เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!

บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!

บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!


ณ เมืองกระบี่หงเหวิน 

ภายในหอกระบี่

หลังจากชาวเมืองกระบี่หลายรุ่นได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงยอดเขาซึ่งมีรูปทรงดุจกระบี่ยักษ์ บัดนี้ก็ถูกขุดเจาะจนกลวงไปแล้วกว่าค่อน

หอคัมภีร์ตั้งอยู่ใจกลางของภูเขานั้น— วรยุทธ์ที่เหล่าปรมาจารย์ในอดีตได้บรรลุจากรอยกระบี่ล้วนถูกรวบรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไป คัมภีร์วรยุทธ์ก็ยิ่งอยู่ในระดับสูง บนชั้นศิลาด้านนอกส่วนใหญ่จึงเป็นวรยุทธ์ระดับกลาง

เมื่อเดินตามยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสองไป ทุกคนก็ผ่านชั้นศิลาอันยาวเหยียดนับไม่ถ้วน

"มีรางวัลมากมายยังไม่ได้ตรวจสอบ คืนนี้กลับไปคงต้องจัดการกันทั้งคืนเป็นแน่"

"แต่ข้าก็ชอบเรื่องวุ่นๆ แบบนี้เสียจริง..." หลี่โม่อยู่ในอารมณ์ที่ดีเป็นพิเศษ

ในงานชุมนุมจอมยุทธ์ครานี้ เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่ง—เก้ากระบี่เดียวดายบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญ หลอมรวมเป็นมุกกระบี่ ที่สำคัญกว่านั้นคือได้สวมบทบาทจอมยุทธ์กระบี่จนหนำใจ และภาพลักษณ์ก็ยังคงอยู่ครบถ้วน

แถมยังบรรลุวิชาค้อนมาอีกหนึ่งแขนง ผลตอบรับจากระบบยิ่งเรียกได้ว่าเต็มจนล้น

ในนั้นยังมีรางวัลชิ้นใหญ่จากยัยก้อนน้ำแข็งที่ยังมิได้เปิดดู...

"ซี๊ด..." หลี่โม่พลันสูดลมหายใจ

"พี่หลี่... ท่าน... ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?" องค์หญิงน้อยเจียงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

อิ๋งปิงก็ได้สติกลับมาเช่นกัน พลางเหลือบมองมาทางด้านข้าง

ใบหน้าของหลี่โม่บิดเบี้ยวราวกับเจ็บปวดสุดขีด

"เร็วเข้า! ใครก็ได้ช่วยข้าที... ข้าทนไม่ไหวแล้ว... อยากจะยิ้มมุมปากเสียให้รู้แล้วรู้รอด!"

เจียงชูหลง "???"

อิ๋งปิง "....."

ยังคงเป็นอิ๋งปิงที่พึ่งพาได้เสมอ นางหยิบตุ๊กตาหัวโตที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมาอย่างเนิบนาบ

แม้ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่นิ้วเรียวงามีพลันจับหัวโตๆ ของตุ๊กตาไว้...แล้วบิดจนหลุดออกมาอย่างเฉียบขาด

หลี่โม่สงบลงแล้ว…

ทุกคนต่างเดินผ่านเขตที่เก็บวรยุทธ์ระดับกลาง ไปจนกระทั่งวรยุทธ์ระดับสูงและสุดยอดวิชา—คนอื่นๆ ทยอยกันหยุดอยู่กับที่ เพื่อส่งมอบวรยุทธ์ที่ตนเองบรรลุ หรือที่เตรียมไว้ใช้แลกเปลี่ยน

มีเพียงกลุ่มของหลี่โม่สามคนเท่านั้น ที่ยังคงเดินตามยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสอง ไปจนถึงส่วนลึกของหอกระบี่

ที่นี่...คือเขตที่เก็บวิชาระดับเทพ

ยอดฝีมือระดับกายธรรมซึ่งเป็นชายหนุ่มผมขาวหันกลับมา มองทั้งสามด้วยแววตาลุ่มลึก

"นับตั้งแต่เมืองกระบี่ตั้งตระหง่านอยู่…มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เคยมาถึงที่นี่ได้"

"ก็คือ... ท่าน... ท่านอาวุโส... ทั้งสองคนหรือเจ้าคะ?" องค์หญิงน้อยเจียงเอ่ยถามอย่างซื่อๆ

ชายหนุ่มผมขาว "....."

ชายชราท่าทางดุจเซียน "......"

เจ้าเห็นพวกข้ามิใช่คนรึ?

คำพูดที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาว ช่างเฉียบคมไม่ต่างจากกระบี่ของนางเลย

"ยอดฝีมือระดับกายธรรมนั้น มีความสามารถเทียบเท่าเทพเซียนแล้ว จะใช้มาตรฐานของคนธรรมดามาวัดได้อย่างไรเล่าขอรับ"

หลี่โม่ลูบศีรษะขององค์หญิงน้อยเจียง จากนั้นจึงประสานมือคารวะคนทั้งสอง

"ขอเชิญท่านอาวุโสทั้งสองกล่าวต่อเถิด ที่แห่งนี้คงจะมีความหมายที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน?"

ชายหนุ่มผมขาวมองหลี่โม่ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวว่า

"คนทั้งสองนั้น คนหนึ่งคืออดีตผู้บรรลุขอบเขตหยั่งฟ้า จอมกระบี่แห่งแคว้นอวิ๋น ท่านผู้อาวุโสว่านเจ๋อ"

"ยังมีอีกคนหนึ่ง ก็คือผู้ที่ทิ้งรอยกระบี่เดิมไว้นั่นเอง" หลี่โม่ชะงักไปเล็กน้อย

ไหนว่ารอยกระบี่นี้สืบทอดมาแต่โบราณกาลไม่ใช่หรือ? แต่เมื่อคิดดูอีกที ขนาดตนเองยังกลายเป็นเซียนกระบี่ไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยนิสัยของคนในยุทธภพแคว้นอวิ๋นแล้ว...ข่าวลือต่างๆ ไม่เชมิควรเลยน่าจะดีที่สุด

"เป็นเช่นนี้เองสินะ" อิ๋งปิงที่ก้มหน้าลงเล็กน้อย พยักหน้าอย่างแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น

"พวกเจ้าฉลาดมาก" ชายชราผมขาวดุจกระเรียนแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

"อีกท่านหนึ่งที่เคยมาถึงที่นี่ และได้จารึกรอยกระบี่หงเหวินไว้บนศิลาประหลาด ก็คือองค์ปฐมจักรพรรดิอู่!"

ดวงตาทั้งสองข้างของหลี่โม่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

เช่นนั้นก็หมายความว่า…ตราประทับเดิมบนศิลาประหลาด คือลายพระหัตถ์ของอดีตจักรพรรดิหรือ?—หลังจากผ่านไปหลายพันปี เล่าต่อๆ กันไป ก็กลายเป็นผลงานของเทพเซียนไปเสียแล้ว?

"ที่แท้ที่ข้าเห็น... คือเสด็จปู่ทวดจักรพรรดินี่เอง..."

เจียงชูหลงพยักหน้าอย่างครึ่งๆ กลางๆ คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก

"มิต้องกังวล" ชายหนุ่มผมขาวส่ายหน้าพลางยิ้ม

"เรื่องนี้เกรงว่าแม้แต่ราชวงศ์ต้าอวี้เองก็คงไม่ทราบแล้ว อีกอย่างยอดฝีมือเช่นจักรพรรดิอู่ ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ต่อให้ทราบว่ารอยกระบี่ถูกอัจฉริยะรุ่นหลังแก้ไขไป ก็คงจะรู้สึกยิน..."

พูดไปได้ครึ่งทาง เขาก็พลันชะงัก

เมื่อลองนึกในมุมของอีกฝ่าย เขาก็นึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่หลี่โม่ทิ้งไว้คืออะไร จึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่า

"วางใจเถอะ เมื่อเทียบกับองค์จักรพรรดิอู่แล้ว ไปกังวลเรื่องการล้างแค้นจากหอละอองฝนยังจะดีกว่าเสียกว่า—พวกนั้นทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ทั้งรับมือยากกว่ากันเยอะ"

"เมื่อเทียบกับจักรพรรดิอู่ที่สิ้นพระชนม์ไปนับพันปีแล้ว พวกมันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง"

หลี่โม่ "........"

ท่านนี่ช่างปลอบใจคนเก่งเสียจริง

"เชิญ"

"สามารถทิ้งวรยุทธ์ที่เพิ่งบรรลุไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา หรือจะทิ้งวรยุทธ์ที่มีระดับใกล้เคียงกันไว้หนึ่งแขนงก็ย่อมได้"

ชายชรานำสิ่งที่สามารถใช้บันทึกวรยุทธ์ออกมานานาชนิด ทั้งแผ่นหยก, กระดาษพู่กัน, และผนังภาพฉาย ล้วนมีครบครันทั้งสิ้น

แน่นอนว่าประโยคครึ่งหลังนั้นเป็นเพียงการกล่าวไปตามมารยาท

ทั่วทั้งใต้หล้า ผู้ที่สามารถได้รับวิชาระดับเทพจะมีสักกี่คนกัน? ผู้ที่ไร้วาสนา ต่อให้ได้เห็นวิชาระดับเทพก็ไร้ประโยชน์

เช่นรอยกระบี่ที่จักรพรรดิอู่ทิ้งไว้บนศิลาประหลาด หลายพันปีมานี้…ก็ตั้งอยู่ที่เมืองกระบี่หงเหวินมาโดยตลอด ทว่ากลับไม่เคยมีผู้ใดได้ครอบครองมันอย่างแท้จริง

วรยุทธ์ก็เลือกคนเช่นกัน และคนเช่นนั้นก็หาได้ยากยิ่ง…

สิ่งที่เจียงชูหลงและอิ๋งปิงเลือก คือผนังภาพฉาย ซึ่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากของล้ำค่า สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของคนไว้ภายในได้

อิ๋งปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระบี่น้ำค้างสวรรค์ก็ออกจากฝัก เป็นกระบี่ที่น่าทึ่ง…ลึกลับและเลือนราง—นางเริ่มร่ายรำกระบวนท่า

เมื่อได้เห็นวิชากระบี่เช่นนี้อีกครั้ง ยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสอง ก็ยังคงรู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างยิ่ง

"กระบวนท่ากระบี่เช่นนี้ ราวกับเป็นร่องรอยของเซียน…ชื่อวิชาเรียกว่าอย่างไรรึ?"

"ชื่อ..." อิ๋งปิงขมวดคิ้วเรียวงาม

กระบี่เทวะเมฆา? ไม่ใช่ กระบี่นี้ได้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว เป็นวิชาที่ได้บรรลุบางสิ่งจากเจตจำนงวิญญาณของหลี่โม่…นางจึงสามารถสร้างสรรค์มันขึ้นมาได้

หากจะให้ตั้งชื่อที่คู่ควร ชั่วขณะหนึ่งนางกลับคิดไม่ออก...

"เลือนรางดุจเซียน เช่นนั้นเรียกว่า ‘เซียนเหินนภา’ ดีหรือไม่?" หลี่โม่ยังคงรักษาฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา

ศิลปะย่อมมาจากชีวิตอย่างแท้จริง...

จิตใจของอิ๋งปิงสงบนิ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าหลังจากได้ยินชื่อ ‘เซียนเหินนภา’ แล้ว… ก็ไม่มีชื่ออื่นใดจะเทียบเทียมได้อีก

เขาคิดชื่อนี้ออกมาได้อย่างไร? เขาพูดเสมอว่าศิลปะมาจากชีวิต...แล้วสิ่งนี้มาจากชีวิตส่วนไหนกัน? จะมีใครเคยเห็นเซียนตัวเป็นๆ ได้อย่างไร...

ในไม่ช้า องค์หญิงน้อยเจียงก็ทำตาม เสร็จสิ้นการบันทึกในที่สุด

และเมื่อถึงตาของหลี่โม่ เขาก็ทำหน้าลำบากใจ

"ท่านอาวุโสทั้งสองก็ทราบดีอยู่แล้ว…มิใช่ว่าข้าอยากจะเก็บงำเป็นความลับ"

"แต่เป็นเพราะวรยุทธ์แขนงนั้น มิอาจบันทึกเป็นอักษรได้ ส่วนจะให้ข้าสำแดงออกมา ก็ยิ่งมิอาจทำได้จริงๆ"

ที่เขาสามารถใช้ «เจ็ดปฐพีสะท้านนภา» ถึงกระบวนท่าสุดท้ายได้ ก็เพราะอาศัยร่างกายอันแข็งแกร่งล้วนๆ มิฉะนั้นคงทำได้เพียงหยิบยืมพลังจากเมล็ดพันธุ์โลกเท่านั้น

อิ๋งปิงเก็บกระบี่เข้าฝัก แววตาเคลื่อนไหวเล็กน้อย

บัดนี้... เขาไม่สามารถใช้วิชาระดับเทพแขนงนั้นได้รึ? หมายความว่าในการจัดอันดับครั้งต่อไป…วิชาระดับเทพก็ไม่สามารถนับเป็นพลังต่อสู้ได้หรือเปล่า?

ยอดฝีมือระดับกายธรรมทั้งสองสบตากัน

เอาเถอะ…ก็มีเหตุผลอยู่—วิชาระดับเทพแต่ละแขนงล้วนมีผลที่แตกต่างกัน บางแขนงใช้สำหรับขัดเกลาร่างกายตนเอง บางแขนงมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่ง หากไม่ถึงขอบเขตที่กำหนด ก็ไม่สามารถใช้ออกมาได้เลย

ภาพของฟ้าดินที่กดต่ำลงมานั้น ทำให้คำพูดนี้มีความน่าเชื่อถือสูงมาก

ชายหนุ่มผมขาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

"หากไม่ใช่เพราะเจ้าคาดการณ์ล่วงหน้า บัดนี้เมืองกระบี่คงต้องสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล ก็ใช่ว่าจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษมิได้..."

"ข้าน้อยจะกล้ารบกวนท่านอาวุโสให้ต้องทำลายกฎได้อย่างไร อีกอย่างคติของงานชุมนุมจอมยุทธ์คือทุกคนเพื่อส่วนรวม ส่วนรวมเพื่อทุกคนอยู่แล้ว" หลี่โม่ยิ้มอย่างเจียมตน

บุญคุณของเมืองกระบี่ จะให้ใช้ไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร เขายังอยากจะขอยืมศิลาประหลาดมาคัดลอกอยู่เลย ตอนนี้ใช้ไปแล้วภายหน้าก็คงจะเอ่ยปากได้ยาก...

"ข้าน้อยมีสามข้อเสนอ ขอท่านอาวุโสโปรดพิจารณา"

"ข้อแรก ค่อนข้างตรงไปตรงมา ข้าน้อยจะมอบทรัพย์สินบางส่วนให้ ถือเสียว่าการทำความเข้าใจศิลาประหลาดในครั้งนี้ เป็นการซื้อสิทธิ์จากเมืองกระบี่"

ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มอย่างจนปัญญา

"เมืองกระบี่จะไปขาดแคลนเงินเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าได้อย่างไรกัน? เจ้าจะให้เงินได้สักเท่าใด?"

"ก็เพียง…เล็กน้อยน่ะขอรับ" หลี่โม่ยื่นสองนิ้วออกมา ทำท่าทางอย่างเขินอาย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในเมล็ดพันธุ์โลกสามารถบรรจุเขาพระสุเมรุได้

ดังนั้นระยะห่างระหว่างนิ้ว อาจจะไม่เล็กอย่างที่เห็นก็เป็นได้

จบบทที่ บทที่ 196 เร็วเข้า! ข้าจะเผลอยิ้มมุมปากอยู่แล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว