เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 195 เมืองกระบี่กลายเป็นเมืองค้อน?, สมกับเป็นเซียนกระบี่โดยแท้!

บทที่ 195 เมืองกระบี่กลายเป็นเมืองค้อน?, สมกับเป็นเซียนกระบี่โดยแท้!

บทที่ 195 เมืองกระบี่กลายเป็นเมืองค้อน?, สมกับเป็นเซียนกระบี่โดยแท้!


บนยอดหอกระบี่

บรรยากาศโดยรอบพลันตกสู่ความเงียบงันอย่าางประหลาด

หลี่โม่จับจ้องรอยกระบี่... ไม่ใช่สิ... รอยค้อนบนศิลาประหลาด, จิตใจพลันจมดิ่งสู่ห้วงภวังค์

หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด... «ค้อนสังหารพลิกฟ้าคว่ำปฐพี» ที่เขาเพิ่งเข้าถึงเมื่อครู่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสุดยอดวิชาระดับเทพแขนงหนึ่ง

อีกทั้งรอยกระบี่เดิมบนศิลาก็เพิ่งถูกยัยก้อนน้ำแข็งลบออกไปพอดี—‘ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์’ จึงฉวยโอกาสประทับตราของตนลงบนศิลาประหลาดแทนที่

ค้อนล้ำค่าของเขากำลังเริงร่าอยู่ในมิติเมล็ดพันธุ์โลก—อันที่จริงสหายหลี่โม่ก็ลิงโลดในใจเช่นกัน ด้วยวิชาค้อนนั้นทรงพลังเป็นอย่างมาก

เพียงแต่กลัวว่าหากเผลอหัวเราะออกมา คงได้โดนรุมประชาทัณฑ์เป็นแน่

“วิชาค้อน.....” อิ๋งปิงจ้องมองรอยค้อนนั้น ใบหน้างามดุจหยกสลักของนางฉายแววเหม่อลอย

นางอดนึกถึงฉากในมิติหงส์โลหิตไม่ได้...

ไม่... ไม่ใช่... กลิ่นอายของค้อนนี้แตกต่างกัน... ระดับชั้นห่างกันราวฟ้ากับเหว

ที่อยู่เหนือกว่าสุดยอดวิชา... มีเพียงวิชาระดับเทพเท่านั้น

แต่เป็นเพาะเหตุใดกัน... ปกตินางมิเคยเห็นหลี่โม่ทำความเข้าใจวิชาค้อนมาก่อนเลย?

จงเจิ้นเยว่รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนั้นที่เซียนกระบี่หลี่ยังยั้งมือเอาไว้! ต่อให้ฆ่าเขาให้ตายก็คงไม่ทันรู้สึกตัว

“หืม? ท่านกำลังทำอะไร?” จงเจิ้นเยว่เห็นหวงตงไหลหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาอีกครา บนใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อขณะจดบันทึกบางสิ่ง

หวงตงไหลส่ายหน้า เดิมทีคิดจะขีดฆ่าข้อแรกทิ้ง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพิ่ม ‘ข้อศูนย์’ เข้าไปแทน

ด้านอู๋ฉู่ซูก็เหงื่อแตกพลั่ก ในที่สุดก็เข้าใจการกระทำทั้งหมดของไป๋จิงหง

“เหตุใดเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้?”

“ท่านไม่ได้ถามข้านี่”

“เจ้าไม่บอก แล้วข้าจะถามได้อย่างไร!?”

“ท่านไม่ถาม แล้วข้าจะบอกได้อย่างไรเล่า!?”

....

เหล่าผู้อาวุโสต่างตะลึงค้าง หลังจากมึนงงไปครู่ใหญ่ จึงค่อยได้สติกลับคืนมา

“รอยกระบี่แห่งเมืองกระบี่เรา... หายไปแล้ว?”

“เช่นนี้แล้ว... พวกเรายังจะเรียกตัวเองว่าเมืองกระบี่หงเหวินได้อีกหรือ?”

“แล้วงานชุมนุมยุทธ์คราหน้าจะทำเช่นไร? จะให้คนที่ขึ้นหอกระบี่มาดูอะไรกัน?”

“อายุปูนนี้แล้ว จะให้ข้าไปเริ่มต้นฝึกวิชาสายอื่น…ก็คงไม่ทันกาลเสียแล้ว!”

......

เหล่าผู้อาวุโสต่างพึมพำด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

“ฮ่าๆ ข้าต้องฝันไปแน่ๆ!”

ผู้อาวุโสเจิงหัวเราะลั่น พลางกระชากเคราตนเองอย่างแรง จนเคราสีขาวแซมเทาหลุดติดมือมาสองสามเส้น—ก่อนต้องตะลึงงัน...

เจ็บ!

นี่ไม่ใช่ความฝัน! เขาไม่ได้ตาฝาด! รอยกระบี่หงเหวินหายไปแล้วจริงๆ!

กลับกลายเป็นรอยค้อน!

“เจียง...ไม่สิ หลี่โม่! เจ้าทำอะไรลงไป!” ผู้อาวุโสเจิงใบหน้าบิดเบี้ยว ไม่แน่ใจว่าเจ็บใจหรือเจ็บเครากันแน่

“เจ้าทำเช่นนี้ไม่รู้สึกผิดต่อพวกเราบ้างหรือ?!”

“ขออภัย! ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง!” หลี่โม่กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ

จริงอยู่ที่เพียงชั่วพริบตา เขาก็ทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกระบี่จนป่นปี้

ตามที่เมืองกระบี่ป่าวประกาศ รอยกระบี่นี้ดำรงอยู่มาแต่โบราณกาล เป็นดั่งจิตวิญญาณของสำนัก และเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของเหล่าศิษย์

หากเทียบกับชาติก่อน ก็เหมือนเขาเอาค้อนไปทุบทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิที่สั่งสมมานานของพวกเขา

“แล้วเจ้าไม่รู้สึกผิดต่อเหล่าผู้ชื่นชมเจ้าบ้างหรือ?!”

“หืม?”

“ภาพลักษณ์ของเจียงเฉินคือบุรุษกระบี่ผู้ทรงคุณธรรม แต่เจ้ากลับใช้ค้อนรึ? เจ้าคืนเงินข้ามา!” ดูเหมือนผู้อาวุโสเจิงจะเดือดดาลยิ่งกว่าผู้อาวุโสคนใด

หลี่โม่ “.....”

สรุปแล้วท่านไม่ได้ใส่ใจเรื่องรอยกระบี่เลยแม้แต่น้อย…ใช่หรือไม่?

ช่างเถอะ... หลังจากผู้อาวุโสเจิงระบายอารมณ์ส่วนตัวจนหนำใจ ก็หอบหายใจพลางกล่าวว่า

“บัดนี้... จะเอาอย่างไรดี?”

เหล่าผู้อาวุโสต่างเงียบงัน สีหน้าสับสนซับซ้อน—เจ้าหนุ่มนี่เพิ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาไว้อย่างแท้จริง

ใครจะคาดคิดว่า เขาช่วยปกป้องเมืองกระบี่หงเหวินไว้ได้... แต่กลับปกป้องไว้ไม่หมดสิ้น หันหลังกลับมาก็สลักคำว่า ‘ค้อน’ ทิ้งไว้แทนที่ ‘กระบี่’ เสียแล้ว

“รอยกระบี่นี้... ดำรงอยู่มาตั้งแต่โบราณกาลจริงหรือ?” อิ๋งปิงพลันเอ่ยถามขึ้น

เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้า

อิ๋งปิงเลิกคิ้วเรียวงาม นางรู้สึกว่ารอยกระบี่ที่เพิ่งถูกลบไปนั้นช่างคุ้นเคย ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน

“จะรบกวนแม่นางอิ๋งลงมือ ลบรอยค้อนนี้ แล้วทิ้งรอยกระบี่ใหม่ไว้ได้หรือไม่?” ผู้อาวุโสเจิงเอ่ยถามอย่างมีความหวัง

อิ๋งปิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน

มิใช่ว่าไม่อยากทำ... แต่ทำไม่ได้

แม้จะเป็นวิชาระดับเทพเช่นเดียวกัน ทว่าวิชากระบี่ที่นางบรรลุนั้น ยังไม่สมบูรณ์พร้อมเท่าวิชาค้อนของหลี่โม่

“ข้า... ข้ามีวิธี...” ในขณะนั้น เสียงเล็กๆ แฝงความขี้อายก็ดังขึ้น

ทุกคนรีบหันไปมอง เห็นว่าเป็นเจียงชูหลงที่เอ่ยขึ้น

เมื่อถูกผู้คนมากมายจ้องมอง ไหล่เล็กๆ ของนางก็ห่อลง ดูประหม่ายิ่งนัก

“วิธีอันใดรึ?”

“ข้า... ข้าลองดูได้เจ้าค่ะ...”

“เจ้า?” เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากัน

เด็กสาวผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านกระบี่ชนิดที่พวกเขาไม่เคยพบพาน บางทีอาจจะยังมีความหวังอยู่บ้าง?

ณ ตอนนี้ ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว—เมื่อได้รับอนุญาต เจียงชูหลงจึงรวบรวมความกล้าเดินออกไป

ป้าบ—

นางวิ่งเตาะแตะๆ เข้าไป ก่อนที่จะเตะไปที่ศิลาประหลาดหนึ่งฉาด จากนั้นก็รีบวิ่งกลับมาหลบอยู่ด้านหลังหลี่โม่

ทุกคน “!”

หัวใจของเหล่าผู้อาวุโสราวกับถูกบาทาเล็กๆ นั่นเตะเข้าเต็มอก

“อืม...”

หลี่โม่เป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา เขายกนิ้วโป้งให้ ‘ช่างหลักแหลมนัก สมแล้วที่ได้รับการขัดเกลาจากอัจฉริยะเช่นข้า’

เจียงชูหลงเม้มริมฝีปาก ยื่นนิ้วน้อยๆ ออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ก็แค่... ให้ศิลานี่... พลิก... พลิกด้าน... ก็จะ... มองไม่เห็นแล้วเจ้าค่ะ”

เหล่าผู้อาวุโส “.....”

เป็นวิธีที่เรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ! การปล่อยให้มันว่างเปล่า ก็ย่อมดีกว่าการประจานรอยค้อนไว้ด้านนอก!

เมื่อครู่พวกเขาได้ลองดูแล้ว รอยค้อนนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำความเข้าใจ คนที่ควรจะบรรลุวิชากระบี่จากศิลาประหลาด ก็ยังคงบรรลุวิชากระบี่ได้เช่นเดิม

“เช่นนั้นก็ประกาศแก่ภายนอกไปว่า เป็นเพราะวิชากระบี่ที่อิ๋งบรรลุนั้นสะท้านฟ้าสะเทือนดินเกินไป”

“จึงทำให้ศิลาประหลาดพลิกกลับด้าน เช่นนี้ก็น่าจะพอฟังขึ้น” หลี่โม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเสนอ

มุมปากของเหล่าผู้อาวุโสกระตุก พวกเขาสูดหายใจเข้าลึกๆ... ก็คงทำได้เพียงเท่านี้ เพื่อจะรักษาคำว่า ‘กระบี่’ ของเมืองกระบี่เอาไว้

เวรกรรมอันใดกันนี่!

“ในความมืดมิดย่อมมีลิขิตสวรรค์ นี่คงเป็นวาสนาของศิลาประหลาดนี้เช่นกัน” เสียงทุ้มลึกเสียงหนึ่งดังขึ้น

ชายหนุ่มผมขาวและชายชราผู้มีผมขาวดุจกระเรียนแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์ ที่เมื่อครู่เป็นดั่งเสาหลักค้ำจุนเมืองกระบี่ไว้ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน

“ศิลาประหลาดเดิมทีก็เป็นของจากฟ้าดิน ไม่แน่ว่าหลายยุคสมัยก่อน บนนั้นอาจไม่ได้ประทับไว้ด้วยวิชากระบี่ เพียงแต่บรรพบุรุษของเราบังเอิญได้มันมาในช่วงที่ประทับวิชากระบี่ไว้พอดี”

ชายหนุ่มผมขาวเหลือบมองหลี่โม่แวบหนึ่ง มุมตาของเขากระตุกเล็กน้อย—มิรู้ว่าคำพูดที่กล่าวออกมานี้ มีส่วนที่ไม่จริงใจอยู่กี่ส่วน

“พวกเจ้าหลายคน ตามผู้เฒ่ามา” ชายชราผมขาวดุจกระเรียนเอ่ยขึ้น เขาเรียกเหล่าอัจฉริยะทุกคนที่ได้ทำความเข้าใจศิลาประหลาด

แน่นอนว่า...ส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มของหลี่โม่นั่นเอง

หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเขาก็จำต้องยอมรับความจริงนี้ ผู้อาวุโสเจิงเดินไปข้างหน้า กล่าวประกาศเสียงดังว่า

“ประกาศ! อิ๋งปิง! ณ เบื้องหน้าศิลาประหลาด ได้บรรลุสุดยอดวิชากระบี่ระดับเทพหนึ่งกระบวนท่า!”

“ส่วนหลี่โม่... สิ่งที่เขาบรรลุก็สะท้านฟ้าสะเทือนดินเช่นกัน ยากจะตัดสินแพ้ชนะกับอิ๋งปิงได้!”

“แต่ผู้กล้ากระบี่มีได้เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นเขาจึงสละสิทธิ์โดยสมัครใจ!”

“ข้าขอประกาศว่า ในงานชุมนุมยุทธ์ครั้งนี้ อิ๋งปิงได้คว้าตำแหน่งผู้กล้าแห่งกระบี่ไปครอง!”

ช่วยไม่ได้ เมื่อจำต้องกล่าวเท็จ ก็ต้องทำให้แนบเนียน

หากมอบตำแหน่งผู้กล้ากระบี่ให้หลี่โม่จริงๆ เหล่าผู้อาวุโสตื่นขึ้นมากลางดึก คงได้รู้สึกว่าตนเองเป็นคนบาปของสำนักไปชั่วกาลนาน

หากบรรพชนใต้พื้นพิภพรับรู้ ฝาโลงคงปิดไว้ไม่อยู่เป็นแน่!

.....

เสียงประกาศส่งไปถึงเบื้องล่าง ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด

“แม่นางอิ๋งมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ข้าย่อมยอมรับ แต่ว่า.....”

“ใช่แล้ว อย่างไรเสีย ปรากฏการณ์ที่เซียนกระบี่หลี่ก่อขึ้นเมื่อครู่ก็ดูยิ่งใหญ่กว่ามิใช่รึ?”

“ถูกเผง ข้าว่านี่ไม่ยุติธรรมกับเซียนกระบี่หลี่เลย”

“เจ้าคนโง่เขลา ดูแล้วก็รู้ว่าไม่เคยมีสตรีในดวงใจ”

“เจ้าว่าผู้ใดนะ?”

“ก็พูดความจริงมิใช่รึ? นายน้อยหลี่มีชื่อเสียงเป็นถึงเซียนกระบี่แล้ว ตำแหน่งผู้กล้ากระบี่เล็กๆ น้อยๆ ไม่รับก็ช่างปะไร?”

“ดูท่านายน้อยหลี่ไม่เพียงแต่มองเงินทองเป็นดั่งธุลีดิน แม้แต่ชื่อเสียงจอมปลอมก็ไม่แยแส... เขา... สมควรแก่ชื่อเซียนกระบี่โดยแท้!”

“กระจ่างแจ้งในบัดดล! วิถีกระบี่ของเขานั้น... อยู่เหนือจอมยุทธ์กระบี่ทั้งปวงไปแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 195 เมืองกระบี่กลายเป็นเมืองค้อน?, สมกับเป็นเซียนกระบี่โดยแท้!

คัดลอกลิงก์แล้ว