- หน้าแรก
- จ้าวกระบี่สะท้านฟ้า
- 118 - รูปปั้นเทพอสูร
118 - รูปปั้นเทพอสูร
118 - รูปปั้นเทพอสูร
118 - รูปปั้นเทพอสูร
"เทือกเขาบูชายัญแห่งนี้ อันตรายมีอยู่ทุกย่างก้าว เผลอเมื่อไร อาจมีอสูรพุ่งเข้ามาโจมตีจากที่ที่ไม่คาดคิดเลยก็เป็นได้" ซูซินก้มมองศพอสูรหนูที่อยู่ใต้เท้า
จากความเร็วที่มันพุ่งออกมาเมื่อครู่ มันน่าจะเป็นอสูรระดับสามขั้นสูง ซึ่งเทียบเท่ากับมนุษย์ระดับฮวาไห่ขั้นสูงสุด
"ยิ่งลึกเข้าไป อสูรที่เจอก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ขนาดเพิ่งมาถึงตรงนี้ ก็เจออสูรระดับสามขั้นสูงสุดแล้ว..."
เขาพึมพำพลางเดินต่อไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
ก่อนหน้านี้ในเขตรอบนอกของเทือกเขา ซูซินยังสามารถเดินได้อย่างสบายๆ เพราะอสูรแถบนั้นอ่อนแอ ไม่อาจสร้างภัยคุกคามให้เขาได้
แต่ยิ่งเข้าใกล้ส่วนลึก พลังของอสูรก็ยิ่งแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีอสูรระดับสี่ชุกชุม แม้แต่ซูซินก็ไม่อาจประมาทแม้แต่น้อย
…
ซูซินหยิบกระบี่ยาวออกมา ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง พลางมองหาสัตว์อสูรเป้าหมายในภารกิจ
เพียงครึ่งวันถัดมา เขาก็พบกับอสูรหนึ่งตัวที่ตรงตามเงื่อนไขภารกิจ
มันคือหมีป่ายักษ์ตัวหนึ่ง รูปร่างกำยำสูงกว่าสองวา ผิวหนังปกคลุมด้วยผลึกสีดำคล้ายเกราะเหล็ก ทั้งตัวดูคล้ายภูเขาลูกเล็ก
จากการรับรู้ของซูซิน เขารู้ได้ทันทีว่าเจ้าหมีตัวนี้คืออสูรระดับสี่ขั้นสูง
"เจ้านี่น่าจะเป็นเจ้าแห่งพื้นที่บริเวณนี้ บริเวณรอบๆ หลายพันวา ไม่มีอสูรตัวอื่นอยู่เลยนอกจากมัน"
สายตาซูซินเยียบเย็น เขาจ้องเจ้าหมีสูงลิ่วตรงปลายสายตา แล้วลงมือทันที
ฟ้าว!
ปราณกระบี่เย็นเยียบพุ่งวาบออกมา ซูซินเริ่มจากการลอบโจมตีโดยตรงจากด้านหลัง หวังฟันศีรษะของหมีทันที
แต่เจ้าหมีตัวยักษ์นี้กลับตอบสนองไวมาก มันรู้สึกถึงความผิดปกติจากด้านหลังทันทีแล้วหันขวับมา ก่อนฟาดกรงเล็บออกไปทันที
ผัวะ!
ปราณกระบี่ถูกฟาดแตกในพริบตา แรงสะท้อนทำให้แขนของซูซินชาไปทั้งแขน ตัวเขาถอยร่นออกไปทันที
"พละกำลังแข็งแกร่งยิ่งนัก!"
"แค่เป็นอสูรระดับสี่ขั้นสูงเท่านั้นแท้ๆ แต่แรงฝ่ามือเมื่อครู่นั้น เกรงว่าเทียบได้กับผู้บ่มเพาะมนุษย์ระดับโพซวีขั้นสูงสุดแล้ว"
ซูซินอุทานอย่างตื่นตะลึง
เขารู้ดีว่า อสูรนั้นได้เปรียบเรื่องร่างกายเหนือกว่ามนุษย์อย่างมหาศาล
ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องพละกำลังหรือการป้องกัน อสูรล้วนบดขยี้ผู้บ่มเพาะมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
แน่นอน มนุษย์เองก็มีจุดแข็งของตน
ซึ่งก็คือ—ทักษะ!
"เงาลวง!"
"หยดเลือด!"
"ฝันร้าย!"
…
กระบี่ของซูซินระเบิดออกเต็มกำลัง
ปราณกระบี่สายแล้วสายเล่า แฝงไว้ด้วยเจตกระบี่อันล้ำลึก รัวกระหน่ำเข้าใส่เจ้าหมีอย่างบ้าคลั่ง
แม้พลังของเจ้าหมีจะแข็งแกร่ง แต่วิธีโจมตีกลับทื่อและเชื่องช้าเกินไป ต่อหน้าทักษะกระบี่อันวิจิตรของซูซิน มันก็ไม่ต่างอะไรจากเป้านิ่งตัวหนึ่ง มีแต่จะถูกซูซินใช้กระบี่ล้อเล่นและย่ำยี
แม้จะเป็นเช่นนั้น ซูซินก็ยังต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะสามารถสังหารอสูรหมีตัวนี้ได้สำเร็จ
…
"ฆ่ายากเกินไปจริงๆ"
ซูซินมองศพอสูรหมีขนาดยักษ์ใต้เท้าตนเองก่อนเผยรอยยิ้มขื่นขมเล็กน้อย
เจ้าหมีอสูรตัวนี้ มีพลังป้องกันร่างกายที่แข็งแกร่งเกินพอดี โดยเฉพาะโครงกระดูกภายในที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ
เพื่อฆ่ามันให้ได้ ซูซินไม่เพียงต้องโจมตีอย่างบ้าคลั่งอยู่เนิ่นนาน และสิ้นเปลืองพลังปราณไปจำนวนมาก แม้แต่กระบี่ที่ใช้โจมตีก็ยังพังไปหนึ่งเล่ม
"พอทำภารกิจนี้เสร็จ กลับถึงวังเทียนเหยียน ข้าต้องไปที่ศาลาร้อยสมบัติ แลกอาวุธดีๆ มาใช้สักเล่มให้ได้" ซูซินมองกระบี่เล่มที่สองในมือซึ่งขอบคมเริ่มบิ่นและหัก ก่อนคิดในใจ
ในศาลาร้อยสมบัตินั้นมีสมบัตินานาชนิดมากมาย
แน่นอนรวมถึงอาวุธระดับสูงที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ใช้ได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนกระบี่ที่ซูซินใช้มาตลอดนั้น ล้วนเป็นกระบี่ธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ช่วยเสริมพลังได้มากนัก เพียงแค่ใช้ถนัดมือเท่านั้น
หากมีอาวุธชั้นดีไว้ในครอบครอง เขาคงไม่ต้องลำบากกับการฆ่าอสูรหมีตัวนี้ถึงเพียงนี้
หลังสังหารอสูรหมีเสร็จ ซูซินก็เก็บศพอสูรไว้ในแหวนมิติ จากนั้นหาที่พักเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ แล้วออกตามล่าอสูรตัวที่สองต่อทันที
เทือกเขาบูชายัญกว้างใหญ่เกินไป และแฝงภัยอันตรายอยู่ทุกหนแห่ง
แม้จะมีผู้บ่มเพาะจำนวนมากมาฝึกฝนที่นี่ แต่ส่วนใหญ่มักป้วนเปี้ยนแค่รอบนอก น้อยคนนักที่กล้าลุยเข้าไปลึก
ซูซินลุยเพียงลำพังภายในส่วนลึกของเทือกเขาบูชายัญ คอยค้นหาอสูรเป้าหมายที่ตรงตามภารกิจไปทีละตัว
ผ่านไปสิบวันในพริบตา
…
ยังคงอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขาบูชายัญ
ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง มีประตูลับที่ซ่อนอยู่เป็นอย่างดี ปกติแล้วแม้จะมีผู้คนเดินผ่าน ก็มักไม่สามารถสังเกตเห็น
บนประตูนั้นยังมีค่ายกลพิเศษหนึ่งชั้นซ่อนอยู่ หากไม่เข้าใจหลักการของค่ายกล ก็ยากจะเปิดประตูนี้ออกได้แม้จะพบเจอก็ตาม
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เงาร่างสามสายร่วงลงตรงเชิงเขา ปรากฏตัวหน้าประตูบานนั้น
ทั้งสามสวมเสื้อคลุมสีดำ ปิดคลุมศีรษะไว้จนมองไม่เห็นใบหน้า เมื่อมาถึงก็ยังคงระแวดระวังโดยรอบอย่างรอบคอบ พอแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา ผู้นำในหมู่พวกเขาก็เริ่มลงมือเคลื่อนค่ายกล
เมื่อค่ายกลทำงาน ประตูลับก็เปิดออก สามคนก้าวเข้าสู่ภายในทันที
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคืออุโมงค์มืดมิดสายหนึ่ง มองไม่เห็นแสงใดเลย
โชคดีที่ทั้งสามไม่ใช่มาครั้งแรก และต่างก็นำแสงสว่างมาด้วย พวกเขาจึงเดินตามอุโมงค์ไปข้างหน้า
ผ่านไปครึ่งก้านธูป (ครึ่งชั่วโมง) ทั้งสามจึงมาถึงใจกลางถ้ำแห่งนี้
ที่นี่เป็นลานกว้างอยู่กลางหุบเขา ตรงกลางลานมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตระหง่านตั้งอยู่ บนแท่นบูชานั้นยังมีรูปปั้นเทพเจ้าขนาดมหึมา สูงถึงสามถึงสี่วาตั้งตระหง่าน
รูปปั้นเทพองค์นี้มีรูปร่างประหลาดยิ่งนัก
สามศีรษะ เก้าดวงตา!
บนแต่ละศีรษะยังสวมมงกุฎสีแดงเลือด
ครึ่งบนของรูปปั้นยังคงเป็นมนุษย์ ส่วนครึ่งล่างกลับเป็นหางอสรพิษขนาดยักษ์ที่ชวนขนลุก
ทั้งรูปปั้นดูน่าหวาดกลัวยิ่ง
ทั้งสามที่เดินมาถึงแท่นบูชาต่างถอดผ้าคลุมเผยใบหน้าของตน
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังคนหนึ่งเป็นชายชราตาเดียว อีกคนเป็นหญิงวัยกลางคนหน้าบวมเล็กน้อย
พลังปราณที่แผ่ออกมาจากตัวพวกเขาทั้งสองแข็งแกร่งถึงขีดสุด ชัดเจนว่าล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งระดับโพซวีขั้นสูงสุด
ส่วนผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้น กลับเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวอสูร ดูราวยังไม่ถึงสามสิบปี
แม้พลังของชายผู้นี้จะด้อยกว่าทั้งสองด้านหลังอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเป็นผู้นำของกลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
………..