้อันก็หันไปหาเมิ่งลั่งและหลี่หยา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมถ่อมตน

"สหายทั้งสอง ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว ที่บ้านคงร่ำรวยมหาศาล คงไม่ถนัดงานหยาบเยี่ยงนี้ ข้านั้นต่างออกไป ข้ามันเป็นแค่บ่าวรับใช้ ให้ข้าทำแทนพวกท่านเถอะ ข้าจะจัดการภารกิจทั้งหมดให้เอง พวกท่านไปหานั่งพักในที่ร่มๆ เถิด วันหน้าวันหลังค่อยช่วยดูแลข้าบ้างก็พอ"

เมิ่งลั่งได้ยินดังนั้นดวงตาก็ลุกวาว ร้องบอกอย่างดีใจ "ใช้ได้นี่สหาย หัวไวไม่เบา วันไหนเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว บอกข้า ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าให้อิ่มหมีพีมันไปตลอดชาติ"

หลี่หยาหมดแรงจะพูด ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย

จากนั้น ทั้งสองก็ทิ้งกระดาษพิทักษ์วิญญาณไว้ แล้วประคองกันเดินโซซัดโซเซออกจากแปลงปลูก

กู้อันก้มเก็บกระดาษเหล่านั้นขึ้นมา หันกลับไปมองแปลงดอกไม้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวันบนฟ้า

ในสายตาของเขา ทุ่งดอกวิญญาณแดงตรงหน้าไม่ใช่ดอกไม้ แต่มันคือบันไดหินที่ปูทางไปสู่ความเป็นอมตะ!

เขาเริ่มลงมืออย่างระมัดระวัง ไม่ใช่แค่ต้องทำให้เสร็จ แต่ต้องทำให้ดีเยี่ยม เพื่อรักษาเก้าอี้ดนตรีแห่งผลประโยชน์นี้ไว้ให้นานที่สุด

ดวงอาทิตย์ยังคงสาดแสงแรงกล้าอย่างไม่ปรานีมนุษย์

เมิ่งลั่งและหลี่หยาเดินไปนั่งพักที่ศาลาริมทาง ทั้งคู่เช็ดเหงื่อไม่หยุด ไม่มีแรงแม้แต่จะสนทนา สายตาจับจ้องไปที่กู้อัน

เวลาล่วงเลยไปทีละนาที กู้อันเหงื่อท่วมตัวราวกับอาบน้ำ ทว่าร่างกายกลับคึกคักตื่นตัว รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เคยจางหาย

มองดูกู้อันที่หน้าแดงก่ำเพราะความร้อน เมิ่งลั่งอดไม่ได้ที่จะรำพึง "ร้อนตับแลบขนาดนี้ ไอ้หมอนี่ยังขยันชิบหาย ข้าชอบว่ะ วันหลังเราต้องดูแลมันดีๆ ให้มันกินอิ่มนอนหลับ ใครหน้าไหนก็ห้ามรังแกมัน มันจะได้ทำงานให้เราไปนานๆ"

หลี่หยากลอกตามองบน ตอบกลับอย่างหงุดหงิด "ทั้งหุบเขามีกันอยู่ไม่กี่หัว ใครมันจะไปรังแกเขา? ถ้าศิษย์พี่ใหญ่จะรังแก เจ้ากล้าเถียงหรือไง?"

เมิ่งลั่งแกล้งกระแอมแก้เก้อ ก่อนหันไปถามหลี่หยา "สหาย เจ้าเป็นคนสกุลหลี่สายไหน?"

หลี่หยาตอบเรียบๆ "สกุลหลี่แห่งฉางลั่ว ในแคว้นชางโจว"

"ฉางลั่ว? นั่นมันเมืองหลวงไม่ใช่รึ? แซ่เดียวกับราชวงศ์เลยนี่หว่า?" เมิ่งลั่งถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

หลี่หยาไม่ตอบคำถาม เพียงแต่นั่งมองกู้อันทำงานเงียบๆ

เมิ่งลั่งเริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่คิดว่าจะมาเจอเชื้อพระวงศ์ในที่กันดารแบบนี้

แต่พอลองตรึกตรองดู ก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ นี่คือสำนักไท่เสวียน สำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ไท่ชาง การที่มีคำว่า 'ไท่' นำหน้าเหมือนราชวงศ์ ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่เหนือโลกีย์ การจะเจอเชื้อพระวงศ์ตกอับมาเป็นศิษย์ระดับล่างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหลุดโลกอะไร

ผ่านไปพักใหญ่

ในที่สุดกู้อันก็เก็บดอกวิญญาณแดงครบห้าสิบต้น เขาจัดวางพวกมันลงในตะกร้าสานอย่างเป็นระเบียบ สะพายขึ้นหลัง แล้วมองไปยังแปลงปลูกอื่นๆ ด้วยแววตาละโมบ

ในหุบเขานี้มีแปลงสมุนไพรมากกว่าสิบห้าแปลง ที่พวกเขาอยู่นี้เป็นแค่ซอกเล็กๆ เขาเดาว่าสมุนไพรในแปลงอื่นต้องมีค่ามหาศาลกว่านี้แน่

หนทางยังอีกยาวไกล!

กู้อันไม่อยากเผยพิรุธเรื่องพลังพิเศษ วันนี้พอแค่นี้ก่อนจะดีกว่า

เขาเดินตามทางเล็กๆ ไปยังหอคอย พร้อมกวักมือเรียกเมิ่งลั่งและหลี่หยา ทั้งสองจึงลุกเดินตามมา

"สหายกู้อัน ลำบากเจ้าแล้ว ให้ข้าช่วยแบกเถอะ" เมิ่งลั่งกล่าวพร้อมรอยยิ้มแป้นแล้น ทั้งสามแนะนำตัวกันไปแล้วตอนพบเจ้าหุบเขา จึงจำชื่อกันได้

กู้อันมองทะลุเจตนาตื้นๆ ของเมิ่งลั่ง แต่ก็ยิ้มรับและส่งตะกร้าให้

หลี่หยาเบะปาก แววตาฉายแววเหยียดหยามชัดเจน

กู้อันเพียงต้องการรักษางานนี้ไว้ เขาไม่อยากทำตัวโดดเด่นจนถูกเลื่อนขั้นไปที่อื่น จึงคร้านจะถือสาหาความกับเมิ่งลั่ง

ทั้งสามขึ้นมาบนหอคอย พบศิษย์พี่ใหญ่จางชุนชิว

จางชุนชิวกำลังอ่านหนังสือ เมื่อเห็นทั้งสามเข้ามาก็วางหนังสือลง "วางดอกวิญญาณแดงไว้ตรงนั้น ตำราสามเล่มนี้คือวิชาพื้นฐานที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ ยามว่างก็หมั่นฝึกฝน วันหน้าจะได้ก้าวกระโดดออกไปจากที่นี่ กลายเป็นศิษย์แท้จริงของสำนักไท่เสวียน ห้าปีก่อนมีศิษย์คนหนึ่งได้รับยาวิเศษจากอาจารย์จนสร้างรากฐานสำเร็จ กลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอกไปแล้ว"

พูดจบ เขาสะบัดมือขวา คัมภีร์สามเล่มก็ลอยออกจากแขนเสื้อ พุ่งเข้าหาทั้งสามคน

กู้อันรับมาเล่มหนึ่ง อ่านชื่อบนปก

เคล็ดวิชาวสันต์พฤกษา!

ฟังดูโคตรกาก!

แต่กู้อันก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร ยังไงเขาก็อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในสำนักไท่เสวียนอยู่แล้ว

จางชุนชิวกำชับอีกไม่กี่คำ ก็ไล่ให้ไปหาห้องพักในเรือนข้างๆ ซึ่งเป็นที่พักสำหรับศิษย์รับใช้ ปัจจุบันหุบเขาโอสถมีศิษย์เพียงสี่คน เจ้าหุบเขาไม่อยู่ อีกสองปีถึงจะกลับ ตอนนี้จางชุนชิวจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

หนึ่งก้านธูปผ่านไป

กู้อันนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงไม้ หอบหายใจถี่ หน้าแดงก่ำจากการตากแดดมาทั้งวัน

เขาเพ่งจิต ข้อความแถวแล้วแถวเล่าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

[ชื่อ: กู้อัน]

[อายุขัย: 15/151]

[รากวิญญาณ: รากวิญญาณห้าธาตุระดับทั่วไป (สามารถใช้อายุขัยเพื่อวิวัฒนาการได้)]

[ระดับพลัง: ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (สามารถใช้อายุขัยเพื่อวิวัฒนาการได้)]

[วิชา: เคล็ดคุมไฟ (ยังไม่สำเร็จ) (สามารถใช้อายุขัยเพื่อวิวัฒนาการได้)]

...

กู้อันกวาดอายุขัยมาได้ถึงแปดสิบแปดปีในรวดเดียว!

ก่อนหน้านี้เขามีอายุขัยหกสิบสามปี สิบสองปีได้มาตอนสิบขวบที่ทำกระถางแตก หมายความว่าเดิมทีเขาจะมีอายุขัยแค่ห้าสิบปีเท่านั้น

สมุนไพรระดับหนึ่งให้เวลาชีวิตแค่ปีสองปี แต่สำหรับปุถุชนคนธรรมดา หนึ่งปีนั้นยาวนานนัก!

กู้อันมองหน้าต่างสถานะของตัวเอง ยิ่งดูก็ยิ่งฮึกเหิม เพิ่งเริ่มงานแท้ๆ ก็ฟันกำไรมาเกือบร้อยปี งานนี้มันสวรรค์ทรงโปรดชัดๆ!

เขาตัดสินใจแล้ว จะเป็นสัมภเวสีเฝ้าหุบเขาโอสถแห่งนี้ ไม่ไปไหนทั้งนั้น!

ไอ้พวกศิษย์ฝ่ายนอก ฝ่ายใน อะไรนั่น เขาไม่สนสักนิด

ได้ยินมาว่าการเป็นศิษย์ทางการ ต้องออกไปทำภารกิจ ฆ่าฟันปีศาจ เสี่ยงตายสารพัด

ตั้งแต่เกิดมากู้อันยังไม่เคยเชือดไก่สักตัว ชาติก่อนบนโลกมนุษย์ก็เป็นแค่คนธรรมดา ให้ไปจับดาบไล่ฟันกับใคร ขอบาย

อยู่หุบเขาโอสถดีกว่าเป็นไหนๆ แทบไม่มีอันตราย แถมยังปั๊มอายุขัยได้รัวๆ

ใครบอกว่าบำเพ็ญเพียรต้องเอาชีวิตเข้าแลก?

กู้อันจมดิ่งสู่จินตนาการอันหอมหวานจนถอนตัวไม่ขึ้น

คืนนั้นผ่านพ้นไป

กู้อันตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็รีบแจ้นไปหาจางชุนชิวเพื่อขอรับภารกิจ

จางชุนชิวยังไม่นอน เขากำลังนั่งสมาธิเดินลมปราณ เมื่อเห็นความขยันขันแข็งของกู้อัน เขาก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ ลุกเดินมาที่ประตู ชี้ไปที่แปลงผักแปลงหนึ่ง

"หญ้าจิตวิญญาณในแปลงนั้นเก็บได้ทั้งหมด เก็บเสร็จแล้วเอามากองไว้หน้าประตู ไม่ต้องเคาะเรียกข้า"

ว่าแล้วเขาก็สะบัดแขนเสื้อ ส่งกระดาษพิทักษ์วิญญาณให้กู้อันเป็นปึก

จางชุนชิวมองกู้อันที่เก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเมตตาแล้วกล่าวว่า "ศิษย์น้อง ขยันเข้าไว้ ตราบใดที่เจ้าสู้งานหนัก สักวันเจ้าจะต้องได้ดี"

บทที่ 2 อายุขัยพันปี

ฤดูวสันต์ผันผ่านเข้าสู่ฤดูสารท หุบเขาโอสถแห่งสำนักไท่เสวียนผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีท่ามกลางความเงียบเหงา

ประตูหอคอยเปิดออก กู้อันในวัยสิบหกปีเดินออกมาพร้อมเมิ่งลั่งและหลี่หยา ทั้งสามหันกลับไปคารวะคนในห้อง ก่อนที่เมิ่งลั่งจะปิดประตู

เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะพากันเดินลงบันได

เมื่อถึงเรือนพัก เมิ่งลั่งก็ระเบิดอารมณ์ทันที "เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้พล่ามอยู่ได้ตั้งชั่วยาม ทำไมไม่โยนตำรารวมสมุนไพรให้เราอ่านเองไปเลยวะ?"

หลี่หยาได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา เขาเดินไปมุมลาน หยิบกระบี่ที่ปักดินขึ้นมาเริ่มร่ายรำ

แม้รากวิญญาณจะธรรมดา แต่ศักดิ์ศรีเชื้อพระวงศ์ยังค้ำคอ เขาครอบครองเพลงกระบี่อันล้ำเลิศ และตั้งใจจะใช้มันเป็นใบเบิกทางสู่อนาคต

ราชวงศ์ไท่ชางเชิดชูวิถีเซียน ขุนนางทั้งราชสำนักล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร มีการแบ่งชนชั้นประชาชนออกเป็น ทาส, ไพร่, ขุนนาง, และ เซียน

พ่อค้าวานิชจัดอยู่ในชั้นไพร่ ต้องบรรลุถึงขั้นเซียนจึงจะนับเป็นชนชั้นสูงที่แท้จริง ขุนนางทั่วไปปกครองแค่ระดับตำบล แต่เจ้าเมืองหรือเจ้าแคว้นล้วนเป็นชนชั้นเซียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงฉางลั่ว หากไม่ใช่ชนชั้นเซียน อย่าหวังจะได้เหยียบย่างเข้าไป

ตระกูลเซียนส่วนใหญ่มักเนรเทศลูกหลานที่ไร้พรสวรรค์ออกไปเพื่อรักษาคุณภาพสายเลือด ราชวงศ์เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

แต่ถึงหลี่หยาจะตกอับเพียงใด เขาก็ไม่ใช่คนที่กู้อันจะไปลูบคมได้

เพราะกู้อันเป็นเพียงทาส

หนึ่งปีที่ผ่านมา กู้อันรับเหมางานเก็บสมุนไพรแทนหลี่หยาและเมิ่งลั่งแทบทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นงานกลางแดดเปรี้ยงหรือเช้าตรู่ ความทุ่มเทนี้ซื้อใจทั้งสองคนได้ไม่น้อย

ส่วนงานอื่นอย่างพรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กู้อันไม่ได้ทำให้ เพราะจางชุนชิวมักจะยืนคุมอยู่บนหอคอยเสมอ

กู้อันฟังเมิ่งลั่งบ่นหูชาพลางมองหลี่หยาซ้อมกระบี่

ลูกผู้ชายทุกคนล้วนมีความฝันอยากเป็นจอมยุทธ์

สามคนใช้ชีวิตร่วมกันมาร่วมปี ความสัมพันธ์นับว่าไม่เลว หลี่หยาไม่ได้ห้ามใครดูวิชากระบี่ เพราะถึงดูไปก็ไร้ประโยชน์หากไม่มีเคล็ดเดินลมปราณเฉพาะ

เมิ่งลั่งบ่นจนพอใจก็ตบไหล่กู้อัน "เจ้าหนุ่ม ปกติไม่เห็นเจ้าจะฝึกยุทธ์ ทำไมสนใจเพลงกระบี่นัก?"

กู้อันตอบส่งๆ "ข้ามันหัวทึบ ขี้เกียจฝึก ที่มองเพราะมันเบื่อ เจ้าไม่คิดว่าชีวิตในหุบเขาโอสถนี่มันจืดชืดหรือไง?"

"นั่นสิ น่าเบื่อจะตายชัก ตอนอยู่บ้านนะ ข้ามีสาวใช้คอยเอาใจตั้งสี่คน เจ้าจะบอกให้..." เมิ่งลั่งเริ่มร่ายยาวถึงความหลังอันรุ่งโรจน์อีกครั้ง

กู้อันชินกับนิสัยขี้โม้ของเขาแล้ว จึงปล่อยให้พล่ามไป

จนกระทั่งพลบค่ำ หลี่หยาจึงหยุดฝึก เขาปักกระบี่ลงดิน ปาดเหงื่อพลางกล่าว "ข้าจะไปเดินเล่นในป่าเล็กนั่นหน่อย"

พูดจบก็เดินดุ่มๆ ออกไปโดยไม่รอคำตอบ

พอลับหลัง เมิ่งลั่งก็กระซิบ "เจ้าว่าหมอนั่นมันเข้าป่าไปทำซากอะไรทุกวัน?"

กู้อันยักไหล่ "ใครจะไปรู้ เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ อาจมีความลับระดับชาติก็ได้ เผื่อวันดีคืนดีได้กลับไปเป็นท่านอ๋อง"

"เป็นไปไม่ได้หรอก โดนถีบส่งมาเป็นศิษย์รับใช้ขนาดนี้"

"แต่ลองคิดดู ใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่สำนักไท่เสวียน ทำไมต้องส่งมาเป็นศิษย์รับใช้ที่นี่?"

คำพูดของกู้อันทำเอาเมิ่งลั่งชะงักไป

กู้อันเดินไปตักน้ำจากบ่อขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดขัน แล้วเดินออกจากเรือนไปบ้าง

เมิ่งลั่งไม่ได้ตามไป เพราะรู้ว่ากู้อันจะไปไหน เขาบ่นอุบอิบแล้วกลับเข้าห้องไปฝึกวิชา

กู้อันเดินมาถึงแปลงสมุนไพรระดับสอง ปลูก หญ้าสงบจิต

ตลอดปีที่ผ่านมา เขาเก็บแต่สมุนไพรระดับหนึ่ง แถมสมุนไพรที่นี่โตช้า ต้องรอหลายปีกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ยอดสะสมอายุขัยเขาจึงไม่ได้พุ่งพรวดพราด

จางชุนชิวบอกว่าอีกเดือนเดียวก็จะเก็บหญ้าสงบจิตแปลงนี้ได้ กู้อันรอคอยเวลานี้มานาน

ในสายตาเขา หญ้าสีน้ำเงินเข้มเหล่านี้ไม่ใช่ยา แต่มันคือตัวเลขระบุอายุขัยเน้นๆ

ทันใดนั้น

กู้อันเห็นหญ้าสงบจิตต้นหนึ่งสั่นไหว เขาเพ่งมอง สีหน้าเปลี่ยนสีทันที รีบกระโดดข้ามรั้วไม้พุ่งเข้าไป

หนูขนขาวขนาดเท่าฝ่ามือกำลังคุ้ยดินใต้ต้นหญ้า หมายจะถอนรากถอนโคนมันออกมา

พอเห็นกู้อันพุ่งมา เจ้าหนูตกใจวิ่งหนีหายวับไปใต้รั้วไม้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

กู้อันจะตามไปก็ไม่ทัน เห็นหญ้าสงบจิตถูกแทะไปแหว่งหนึ่ง ก้านหักพับ เขาจึงรีบนั่งลงควักกระดาษพิทักษ์วิญญาณออกมา

มือซ้ายเด็ดก้านหัก มือขวาพันโคนอย่างชำนาญ

พันเสร็จเขาก็ลุกขึ้น

[ท่านประสบความสำเร็จในการช่วงชิงอายุขัยจากหญ้าสงบจิต (ระดับ 2) จำนวน 4 ปี]

ยังไม่ทันจะยิ้ม ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา

[อายุขัยสะสมของท่านทะลุหลักพันปีเป็นครั้งแรก ปลดล็อกฟังก์ชัน: เนตรหยั่งรู้อายุขัย]

เนตรหยั่งรู้อายุขัย?

กู้อันนึกสงสัย ลองมองไปที่หญ้าสงบจิตบนพื้นแล้วกำหนดจิต 'ตรวจสอบ'

[หญ้าสงบจิต (ระดับ 2): 4/25/102 ปี (อายุปัจจุบัน/อายุขัยคงเหลือ/ขีดจำกัดอายุขัยสูงสุด)]

หญ้าบ้านี่มีขีดจำกัดอายุขัยถึงร้อยสองปีเชียวรึ?

อายุขัยที่ช่วงชิงมาได้ไม่ตรงกับอายุขัยจริง ดูเหมือนเขาจะดูดมาได้แค่บางส่วน ที่เหลือคงสลายไปพร้อมความตายของเป้าหมาย

กู้อันไม่แน่ใจว่าความแตกต่างระหว่างอายุขัยคงเหลือกับขีดจำกัดสูงสุดคืออะไร อาจเกี่ยวกับการดูแลรักษากระมัง

เขาเก็บหญ้าที่ห่อแล้วเดินกลับไปหาจางชุนชิว

สมุนไพรทุกต้นต้องส่งให้จางชุนชิวเก็บรักษา ทุกครึ่งปีพวกเขาจะได้เบี้ยเลี้ยงเป็นหินวิญญาณและยาเพื่อใช้ฝึกตน จางชุนชิวยังใจดีแบ่งเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขาด้วย

กู้อันปลูกหญ้าสงบจิตไว้ในห้องตัวเองสามต้น มากกว่าเมิ่งลั่งและหลี่หยาอยู่หนึ่งต้น ซึ่งเพื่อนทั้งสองก็ไม่ได้อิจฉาอะไร

พอกู้อันเดินพ้นแปลงผัก ก็เห็นคนเดินขึ้นหอคอยของจางชุนชิว ชายชราชุดดำสะพายกล่องหนังสือ สวมหมวกผ้าสีดำ ดูลึกลับพิกล

กู้อันลองของใหม่ทันที ตรวจสอบอายุขัยชายชรา

[เฉิงเสวียนตาน (ขอบเขตกลั่นลมปราณ ขั้น 8): 104/120/180]

เฉิงเสวียนตาน!

เจ้าหุบเขาโอสถ อาจารย์ในนามของเขา ได้ยินแต่ชื่อมานาน วันนี้เพิ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ

ชายแก่วัยร้อยสี่ปี เหลือเวลาอีกสิบหกปี ขีดจำกัดสูงสุดคือร้อยแปดสิบ

กู้อันรู้สึกว่าฟังก์ชันนี้สนุกพิลึก ช่วยให้เขารู้ระดับพลังและพรสวรรค์ของคนอื่นได้

เขาเดาว่าขีดจำกัดอายุขัยน่าจะบ่งบอกถึงศักยภาพของคนคนนั้น แต่ต้องลองใช้บ่อยๆ ถึงจะยืนยันได้

เฉิงเสวียนตานเข้าห้องจางชุนชิวไป ประตูปิดลง

กู้อันวางหญ้าไว้ที่โต๊ะหน้าห้องจางชุนชิวแล้วเดินกลับ

กลับมาถึงเรือน เขาแวะไปหาเมิ่งลั่งที่กำลังฝึกวิชา

[เมิ่งลั่ง (ขอบเขตกลั่นลมปราณ ขั้น 2): 17/90/190]

อืม... กากของแท้

เมื่อรู้อายุขัยเมิ่งลั่งแล้ว กู้อันก็ไม่ได้คุยอะไรมาก รีบกลับเข้าห้องตัวเอง

รอจนมืดค่ำ ได้ยินเสียงฝีเท้าหลี่หยา เขาจึงเปิดประตูออกมา

หลี่หยาชะงัก "มีอะไร?"

กู้อันตรวจสอบอายุขัยอีกฝ่ายพลางตอบ "อาจารย์กลับมาแล้ว พรุ่งนี้ไปคารวะท่านพร้อมกันไหม?"

[หลี่หยา (ขอบเขตกลั่นลมปราณ ขั้น 6): 18/210/1550]

เชี่ย...

ขีดจำกัดอายุขัยหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบปี!

นี่มันสเกลพลังของเชื้อพระวงศ์งั้นรึ?

ไหนว่าเป็นรากวิญญาณขยะเหมือนกันไง?

กู้อันมองหลี่หยาด้วยสายตาเปลี่ยนไปทันที นี่มันอัจฉริยะในคราบคนกากชัดๆ สักวันต้องผงาดแน่นอน

แถมไอ้หมอนี่ยังฝึกไปถึงขั้นหกแล้ว!

หมายความว่าไง?

เสือซ่อนเล็บ?

ระดับการบำเพ็ญเพียรที่เขารู้จักเรียงจาก กลั่นลมปราณ, สร้างรากฐาน, แก่นทองคำ, วิญญาณแรกกำเนิด, ไปจนถึงแปรสภาพเทพ แต่ละขั้นใหญ่แบ่งเป็นเก้าขั้นย่อย หลี่หยาอายุสิบแปดปาเข้าไปขั้นหก อีกไม่กี่ปีคงสร้างรากฐานสำเร็จ กลายเป็นศิษย์ทางการได้สบาย

เพื่อนร่วมรุ่นเทพซ่าขนาดนี้ ต้องเกาะแข้งเกาะขาไว้ให้แน่น!

หลี่หยาเลิกคิ้วเล็กน้อย พยักหน้า "ได้ เจ้าคิดรอบคอบดี พรุ่งนี้เช้ามาเรียกข้าด้วย"

พูดจบก็หันหลังเดินเข้าห้อง

กู้อันมองแผ่นหลังนั้นพลางถอนหายใจ

ชนชั้นมีอยู่ทุกที่จริงๆ ความต่างศักย์ของฐานะทำให้เขาเป็นเพื่อนแท้กับหลี่หยาได้ยาก

แต่กู้อันไม่โกรธ เขาชินกับสายตาเหยียดหยามมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดแค้นหลี่หยาด้วย ใครใช้ให้เขาดูธรรมดาขนาดนี้ล่ะ

ไม่เป็นไร มีระบบดูดอายุขัยอยู่กับตัว สักวันเขาต้องเป็นเซียน ขอแค่ตอนนี้ทำตัวลีบๆ ตุนอายุขัยไปเรื่อยๆ ก็พอ

อยากอยู่เย็นเป็นสุข ห้ามแกว่งเท้าหาเสี้ยน ห้ามหาเรื่องใส่ตัว ยิ่งจืดจางยิ่งดี!

กู้อันยิ้มมุมปาก หันหลังปิดประตู

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์สาดส่องลานหินดั่งสายน้ำไหล

...

เช้าตรู่ ณ ห้องโถงใหญ่

กู้อัน เมิ่งลั่ง และหลี่หยายืนเรียงหน้ากระดาน เบื้องหน้ามีเฉิงเสวียนตานนั่งจิบชา โดยมีจางชุนชิวยืนค้อมตัวอยู่อย่างนอบน้อม

[จางชุนชิว (ขอบเขตกลั่นลมปราณ ขั้น 5): 54/110/175]

โอเค กากเพิ่มมาอีกหนึ่ง!

กู้อันคิดในใจ หุบเขาโอสถกระจอกๆ แบบนี้มีถมเถไปในสำนัก มีหลุดรอดมาอย่างหลี่หยาคนเดียวก็ปาฏิหาริย์แล้ว

อีกอย่าง เทียบกับคนพวกนี้ กู้อันตอนแรกต่างหากที่กากที่สุด

เฉิงเสวียนตานใช้ดวงตาขุ่นมัวกวาดมองทั้งสามคน "ข้าได้ฟังเรื่องราวของพวกเจ้าจากศิษย์พี่ใหญ่แล้ว พบกันครั้งแรก อาจารย์มีของขวัญจะมอบให้"

"พวกเจ้าเลือกได้หนึ่งอย่าง ระหว่างตำรารวมสมุนไพร, เคล็ดบำรุงปราณ, หรือคาถาเถาวัลย์พิษ ห้ามสอนต่อกันเองเด็ดขาด หากข้ารู้ โทษหนักสถานเดียว"

เมิ่งลั่งรีบชิงพูด "อาจารย์ ข้าขอคาถาเถาวัลย์พิษ!"

กู้อันคิดในใจว่าตำรารวมสมุนไพรคงไม่มีใครเอา ให้หลี่หยาเลือกก่อนดีกว่า จะได้บุญคุณ

หลี่หยาพูดต่อทันที "ศิษย์ขอเลือกตำรารวมสมุนไพร"

กู้อันหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ

สหาย... เล่นฉีกบทกันแบบนี้เลยเรอะ?

จบบทที่ 1-2

คัดลอกลิงก์แล้ว