- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 201 ศิษย์พี่ ท่านกำลังชี้ข้าอยู่นะ?
บทที่ 201 ศิษย์พี่ ท่านกำลังชี้ข้าอยู่นะ?
บทที่ 201 ศิษย์พี่ ท่านกำลังชี้ข้าอยู่นะ?
“วิชานวดชั้นเลิศ... หรือจะเป็นเก้าอี้นวด?”
คิ้วเรียวงามของอิ๋งปิงพลันขมวดมุ่น ดวงตาหงส์คู่งามหรี่ลงอย่างเย็นชา
รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้างามเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยไอเย็นอันสูงส่งของเทพธิดาน้ำแข็งในพริบตา
หลี่โม่ “!”
เขาสัมผัสได้ทันทีว่าทะเลสาบจิตใจของ ‘ยัยก้อนน้ำแข็ง’ ปรากฏระลอกคลื่นไหววูบหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้น? เขาพูดอะไรผิดไปหรือ?
พอความคิดวนมาถึงเรื่องนวด สหายหลี่โม่ก็อดนึกถึงคัมภีร์ «ดรรชนีบุปผา» ขึ้นมาไม่ได้
แค่ก! เหมือนในนั้นจะมีเคล็ดวิชาบางอย่าง... ที่ชวนให้ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาได้จริงๆ ตัวอย่างเช่น... ฝีเข็มเทวดา... กล้วยไม้ปัดหยก... สองมังกรชิงไข่มุก...
ขณะที่ความคิดกำลังเตลิดเปิดเปิง ข้างหูก็พลันได้ยินเสียงเย็นเยียบของนางดังแทรกขึ้น
“ตอนนี้... เรายังเชื่อมกันอยู่” นางหมายถึง «เสียงหงส์บรรเลงสวรรค์» ขั้นที่สอง
การสื่อสารทางจิตวิญญาณ อาจไม่ถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายล่วงรู้ความคิดได้ทั้งหมด แต่ก็รับรู้ถึงความผันผวนทางอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนราง
แต่ความเลือนรางเพียงเท่านี้... ก็เพียงพอแล้ว
“.....” แววตาของเด็กสาวราวกับกำลังเอ่ยว่า ‘ข้าจะรอฟังคำชี้แจงจากเจ้า’
ความรู้สึกที่คุ้นเคยถาโถมเข้าใส่หลี่โม่ทันที... ‘กลับมาแล้ว! บรรยากาศแบบนี้มันกลับมาแล้ว!’
“เอ่อ... ข้าหมายถึงวิชานวดนี้น่ะ...เอ่อ… เจ้าดูสิ ขนาดเสียงหงส์บรรเลงสวรรค์ที่เป็นวิชาบำเพ็ญคู่ ก็ยัง...”
ปัง!
บานประตูไม้ปิดกระแทกใส่หน้าเขาเต็มแรง
“พรุ่งนี้ข้าต้องไปบรรยายเรื่องวิถีกระบี่… ต้องพักผ่อนแล้ว”
“เจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด” น้ำเสียงราบเรียบของยัยก้อนน้ำแข็งลอดผ่านบานประตูออกมา
“ก็ได้...” สหายหลี่โม่จนปัญญา ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ดูท่าต่อไปเวลาใช้ «เสียงหงส์บรรเลงสวรรค์» คงต้องระวังความคิดให้มาก
แม้ตนจะเป็นบุรุษผู้ทรงคุณธรรม แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นผู้ชาย ยามความคิดแตกแขนง ย่อมยากจะหลีกเลี่ยงเรื่องอกุศลได้...
นี่เป็นเรื่องธรรมดา ในใจของทุกคนล้วนมีความคิดฟุ้งซ่านสารพัด แม้แต่ยัยก้อนน้ำแข็งเองก็ยังมีช่วงที่ทะเลสาบจิตใจไหวเป็นระลอก
หากคิดอยู่ในใจคนเดียวก็แล้วไป แต่เมื่อใดที่อีกฝ่ายรับรู้ได้... ต่อให้มีสิบปากก็มิอาจแก้ต่างได้จริงๆ
แค่ก! คิดลึกไปแล้ว!
หลี่โม่กลับไปยังห้องของตน เขายังต้องไปสอนวิชาให้องค์หญิงน้อยเจียง หลังจากนั้นก็ต้องพักผ่อนเก็บแรง
การคัดลอกศิลาประหลาดนั้นใช้พลังจิตมหาศาล
เขาผลักประตูเข้าห้องไป
“ว่าไปแล้ว... พอรู้สึกว่ายัยก้อนน้ำแข็งกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม กลับรู้สึกว่าเป็นปกติมากกว่าแฮะ...”
.....
วันรุ่งขึ้น
แคว้นอวิ๋นเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเร็วกว่าที่อื่นเสมอ
เมื่อถึงช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู มักจะมีทั้งฝนพรำและสายหมอกลงจัด ยิ่งขับเน้นให้ดินแดนแห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายลึกลับน่าค้นหา
“มิน่าเล่า ในอดีตถึงได้กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของจอมยุทธ์กระบี่”
หลี่โม่เพิ่งก้าวออกจากประตู ก็เห็นศิษย์พี่โอวหยางนั่งกุมขมับอยู่ด้วยสีหน้าราวกับสิ้นหวังในทุกสิ่ง
กลิ่นสุราฉุนกึกโชยมาปะทะจมูก
“นี่เขาดื่มหนักมารึ?”
“ศิษย์น้องโอวหยางเขาอกหักน่ะ” เสินอวิ๋นเฟยกระซิบ
“หืม? เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” หลี่โม่ชะงักไป
ศิษย์พี่โอวหยางมีใจให้ใครตั้งแต่เมื่อใด? เขาเป็นศิลปินมิใช่รึ? ได้ยินมาว่าเส้นทางรักของเหล่าศิลปินมักไม่ราบรื่นนัก
เสินอวิ๋นเฟยเล่าว่า “เมื่อวานที่หอเป่าหวน มีสตรีโฉมงามผู้หนึ่งจำศิษย์น้องโอวหยางได้ นางชื่นชมผลงานของเขามาก ทั้งสองจึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ”
“นั่นมิใช่เรื่องดีหรอกหรือ?” หลี่โม่เหลือบมองโอวหยาง
“แต่เรื่องหลังจากนั้น... มันกลับพลิกผันน่ะสิ” เสินอวิ๋นเฟยถอนใจ
“ทั้งสองคุยถูกคอกันราวกับพบคู่แท้ สตรีผู้นั้นกล่าวว่าฝีมือวาดภาพของศิษย์น้องโอวหยางนั้นเป็นเลิศ ทั้งยังเป็นผู้วาด «จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า» นางจึงอยากให้ศิษย์น้องโอวหยางวาดภาพเหมือนให้นางสักภาพ”
“ในตอนนั้น ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้ว... ศิษย์น้องโอวหยางจะถูกแย่งคนรักไปต่อหน้าต่อตา!”
“ถูกแย่งคนรักไปต่อหน้าต่อตารึ?!” สีหน้าของสหายหลี่โม่พลันเคร่งขรึม
แม้ศิษย์พี่โอวหยางจะละโมบไปสักนิด ในหัวคิดแต่เรื่องใต้สะดือไปสักหน่อย ฝีมือยุทธ์จะอ่อนด้อยไปเล็กน้อย... แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังเป็นคนดี
อีกอย่าง คนที่รังแกศิษย์พี่โอวหยาง ไม่รู้หรือว่านี่คือคนของสำนักชิงเยวียนเรา?
“แต่ว่า... ผู้ที่ฉกคนรักไปนั้น ศิษย์น้องโอวหยางกลับทำอะไรเขามิได้เลย” สีหน้าของเสินอวิ๋นเฟยดูแปลกประหลาด
หลี่โม่โบกมือ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “แม้เหล่าผู้อาวุโสของสำนักจะไม่อยู่ แต่ที่เมืองกระบี่หงเหวินแห่งนี้ ศิษย์น้องอย่างข้าก็ยังพอจะมีบารมีอยู่บ้าง!”
หลี่โม่เดินไปด้านหลังโอวหยาง พลางตบไหล่ของเขาเบาๆ
“ศิษย์พี่ ทำใจดีๆ ไว้ พวกเราจะเสียหน้าไม่ได้! บอกข้ามา คนผู้นั้นเป็นใคร!”
โอวหยางเงยหน้าขึ้นช้าๆ—เมื่อเห็นใบหน้าที่เปี่ยมความจริงใจของหลี่โม่ ความรวดร้าวบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งทบทวี
เขายกนิ้วขึ้น...
“หืม?” หลี่โม่พบว่าศิษย์พี่โอวหยางกำลังชี้มาที่ตน
ยังไม่สร่างเมาหรือ?
สหายหลี่โม่ขยับไปทางซ้ายเล็กน้อย—นิ้วของโอวหยางขยับตาม
สหายหลี่โม่ขยับไปทางขวาอีกเล็กน้อย—นิ้วของโอวหยางก็ยังคงชี้ตามอย่างไม่ลดละ
หลี่โม่ “?”
เหตุใดจึงชี้ข้าไม่ปล่อยล่ะ?
“ศิษย์น้องหลี่...” เสินอวิ๋นเฟยถอนหายใจ กล่าวอย่างตะกุกตะกัก
“สตรีผู้นั้นไม่เพียงแต่ต้องการภาพเหมือน... นางยังอยากให้ศิษย์น้องโอวหยางกลับไปวาดภาพแนวเดิมอีกด้วย”
กลับไปวาดภาพแนวเดิม?
เป็นที่รู้กันดีว่า อาชีพดั้งเดิมของศิษย์พี่โอวหยางคือ...
“โดยให้ตัวละครเอกคือเจียงเฉิน... และอีกตัวคือนาง”
หลี่โม่ “…….”
นี่มัน... ไม่ต่างอะไรกับการจ้างจิตรกรให้วาดภาพหญิงที่ตนหลงรักคู่กับชายอื่น...
แค่คิดตามก็เจ็บจี๊ดถึงหัวใจ... โหดร้ายเกินไปแล้ว!
หลังจากเงียบไปอึดใจใหญ่ เขาจึงตบบ่าปลอบใจ
“ว่ากันว่ายิ่งเส้นทางรักรันทดฝังใจ ฝีมือของจิตรกรก็จะยิ่งรุดหน้าสู่ความเป็นเลิศ”
“ในอนาคต ท่านจะต้องได้เป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า จารึกนามไว้ในประวัติศาสตร์เป็นแน่”
ขนาดเนตรทิพย์ลิขิตฟ้ายังทำนายเช่นนี้ มีหรือจะไม่เป็นจริง
ศิษย์พี่โอวหยางกลับร้องไห้โฮดังกว่าเดิม… ดูท่าเขาจะเสียใจมากจริงๆ
ทุกคน “....”
ศิษย์น้อง ท่านนี่ช่างปลอบใจคนเก่งเสียจริง
นอกจากความกระอักกระอ่วนแล้ว หลี่โม่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
‘ไม่ถูกต้อง ศิษย์พี่ดูจะเสียใจเกินจริงไปหน่อย’
เสินอวิ๋นเฟยกับสวีจื่อฉิงสบตากัน
เพื่อความปลอดภัย หลี่โม่เปิดใช้งานเนตรทิพย์ลิขิตฟ้า—หลังจากนั้นเขาก็เลิกคิ้วขึ้น
【ชื่อ: โอวหยาง】
【อายุ: 27】
【รากฐานกระดูก: หัตถ์เทวะหมึกสีชาดี】
【ขอบเขต: ปราณญาณเทพสี่ประตู】
【ลิขิตฟ้า: ครามอมม่วง】
【คำประเมิน: มีพรสวรรค์ในการวาดภาพสตรีสูงศักดิ์อย่างยิ่งยวด, «จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า» สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ, ไม่ขัดสนเงินทองอีกต่อไป, หลังจากได้รับบาดแผลทางใจ ก็เกิดการตื่นรู้, วิถีแห่งพู่กันจึงก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด】
【เหตุการณ์ล่าสุด: ได้พบกับ ‘อินเหมียนเหมียน’ ที่ปลอมตัวมา และตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของนาง, กำลังร่ำไห้ฟูมฟายราวกับฟ้าถล่มดินทลาย】
อินเหมียนเหมียนยังอยู่ที่แคว้นอวิ๋น?
นางยังอยู่ที่นี่ และเมื่อวานตนไม่ได้ไปหอเป่าหวน นางจึงเปลี่ยนเป้าไปหาศิษย์พี่โอวหยางที่ดูเข้าถึงง่ายที่สุดแทน...
“พุ่งเป้ามาที่ข้างั้นรึ?” ในใจของหลี่โม่หนักอึ้งเล็กน้อย
ธิดามารสวรรค์แห่งหอละอองฝนผู้นั้น สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของนางหาใช่พลังยุทธ์ไม่...
อีกทั้งยังไม่รู้ว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของนาง หรือว่าเกี่ยวข้องกับภารกิจของหอละอองฝน
“จริงสิ ศิษย์น้อง ทางสำนักส่งข่าวมาว่า ผู้อาวุโสเฉียน, ผู้อาวุโสเซวี่ย และคนอื่นๆ กำลังเดินทางมาแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง” ในใจของหลี่โม่พลันผ่อนคลายลง
เหล่าผู้อาวุโสยังคงเก๋าเกมและพึ่งพาได้ คิดการณ์ไกลได้ยิ่งกว่าตน จึงรีบเดินทางมารับมือ
ชื่อเสียงที่สำนักชิงเยวียนได้รับในครั้งนี้ ไม่นับว่าน้อยเลยจริงๆ
......
ไม่นานนัก
หลี่โม่พาอิ๋งปิงและเจียงชูหลงออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าสู่เมืองกระบี่หงเหวิน
สายหมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่ว แม้ฝนจะยังไม่ตก แต่เพียงแค่เดินไปไม่นาน ชายเสื้อก็พลันเปียกชื้นแนบกาย
ผู้คนบนท้องถนนยังคงหนาตา แต่กลับมีชาวยุทธ์น้อยลงไปมาก—ทุกคนล้วนเดินทางไปฟังการบรรยายวิถีกระบี่ที่เมืองกระบี่หงเหวินกันหมดแล้ว
ผู้กล้ากระบี่ทุกรุ่น สามารถบรรยายวิถีกระบี่ที่เมืองกระบี่ได้เป็นเวลาเจ็ดวัน
เจียงชูหลงสะพายตะกร้าใบเล็ก สายตาภายใต้ผ้าคาดกวาดมองพื้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นขวดโหลที่ถูกทิ้ง, ว่าวที่ขาด, หรือเสื้อผ้าเก่าๆ ก็จะเดินเข้าไปเก็บก่อนวิ่งตามมา
ร่างเล็กๆ ของนางผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในม่านหมอก
ส่วนอิ๋งปิงนั้นราวกับกำลังเหยียบเมฆา ทุกย่างก้าวและชายกระโปรงที่พลิ้วไหว ล้วนแฝงกลิ่นอายของเทพธิดาเซียน
เมื่อขึ้นไปถึงกลางหุบเขาของเมืองกระบี่ ทั้งสามก็ได้เดินผ่านศาลาหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ในศาลามีร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่
“คุณชายกับคุณหนู... สนใจให้ข้าทำนายชะตาสักครั้งหรือไม่?”
เสียงสตรีผู้นั้นดังขึ้น