- หน้าแรก
- จ้าวกระบี่สะท้านฟ้า
- 135 - ฉีอ๋อง
135 - ฉีอ๋อง
135 - ฉีอ๋อง
135 - ฉีอ๋อง
ภายในห้องอันมืดสลัว เปลวเทียนพลิ้วไหวไปมา
ชายชราผู้หนึ่งในชุดสีเทายืนอยู่ด้วยความเคารพ ตรงหน้าเขาที่โต๊ะหนังสือ ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐานมีหนวดเรียวโค้ง กำลังถือพู่กัน ตั้งใจเขียนตัวอักษรอย่างใจจดใจจ่อ
อักษรที่เขาเขียนนั้นอัปลักษณ์ยิ่ง รูปร่างประหลาดพิกล เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความถนัดในเรื่องการเขียนอักษรแม้แต่น้อย
แต่ในตัวอักษรแต่ละตัวที่เขียนออกมา กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกล้ำที่เก็บงำไว้อย่างยิ่ง มีความพิสดารไม่น้อย
ชั่วครู่ ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดโค้งเรียวก็หยุดลง วางพู่กันไว้บนแท่นฝนหมึก จากนั้นหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาเป่าเบาๆ เพื่อให้หมึกแห้ง
"ดูหน่อยสิ อักษรที่ข้าเขียนเป็นอย่างไรบ้าง" ชายวัยกลางคนหนวดเรียวโค้งเอ่ยถาม
ชายชราชุดเทาเพียงกวาดตามองตัวอักษรอย่างผิวเผิน ก่อนจะเอ่ยตอบว่า "อักษรของท่านอ๋องนั้น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร"
"ไม่เหมือนใคร? ถูกต้อง ไม่เหมือนใครจริงๆ" ชายวัยกลางคนหนวดเรียวโค้งหัวเราะพลางกล่าว เห็นได้ชัดว่าเขาพึงพอใจกับตัวอักษรของตนเองมาก "อักษรนี้ดีเหลือเกิน ยิ่งข้ามองก็ยิ่งชื่นชอบ เดี๋ยวสั่งคนเอาไปใส่กรอบให้เรียบร้อย แล้วแขวนไว้ในห้องโถงแขก วันหน้าหากมีผู้ใดมาขอเข้าพบข้า ก็ให้พวกเขาได้เข้าพบตัวอักษรของข้าก่อนเถิด"
ชายชราชุดเทายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
เขาทราบดีว่า เจ้านายตรงหน้าของเขา หรือก็คือฉีอ๋อง แม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่กลับมีนิสัยแปลกประหลาดอยู่บ้าง ยังมีความเป็นคนเหลวไหลอยู่ไม่น้อย
อย่างน้อยก็ในสายตาของคนภายนอก เป็นเช่นนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉีอ๋องจึงค่อยๆ วางตัวอักษรในมือลง
"ซูซิน ตระกูลซู…"
ฉีอ๋องใช้มือค้ำศีรษะ นิ้วมือเคาะเบาๆ บนขมับพลางกล่าว "นึกไม่ถึงเลย ตระกูลซูที่ตกต่ำถึงเพียงนั้น กลับสามารถให้กำเนิดอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้ได้ หากรู้แต่แรก ก็คงไม่ควรฟังคำพูดของผู้นั้น ไปลงมือต่อตระกูลซูเลย"
"พี่รองของข้าก็เหมือนกัน แม้ตอนแรกข้าจะส่งหน่วยองครักษ์อิงหลงไปลอบโจมตีตระกูลซูในยามวิกาล แต่สุดท้ายก็มิได้สำเร็จมิใช่หรือ"
"แต่เดิมหากข้ายอมรับผิดสักหน่อย ขอโทษตระกูลซูเสีย เรื่องนี้ก็น่าจะยังพอคลี่คลายได้บ้าง แต่พี่รองรองข้ากลับยืนกรานจะนำความแค้นนี้ขึ้นสู่ที่แจ้ง ให้ข้ากับตระกูลซูกลายเป็นศัตรูกันโดยสิ้นเชิง"
ฉีอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออยู่บ้าง
พี่รองรองที่เขากล่าวถึง ก็คือฮ่องเต้แห่งเทียนเหยียนนั่นเอง
"ในเมื่อไม่มีทางประนีประนอมได้แล้ว และซูซินก็มีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ควรรีบกำจัดเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า"
ฉีอ๋องสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจนัก พลางเอ่ยสั่งการ "ใช่แล้ว อย่างไรเสียเขาก็เป็นศิษย์วังเทียนเหยียน อย่าให้คนของเราลงมือเองเลย 'จิ่วซา' จงรักภักดีต่อข้ามานานเพียงนั้น แต่กลับไม่เคยได้แสดงฝีมือเพื่อข้าเลยสักครั้ง ครั้งนี้ ให้พวกมันลงมือก็แล้วกัน"
"บอกพวกมันด้วย ให้ทำงานให้สะอาดหน่อย หากฆ่าซูซินได้ก็ยิ่งดี ต่อให้ฆ่าไม่ได้ ก็ห้ามทิ้งหลักฐานใดๆ ให้ถูกจับได้เป็นอันขาด"
"พะยะค่ะ" ชายชราชุดเทารับคำ จากนั้นก็หมุนกายเดินจากไป
"ตระกูลซู…" ฉีอ๋องยังคงครุ่นคิดอยู่ "จะโทษก็ต้องโทษบรรพชนตระกูลซูที่ดื้อรั้นเกินไป หากเขายอมอ่อนข้อเหมือนตระกูลซือถู คอยรับใช้ข้าตั้งแต่แรก เรื่องยุ่งยากมากมายขนาดนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ต่อให้ภายหลังบรรพชนตระกูลซูตายไปแล้ว แต่มีข้าคุ้มครอง ใครยังจะกล้าแตะต้องตระกูลซูอีกเล่า"
ฉีอ๋องส่ายหน้า ทันใดนั้นเขาก็หันสายตาไปมองตัวอักษรตรงหน้าอีกครั้ง
เมื่อครู่เขายังคิดว่าตัวอักษรที่ตนเขียนออกมานั้นยอดเยี่ยม ยิ่งมองยิ่งพึงใจ ถึงขนาดจะสั่งคนรับใช้ให้ใส่กรอบแขวนไว้ในห้องรับแขก แต่พอชั่วพริบตาที่เขามองมันอีกครั้ง กลับยิ่งดูยิ่งขัดหูขัดตาไปหมด
เสียงดังพรึ่บพรั่บ! ฉีอ๋องใช้มือฉีกตัวอักษรแผ่นนี้จนขาดละเอียด จากนั้นก็หยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง
"เขียนใหม่อีกแผ่นแล้วกัน!"
"ฮ่าฮ่า คราวนี้ข้าจะต้องเขียนให้ดูมีอำนาจบารมีมากกว่านี้หน่อย!"
ฉีอ๋องลงมือ "ค้นคว้า" ผลงานอักษรล้ำค่าของตนอีกครั้ง
…
เขตหย่งหนิง ตระกูลซู
ซูซินกลับมายังตระกูลซูเป็นวันที่สามแล้ว แต่ซูไป๋เฉินบิดาของเขาก็ยังคงปิดด่านฝึกตนอยู่
และตลอดสามวันนี้ นอกจากการฝึกบ่มเพาะตามปกติของตนแล้ว เวลาส่วนใหญ่เขาใช้ไปกับลานประลองของตระกูล ร่วมประลองฝีมือกับคนในตระกูลซูมากมาย
เรียกว่าประลองฝีมือ แต่แท้จริงก็คือการชี้แนะเสียมากกว่า
เสียงดัง เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ซูซินยังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อน ถือกิ่งไม้หนึ่งกิ่ง ลงมืออย่างไม่ใส่ใจนัก แต่กลับปัดอาวุธในมือของคนในตระกูลกระเด็นไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่มีใครสามารถยืนหยัดต่อหน้าซูซินได้เกินหนึ่งกระบวนท่าเลย
ความเข้าใจในเจตจำนงของซูซินนั้นสูงล้ำจนเกินไปแล้ว!
มันสูงส่งถึงขนาดสามารถเทียบเคียงกับผู้แข็งแกร่งในแดนเนี่ยผานทั่วไปได้เลย แม้แต่แขกพิเศษสองคนนั้นที่มีฐานการบ่มเพาะถึงระดับโพซวี ก่อนหน้านี้ได้ลองลงมือทดสอบด้วยการใช้ทักษะล้วนๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ไปในกระบวนท่าเดียวเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างกันนั้นมากเกินไป
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เหล่าคนในตระกูลซูที่เฝ้ามองอยู่พากันตื่นเต้นตกตะลึงกันอย่างสุดประมาณ
"พี่เหอ ท่านว่าคุณชายรองแห่งตระกูลซูผู้นี้ วันหน้าจะมีโอกาสบรรลุถึงแดนเนี่ยผานหรือไม่"
แขกพิเศษระดับโพซวีสองคนยืนอยู่ด้วยกัน พลางมองซูซินที่กำลังประลองกับคนในตระกูลซูอยู่บนลานประลอง ทั้งยังพูดคุยกันไปพลาง
"ศิษย์วังเทียนเหยียน ขอเพียงระหว่างทางไม่ดับสูญไปเสียก่อน เดิมทีโอกาสทะลวงถึงแดนเนี่ยผานก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ซ้ำยังซูซินอายุยังน้อยเพียงนี้ แต่กลับมีความเข้าใจในเจตจำนงที่สูงล้ำจนน่าตกใจ ในอนาคตเขาย่อมมีโอกาสบรรลุแดนเนี่ยผานสูงกว่าผู้อื่นเป็นแน่"
"ฮ่าฮ่า หากในอนาคตเขาทะลวงถึงแดนเนี่ยผานได้จริง เช่นนั้นพวกเราก็ได้อาศัยภูเขาใหญ่ลูกนี้แล้ว"
ทั้งสองต่างคาดหวังอย่างมากต่ออนาคตของซูซิน
ในเวลานี้เอง…
"ซูซิน" ซูไป๋หู่เดินเข้ามาเอ่ยเรียก
"ท่านอารอง" ซูซินหยุดการเคลื่อนไหวในมือทันที
"พี่ใหญ่ของข้าออกจากด่านแล้ว บอกให้เจ้ารีบไปพบเขาในตอนนี้เลย" ซูไป๋หู่กล่าว
"ขอรับ" ซูซินยินดี รีบก้าวเดินทันที
ยังคงเป็นห้องหนังสือที่มืดสลัวเช่นเดิม
"ท่านพ่อ"
ซูซินคำนับด้วยความเคารพ สายตาจ้องมองไปยังซูไป๋เฉินที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือ
เมื่อเทียบกับเมื่อเก้าเดือนก่อน ตอนที่เขาเพิ่งออกจากตระกูลไปเข้าร่วมการล่าในเมืองหลวง ใบหน้าของซูไป๋เฉินชัดเจนว่าแก่ชราลงไปหลายส่วน เส้นผมบนศีรษะขาวมากขึ้น แม้แต่สายตาก็เริ่มพร่ามัวขุ่นมัวอยู่ไม่น้อย
สิ่งนี้ทำให้ซูซินต้องขมวดคิ้ว
เขาเป็นห่วงร่างกายของบิดาอย่างมาก ทว่า บิดากลับไม่ยอมบอกเล่าอะไรกับเขาเลย
"ซินเอ๋อ พ่อดีใจนัก"
บนใบหน้าของซูไป๋เฉินปรากฏรอยยิ้มบางๆ มองดูซูซินพลางกล่าว "ตั้งแต่เจ้ากลับมายังตระกูลอีกครั้ง จนถึงวันนี้ ก็คงผ่านไปเพียงปีเศษเท่านั้น พ่อยังจำได้ดีว่า ตอนเจ้ากลับมาใหม่ๆ ฐานการบ่มเพาะของเจ้าถูกผลกระทบจากคุกต้องห้าม ได้แตะถึงแค่ธรณีประตูของแดนเจินอู่ขั้นเจ็ดเท่านั้น"
"ทว่าตอนนี้ ผ่านไปเพียงปีเศษ เจ้ากลับทะลวงถึงโพซวี มายืนต่อหน้าพ่อแล้ว"
"อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่กลับมีฐานการบ่มเพาะสูงถึงเพียงนี้ แถมยังใช้เวลาแค่ปีเศษเท่านั้น พรสวรรค์ของเจ้า สูงกว่าพ่อในอดีตมากมายนัก"
"มีเจ้าอยู่ ตระกูลซูของพวกเราหลังจากนี้…ไร้กังวลแล้ว"
ซูไป๋เฉิน ในฐานะประมุขตระกูลซู ไม่ว่าจะเป็นต่อลูกชายของตนเอง หรือต่อคนรุ่นเยาว์ในตระกูลซูนั้น ความจริงแล้วเขาเข้มงวดอย่างยิ่ง
ทว่าวันนี้ เมื่อเห็นซูซิน ซูไป๋เฉินกลับแสดงความชื่นชมออกมาอย่างไม่สามารถปิดบังได้เลย
"ช่วงที่ผ่านมา เจ้าฝึกตนที่วังเทียนเหยียนเป็นอย่างไรบ้าง" ซูไป๋เฉินถาม
"ค่อนข้างราบรื่น" ซูซินตอบ "จริงสิท่านพ่อ ในการล่าครั้งก่อนหน้านี้ ได้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น…"
ซูซินกล่าวเล่าเรื่องที่เขาถูกตู้ซานลอบลงมือโจมตีในการล่าอย่างคร่าวๆ
"จวนฉีอ๋องหรือ" ซูไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย
"หากไม่มีอะไรผิดพลาด คนที่ส่งหน่วยองครักษ์อิงหลงมาสังหารคนของตระกูลซูเราในตอนนั้น ก็คงเป็นฉีอ๋องผู้นี้" ซูซินกล่าว
………….