- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!
บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!
บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!
ณ เมืองกระบี่หงเหวิน
ภายในหอกระบี่
หลังจากชาวเมืองกระบี่หลายรุ่นได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงยอดเขาซึ่งมีรูปทรงดุจกระบี่ยักษ์ บัดนี้ก็ถูกขุดเจาะจนกลวงไปแล้วกว่าค่อน
หอคัมภีร์ตั้งอยู่ใจกลางของภูเขานั้น— วรยุทธ์ที่เหล่าปรมาจารย์ในอดีตได้บรรลุจากรอยกระบี่ล้วนถูกรวบรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไป คัมภีร์วรยุทธ์ก็ยิ่งอยู่ในระดับสูง บนชั้นศิลาด้านนอกส่วนใหญ่จึงเป็นวรยุทธ์ระดับกลาง
เมื่อเดินตามยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสองไป ทุกคนก็ผ่านชั้นศิลาอันยาวเหยียดนับไม่ถ้วน
"มีรางวัลมากมายยังไม่ได้ตรวจสอบ คืนนี้กลับไปคงต้องจัดการกันทั้งคืนเป็นแน่"
"แต่ข้าก็ชอบเรื่องวุ่นๆ แบบนี้เสียจริง..." หลี่โม่อยู่ในอารมณ์ที่ดีเป็นพิเศษ
ในงานชุมนุมจอมยุทธ์ครานี้ เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่ง—เก้ากระบี่เดียวดายบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญ หลอมรวมเป็นมุกกระบี่ ที่สำคัญกว่านั้นคือได้สวมบทบาทจอมยุทธ์กระบี่จนหนำใจ และภาพลักษณ์ก็ยังคงอยู่ครบถ้วน
แถมยังบรรลุวิชาค้อนมาอีกหนึ่งแขนง ผลตอบรับจากระบบยิ่งเรียกได้ว่าเต็มจนล้น
ในนั้นยังมีรางวัลชิ้นใหญ่จากยัยก้อนน้ำแข็งที่ยังมิได้เปิดดู...
"ซี๊ด..." หลี่โม่พลันสูดลมหายใจ
"พี่หลี่... ท่าน... ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?" องค์หญิงน้อยเจียงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
อิ๋งปิงก็ได้สติกลับมาเช่นกัน พลางเหลือบมองมาทางด้านข้าง
ใบหน้าของหลี่โม่บิดเบี้ยวราวกับเจ็บปวดสุดขีด
"เร็วเข้า! ใครก็ได้ช่วยข้าที... ข้าทนไม่ไหวแล้ว... อยากจะยิ้มมุมปากเสียให้รู้แล้วรู้รอด!"
เจียงชูหลง "???"
อิ๋งปิง "....."
ยังคงเป็นอิ๋งปิงที่พึ่งพาได้เสมอ นางหยิบตุ๊กตาหัวโตที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมาอย่างเนิบนาบ
แม้ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่นิ้วเรียวงามีพลันจับหัวโตๆ ของตุ๊กตาไว้...แล้วบิดจนหลุดออกมาอย่างเฉียบขาด
หลี่โม่สงบลงแล้ว…
ทุกคนต่างเดินผ่านเขตที่เก็บวรยุทธ์ระดับกลาง ไปจนกระทั่งวรยุทธ์ระดับสูงและสุดยอดวิชา—คนอื่นๆ ทยอยกันหยุดอยู่กับที่ เพื่อส่งมอบวรยุทธ์ที่ตนเองบรรลุ หรือที่เตรียมไว้ใช้แลกเปลี่ยน
มีเพียงกลุ่มของหลี่โม่สามคนเท่านั้น ที่ยังคงเดินตามยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสอง ไปจนถึงส่วนลึกของหอกระบี่
ที่นี่...คือเขตที่เก็บวิชาระดับเทพ
ยอดฝีมือระดับกายธรรมซึ่งเป็นชายหนุ่มผมขาวหันกลับมา มองทั้งสามด้วยแววตาลุ่มลึก
"นับตั้งแต่เมืองกระบี่ตั้งตระหง่านอยู่…มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เคยมาถึงที่นี่ได้"
"ก็คือ... ท่าน... ท่านอาวุโส... ทั้งสองคนหรือเจ้าคะ?" องค์หญิงน้อยเจียงเอ่ยถามอย่างซื่อๆ
ชายหนุ่มผมขาว "....."
ชายชราท่าทางดุจเซียน "......"
เจ้าเห็นพวกข้ามิใช่คนรึ?
คำพูดที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาว ช่างเฉียบคมไม่ต่างจากกระบี่ของนางเลย
"ยอดฝีมือระดับกายธรรมนั้น มีความสามารถเทียบเท่าเทพเซียนแล้ว จะใช้มาตรฐานของคนธรรมดามาวัดได้อย่างไรเล่าขอรับ"
หลี่โม่ลูบศีรษะขององค์หญิงน้อยเจียง จากนั้นจึงประสานมือคารวะคนทั้งสอง
"ขอเชิญท่านอาวุโสทั้งสองกล่าวต่อเถิด ที่แห่งนี้คงจะมีความหมายที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน?"
ชายหนุ่มผมขาวมองหลี่โม่ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวว่า
"คนทั้งสองนั้น คนหนึ่งคืออดีตผู้บรรลุขอบเขตหยั่งฟ้า จอมกระบี่แห่งแคว้นอวิ๋น ท่านผู้อาวุโสว่านเจ๋อ"
"ยังมีอีกคนหนึ่ง ก็คือผู้ที่ทิ้งรอยกระบี่เดิมไว้นั่นเอง" หลี่โม่ชะงักไปเล็กน้อย
ไหนว่ารอยกระบี่นี้สืบทอดมาแต่โบราณกาลไม่ใช่หรือ? แต่เมื่อคิดดูอีกที ขนาดตนเองยังกลายเป็นเซียนกระบี่ไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยนิสัยของคนในยุทธภพแคว้นอวิ๋นแล้ว...ข่าวลือต่างๆ ไม่เชมิควรเลยน่าจะดีที่สุด
"เป็นเช่นนี้เองสินะ" อิ๋งปิงที่ก้มหน้าลงเล็กน้อย พยักหน้าอย่างแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น
"พวกเจ้าฉลาดมาก" ชายชราผมขาวดุจกระเรียนแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
"อีกท่านหนึ่งที่เคยมาถึงที่นี่ และได้จารึกรอยกระบี่หงเหวินไว้บนศิลาประหลาด ก็คือองค์ปฐมจักรพรรดิอู่!"
ดวงตาทั้งสองข้างของหลี่โม่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เช่นนั้นก็หมายความว่า…ตราประทับเดิมบนศิลาประหลาด คือลายพระหัตถ์ของอดีตจักรพรรดิหรือ?—หลังจากผ่านไปหลายพันปี เล่าต่อๆ กันไป ก็กลายเป็นผลงานของเทพเซียนไปเสียแล้ว?
"ที่แท้ที่ข้าเห็น... คือเสด็จปู่ทวดจักรพรรดินี่เอง..."
เจียงชูหลงพยักหน้าอย่างครึ่งๆ กลางๆ คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก
"มิต้องกังวล" ชายหนุ่มผมขาวส่ายหน้าพลางยิ้ม
"เรื่องนี้เกรงว่าแม้แต่ราชวงศ์ต้าอวี้เองก็คงไม่ทราบแล้ว อีกอย่างยอดฝีมือเช่นจักรพรรดิอู่ ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ต่อให้ทราบว่ารอยกระบี่ถูกอัจฉริยะรุ่นหลังแก้ไขไป ก็คงจะรู้สึกยิน..."
พูดไปได้ครึ่งทาง เขาก็พลันชะงัก
เมื่อลองนึกในมุมของอีกฝ่าย เขาก็นึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่หลี่โม่ทิ้งไว้คืออะไร จึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่า
"วางใจเถอะ เมื่อเทียบกับองค์จักรพรรดิอู่แล้ว ไปกังวลเรื่องการล้างแค้นจากหอละอองฝนยังจะดีกว่าเสียกว่า—พวกนั้นทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ทั้งรับมือยากกว่ากันเยอะ"
"เมื่อเทียบกับจักรพรรดิอู่ที่สิ้นพระชนม์ไปนับพันปีแล้ว พวกมันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง"
หลี่โม่ "........"
ท่านนี่ช่างปลอบใจคนเก่งเสียจริง
"เชิญ"
"สามารถทิ้งวรยุทธ์ที่เพิ่งบรรลุไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา หรือจะทิ้งวรยุทธ์ที่มีระดับใกล้เคียงกันไว้หนึ่งแขนงก็ย่อมได้"
ชายชรานำสิ่งที่สามารถใช้บันทึกวรยุทธ์ออกมานานาชนิด ทั้งแผ่นหยก, กระดาษพู่กัน, และผนังภาพฉาย ล้วนมีครบครันทั้งสิ้น
แน่นอนว่าประโยคครึ่งหลังนั้นเป็นเพียงการกล่าวไปตามมารยาท
ทั่วทั้งใต้หล้า ผู้ที่สามารถได้รับวิชาระดับเทพจะมีสักกี่คนกัน? ผู้ที่ไร้วาสนา ต่อให้ได้เห็นวิชาระดับเทพก็ไร้ประโยชน์
เช่นรอยกระบี่ที่จักรพรรดิอู่ทิ้งไว้บนศิลาประหลาด หลายพันปีมานี้…ก็ตั้งอยู่ที่เมืองกระบี่หงเหวินมาโดยตลอด ทว่ากลับไม่เคยมีผู้ใดได้ครอบครองมันอย่างแท้จริง
วรยุทธ์ก็เลือกคนเช่นกัน และคนเช่นนั้นก็หาได้ยากยิ่ง…
สิ่งที่เจียงชูหลงและอิ๋งปิงเลือก คือผนังภาพฉาย ซึ่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากของล้ำค่า สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของคนไว้ภายในได้
อิ๋งปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระบี่น้ำค้างสวรรค์ก็ออกจากฝัก เป็นกระบี่ที่น่าทึ่ง…ลึกลับและเลือนราง—นางเริ่มร่ายรำกระบวนท่า
เมื่อได้เห็นวิชากระบี่เช่นนี้อีกครั้ง ยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสอง ก็ยังคงรู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างยิ่ง
"กระบวนท่ากระบี่เช่นนี้ ราวกับเป็นร่องรอยของเซียน…ชื่อวิชาเรียกว่าอย่างไรรึ?"
"ชื่อ..." อิ๋งปิงขมวดคิ้วเรียวงาม
กระบี่เทวะเมฆา? ไม่ใช่ กระบี่นี้ได้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว เป็นวิชาที่ได้บรรลุบางสิ่งจากเจตจำนงวิญญาณของหลี่โม่…นางจึงสามารถสร้างสรรค์มันขึ้นมาได้
หากจะให้ตั้งชื่อที่คู่ควร ชั่วขณะหนึ่งนางกลับคิดไม่ออก...
"เลือนรางดุจเซียน เช่นนั้นเรียกว่า ‘เซียนเหินนภา’ ดีหรือไม่?" หลี่โม่ยังคงรักษาฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา
ศิลปะย่อมมาจากชีวิตอย่างแท้จริง...
จิตใจของอิ๋งปิงสงบนิ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าหลังจากได้ยินชื่อ ‘เซียนเหินนภา’ แล้ว… ก็ไม่มีชื่ออื่นใดจะเทียบเทียมได้อีก
เขาคิดชื่อนี้ออกมาได้อย่างไร? เขาพูดเสมอว่าศิลปะมาจากชีวิต...แล้วสิ่งนี้มาจากชีวิตส่วนไหนกัน? จะมีใครเคยเห็นเซียนตัวเป็นๆ ได้อย่างไร...
ในไม่ช้า องค์หญิงน้อยเจียงก็ทำตาม เสร็จสิ้นการบันทึกในที่สุด
และเมื่อถึงตาของหลี่โม่ เขาก็ทำหน้าลำบากใจ
"ท่านอาวุโสทั้งสองก็ทราบดีอยู่แล้ว…มิใช่ว่าข้าอยากจะเก็บงำเป็นความลับ"
"แต่เป็นเพราะวรยุทธ์แขนงนั้น มิอาจบันทึกเป็นอักษรได้ ส่วนจะให้ข้าสำแดงออกมา ก็ยิ่งมิอาจทำได้จริงๆ"
ที่เขาสามารถใช้ «เจ็ดปฐพีสะท้านนภา» ถึงกระบวนท่าสุดท้ายได้ ก็เพราะอาศัยร่างกายอันแข็งแกร่งล้วนๆ มิฉะนั้นคงทำได้เพียงหยิบยืมพลังจากเมล็ดพันธุ์โลกเท่านั้น
อิ๋งปิงเก็บกระบี่เข้าฝัก แววตาเคลื่อนไหวเล็กน้อย
บัดนี้... เขาไม่สามารถใช้วิชาระดับเทพแขนงนั้นได้รึ? หมายความว่าในการจัดอันดับครั้งต่อไป…วิชาระดับเทพก็ไม่สามารถนับเป็นพลังต่อสู้ได้หรือเปล่า?
ยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสองสบตากัน
เอาเถอะ…ก็มีเหตุผลอยู่—วิชาระดับเทพแต่ละแขนงล้วนมีผลที่แตกต่างกัน บางแขนงใช้สำหรับขัดเกลาร่างกายตนเอง บางแขนงมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่ง หากไม่ถึงขอบเขตที่กำหนด ก็ไม่สามารถใช้ออกมาได้เลย
ภาพของฟ้าดินที่กดต่ำลงมานั้น ทำให้คำพูดนี้มีความน่าเชื่อถือสูงมาก
ชายหนุ่มผมขาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
"หากไม่ใช่เพราะเจ้าคาดการณ์ล่วงหน้า บัดนี้เมืองกระบี่คงต้องสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล ก็ใช่ว่าจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษมิได้..."
"ข้าน้อยจะกล้ารบกวนท่านอาวุโสให้ต้องทำลายกฎได้อย่างไร อีกอย่างคติของงานชุมนุมจอมยุทธ์คือทุกคนเพื่อส่วนรวม ส่วนรวมเพื่อทุกคนอยู่แล้ว" หลี่โม่ยิ้มอย่างเจียมตน
บุญคุณของเมืองกระบี่ จะให้ใช้ไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร เขายังอยากจะขอยืมศิลาประหลาดมาคัดลอกอยู่เลย ตอนนี้ใช้ไปแล้วภายหน้าก็คงจะเอ่ยปากได้ยาก...
"ข้าน้อยมีสามข้อเสนอ ขอท่านอาวุโสโปรดพิจารณา"
"ข้อแรก ค่อนข้างตรงไปตรงมา ข้าน้อยจะมอบทรัพย์สินบางส่วนให้ ถือเสียว่าการทำความเข้าใจศิลาประหลาดในครั้งนี้ เป็นการซื้อสิทธิ์จากเมืองกระบี่"
ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มอย่างจนปัญญา
"เมืองกระบี่จะไปขาดแคลนเงินเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าได้อย่างไรกัน? เจ้าจะให้เงินได้สักเท่าใด?"
"ก็เพียง…เล็กน้อยน่ะขอรับ" หลี่โม่ยื่นสองนิ้วออกมา ทำท่าทางอย่างเขินอาย
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในเมล็ดพันธุ์โลกสามารถบรรจุเขาพระสุเมรุได้
ดังนั้นระยะห่างระหว่างนิ้ว อาจจะไม่เล็กอย่างที่เห็นก็เป็นได้