- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเลี้ยงตัวร้าย แต่ดันได้คนบ้าอำนาจมาเป็นสามี
- บทที่ 10: รับเคราะห์แทน 2
บทที่ 10: รับเคราะห์แทน 2
บทที่ 10: รับเคราะห์แทน 2
เสี่ยวเยว่จัดการเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถึงห้านาทีก็พาเสี่ยวเอ้อร์วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดมา
ซุนหนิงหนิงถามระบบเรียบร้อยแล้วว่าไม่มีแขกอยู่ในห้องอักษรเทียนหมายเลขสอง ดังนั้นเธอจึงยัดเศษเงินตำลึงอีกก้อนใส่มือเสี่ยวเอ้อร์ด้วยดวงตาเป็นประกาย
เสี่ยวเอ้อร์ที่โพกผ้าบนศีรษะดีใจจนลืมทิศลืมทาง
จุ๊ๆ เวลาเพียงแค่หนึ่งเค่อ เขาก็ได้รับเงินก้อนถึงสองครั้งแล้ว!
เขาจึงไขกุญแจเปิดประตูด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับได้ ซุนหนิงหนิงจึงกระซิบกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ยกชามะลิหลงจูมาหนึ่งป้าน แล้วก็จัดขนมอะไรก็ได้มาสักจาน"
เมื่อเห็นสตรีที่แต่งกายงดงามหรูหรามีท่าทีลับๆ ล่อๆ เสี่ยวเอ้อร์ผู้สั่งสมประสบการณ์ในโรงน้ำชามาหลายปี และเคยเห็นเรื่องราววุ่นวายหลังบ้านมาแล้วทุกรูปแบบ เขาจึงคิดไปเองว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้ใจป้ำท่านนี้คงจะมาตามจับชู้เป็นแน่
เขารีบก้าวไปข้างหน้า ค้อมตัวลง เอามือป้องปากแล้วกระซิบตอบ
"ได้เลยขอรับแม่นาง! วางใจได้เลย วันนี้ข้าน้อยไม่เห็นท่านเลยสักนิด!"
ซุนหนิงหนิง: พ่อหนุ่ม เจ้าอาจจะกำลังเข้าใจอะไรผิดไปนะ?
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์จากไป เสี่ยวเยว่ก็รีบเดินนำเข้าไปในห้อง ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดโต๊ะและเก้าอี้อย่างระมัดระวัง
เมื่อแน่ใจว่าสะอาดไร้ฝุ่น นางก็หันกลับมาตั้งใจจะปรนนิบัติผู้เป็นนาย แต่กลับเห็น... ซุนหนิงหนิงแนบครึ่งซีกตัวติดกับกำแพง เกาะหนึบราวกับตุ๊กแก และกำลังพยายามอย่างหนักที่จะแอบฟัง
เสี่ยวเยว่: อา ช่างเถอะ ตราบใดที่คุณหนูยังรักษาความสำรวมต่อหน้าคนนอกได้ก็พอแล้ว
หูของซุนหนิงหนิงแนบชิดกับกำแพงเย็นเฉียบ แต่เธอกลับไม่ได้ยินอะไรชัดเจนเลย
เธอจับใจความได้เลือนรางเพียงว่า เสี่ยวเจ๋อน่าจะนัดพบกับสหาย
ไม่รู้ว่าจะมีผู้หญิงอยู่ด้วยหรือเปล่า?
ซุนหนิงหนิงบ่นกระปอดกระแปดในใจ [นายมันจะมีประโยชน์อะไร! ระบบอื่นเขาสะสมคะแนน เปิดร้านค้า แถมยังเอาคะแนนไปแลกของได้ด้วยซ้ำ!]
[แล้วนายล่ะ? แค่แอบฟังแถมยังมีประตูปิดกั้นแค่นี้ก็ทำไม่ได้แล้วงั้นเหรอ? หึ]
ระบบตอบกลับอย่างขอไปที [โฮสต์ พื้นที่ปิดทึบทุกแห่งถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวนะ!]
[แล้วทำไมนายถึงแอบฟังความคิดฉันทั้งวันล่ะ? จินตนาการติดเรตลับๆ ของฉัน นายก็ได้ยินหมดแล้วไม่ใช่หรือไง!]
[โฮสต์ หุบปากไปเลยนะ!]
[...]
ซุนหนิงหนิงผละออกจากกำแพง ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้มีพนักพิงอย่างห่อเหี่ยว
ไม่กี่นาทีต่อมา เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกน้ำชาเข้ามา
ซุนหนิงหนิงรีบยืดหลังตรง แสร้งทำเป็นชวนคุยอย่างไม่ใส่ใจ "ห้องข้างๆ คือห้องอักษรเทียนหมายเลขหนึ่งใช่หรือไม่?"
เสี่ยวเอ้อร์ผู้ได้รับเศษเงินตำลึงไปถึงสองก้อนรีบตอบกลับทันควัน "ใช่ขอรับ"
ซุนหนิงหนิงลูบไล้ขอบถ้วยชาอย่างเกียจคร้านพลางเอ่ยถาม
"เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากห้องข้างๆ พวกเขาคงไม่ได้จะลงไม้ลงมือกันใช่ไหม? ใครอยู่ข้างในนั้นงั้นหรือ?"
เสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับประหลาดใจ—เสียงคุยกันดังๆ อะไรกัน?
เสี่ยวเอ้อร์เองก็จริงจังขึ้นมา เขาลูบผ้าโพกหัวพลางครุ่นคิด
"ห้องอักษรเทียนหมายเลขหนึ่งเพิ่งจะมีคนเข้าไปเมื่อไม่นานมานี้เอง... ข้าจำได้ว่ามีคุณชายรูปงามท่านหนึ่งเดินเข้าไป ตามด้วยองครักษ์หน้าตาถมึงทึงอีกห้าคน คงจะเป็นคุณชายท่านนั้นกำลังตำหนิลูกน้องกระมัง วางใจเถอะแม่นาง ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอก"
ในเมืองหลวงแห่งนี้ ว่ากันว่าก้าวไปทางไหนก็เจอแต่จวนขุนนาง หากโยนก้อนอิฐลงไปโดนคนสักสิบคน ห้าในสิบคนนั้นก็ล้วนเป็นลูกหลานชนชั้นสูงทั้งสิ้น
ต่อให้พวกเขาจะลงไม้ลงมือกันขึ้นมาจริงๆ น่ะหรือ?
หึ! เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเสียเมื่อ ผ่านไปสักสิบวันครึ่งเดือนก็มีให้เห็นอยู่ประปราย
ลูกน้องของคุณชายเหล่านี้จ่ายค่าเสียหายได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบเชียวล่ะ
พวกเขาไม่กลัวว่าถ้าเรื่องหลุดออกไปแล้วจะเสื่อมเสียชื่อเสียงกันหรือไง?
แน่นอนว่า ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ฉินอ๋อง องค์ปัจจุบัน
เทพสงครามผู้เหี้ยมโหดผู้นั้น วันๆ คงเอาแต่กลุ้มใจว่าจะทำยังไงให้ชื่อเสียงของตัวเองฟังดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีกกระมัง?
ซุนหนิงหนิงร้อง "อ้อ" ออกมาอย่างผ่อนคลายพลางแย้มยิ้ม "เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าออกไปเถอะ"
"ขอรับแม่นาง เชิญตามสบาย"
เมื่อรู้ว่าไม่มีผู้หญิงอยู่ในกลุ่มคนที่ไป๋เจ๋อมาพบ อารมณ์ของซุนหนิงหนิงก็ดีขึ้นถนัดตา
ดังนั้นเธอจึงจิบชา ทานขนม และนั่งรออย่างสบายอารมณ์
ไม่ว่าภายในใจจะร้อนรุ่มสักแค่ไหน แต่ภายนอกเธอยังคงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน
นิ้วเรียวขาวผ่องดุจรากหอมลูบไล้ถ้วยชาเบาๆ
เธอเงียบสงบดั่งดวงดาวบนฟากฟ้ายามค่ำคืน เปล่งประกายงดงามทว่าแฝงไว้ด้วยแสงอันเย็นเยียบ
ลอยเด่นอยู่เบื้องบน โดดเดี่ยวเสียจนผู้คนทำได้เพียงแหงนหน้ามองด้วยความยำเกรง
เสี่ยวเยว่นั่งเท้าคางอยู่บนม้านั่งเตี้ยริมประตู เฝ้ามองดูผู้เป็นนายอย่างเงียบๆ
คุณหนูซุกซนและดื้อรั้นมาตั้งแต่เด็ก มักจะทำให้ท่านมหาบัณฑิตโกรธจนหนวดกระตุกอยู่บ่อยครั้ง
คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ไม่ได้เติบโตในเมืองหลวง มักจะขาดความสงบเสงี่ยมสง่างามและกฎเกณฑ์อันเข้มงวดแบบคุณหนูในเมืองหลวง
และคุณหนูก็เปลี่ยนไปมากจริงๆ
ในวันที่พวกนางเดินทางมาถึงเมืองหลวง จู่ๆ คุณหนูก็ตื่นขึ้นมาในรถม้าแล้วก็กลายเป็นคนแบบนี้ไปเสียเฉยๆ
เวลาอยู่ต่อหน้าผู้คน นางจะพูดจาอ่อนหวาน นัยน์ตาเป็นประกาย และดูบอบบางน่าทะนุถนอม
แต่พออยู่ตามลำพัง นางก็มักจะเหม่อลอยเงียบๆ ไม่ก็นั่งเอนหลังอ่านหนังสืออย่างเกียจคร้าน หรือไม่ก็กินขนมรสชาติแปลกๆ
เอาแต่เงียบไม่ปริปากพูด สีหน้าเย็นชาเฉยเมย—ดูตรงไหนถึงเหมือนเด็กสาววัยสิบหกปีกัน?
แต่พอมีคนพูดถึงฉินอ๋องล่ะก็? ท่าทีหมางเมินของคุณหนูจะมลายหายไปในพริบตา!
นัยน์ตาของนางจะพราวระยับไปด้วยรอยยิ้ม และทั่วทั้งร่างก็แผ่ซ่านไปด้วยเสน่ห์อันหอมหวาน
เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจู่ๆ คุณหนูถึงได้ไปตกหลุมรักฉินอ๋อง
หรือว่าคุณหนูจะตกหลุมรักเขาทันทีที่สบตากันบนถนน?
หรือว่าแม่นางซ่างกวนพูดอะไรบางอย่างในจดหมายที่เขียนหากัน?