- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 193 ซ่อนประกายไว้ไม่มิดเสียแล้ว!
บทที่ 193 ซ่อนประกายไว้ไม่มิดเสียแล้ว!
บทที่ 193 ซ่อนประกายไว้ไม่มิดเสียแล้ว!
นับแต่สถาปนาเมืองกระบี่หงเหวิน... รอยกระบี่หนึ่งเดียวที่สลักลึกอยู่บนศิลาจารึก—บัดนี้...กลับอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย!
รอยกระบี่... ไม่มีอีกแล้ว กลายเป็นเพียงศิลาไร้ลักษณ์
เมื่อมองไปยังก้อนหินที่ว่างเปล่า แววตาของทุกคนล้วนฉายชัดถึงความตกตะลึง จิตใจพร่าเลือนล่องลอย
ต้นกำเนิดของศิลาไร้ลักษณ์นั้นลึกลับสุดหยั่งถึง แม้นเป็นมหาปราชญ์หรือเซียน…ก็ยังมิอาจฝากร่องรอยทิ้งไว้ได้แม้เพียงธุลีดิน
ส่วนรอยกระบี่นั้นเล่า... ยิ่งแกร่งกร้าวจนมิอาจหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้ กาลเวลาผ่านมานับพันปี ก็มิอาจกัดกร่อนให้มันสึกหรอได้ ยังเคียงคู่เมืองกระบี่หงเหวินมาตราบนานเท่านาน
ทว่าบัดนี้... ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณญาณเทพนางหนึ่ง กลับทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จ—จึงมิน่าแปลกใจเลยที่จะบังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อครู่นี้
เมื่อมองดูเด็กสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพัง เหล่าผู้อาวุโสหลายคนถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพรรณนาถึงความรู้สึกในใจได้
"นาง...ลบรอยกระบี่ได้..."
แผ่นหลังของหวงตงไหลชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น เขารีบล้วงตำราเล่มหนึ่งออกมาอย่างลนลาน หน้าปกสลักอักษร [กฎการอยู่รอดแห่งยุทธภพ]
เขาตวัดพู่กันขีดฆ่ากฎข้อแรก 'ห้ามกระทำการโดยพลการ' ทิ้ง แล้วบรรจงเขียนกฎข้อใหม่ลงไปอย่างหนักแน่น
'ห้ามยุ่งเกี่ยวกับอิ๋งปิงโดยเด็ดขาด!'
"นาง..." สีหน้าของเฉามู่ฉายแววซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างปลดปลง
ฮ่าๆๆ! เขาช่างโง่เขลาสิ้นดี ที่เคยคิดอาจหาญจะกลับไปทวงแค้นนาง!—โง่เง่าโดยแท้! โง่เง่าโดยแท้!
"เสี่ยวไป๋"
"หือ?" ไป๋จิงหงหันกลับมาอย่างงุนงง
เขาเห็นเพียงอู๋ฉู่ซูที่ดวงตาเหม่อลอย ใช้นิ้วขยุมเส้นผมตนเองจนยุ่งเหยิงมิต่างจากรังไก่
"จู่ๆ...ข้าก็หมดใจจะฝึกกระบี่แล้ว... เจ้าว่าความต่างชั้นระหว่างคนกับคน มันจะห่างไกลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“นี่มัน…อาจจะมากกว่าคนกับสุนัขเสียด้วยซ้ำกระมัง?”
"...เหตุใดท่านถึงได้ดูแคลนสุนัขถึงเพียงนั้นเล่า?"
"?"
"ฮ่าฮ่า ข้าเพียงอยากให้บรรยากาศผ่อนคลายลงบ้าง"
ไป๋จิงหงเติบโตขึ้นแล้ว เขารู้จักหาเรื่องขันขื่นมาเย้าหยอกได้แม้ในยามคับขัน
อู๋ฉู่ซูกล่าวเสียงแผ่ว "ตำแหน่งอัจฉริยะกระบี่นั่น...มอบให้นางไปเถิด"
"มันก็ไม่เชิงหรอกว่า..." ไป๋จิงหงอ้าปากค้าง ในห้วงความคิดพลันปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมา
ภายในมิติลับหงส์โลหิต เขาเคยได้เห็นอย่างชัดเจน...
เด็กสาวที่ยามนี้ดูสงบนิ่งราวเทพธิดาบนสรวงสวรรค์…ในยามนั้นกลับหลบอยู่เบื้องหลังร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ให้เขาเป็นผู้คอยกำบังคลื่นลมให้
และบุรุษผู้นั้น... ก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วย—ไป๋จิงหงเหลือบมองไปยังด้านข้างอย่างจนใจ
"พี่หญิง... ยอดเยี่ยมเหลือเกิน" นัยน์ตาสีเทาหม่นของเจียงฉูหลงทอประกายลึกล้ำลอดผ่านผ้า
นอกเหนือจากความตกตะลึงแล้ว นางยังรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เคล็ดวิชากระบี่ของพี่อิ๋งปิง... เหตุใดจึงมีกลิ่นอายคล้ายท่านอาจารย์เจือปนอยู่หลายส่วน?
หรือว่า... ท่านอาจารย์... เคยลอบชี้แนะพี่หญิงมาก่อน? ท่านอาจารย์ช่างยอดเยี่ยมนัก...
องค์หญิงเจียงน้อยที่เชื่อมั่นว่าอาจารย์แห่งแดนสวรรค์ของตน นับเป็นหนึ่งในใต้หล้า จึงมิได้สงสัยถึงความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย
"ชินเสียแล้ว... ข้าชินกับเรื่องเช่นนี้เสียแล้วจริงๆ" หลี่โม่ในยามนี้ มิใช่เด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างอีกต่อไป
พวกเจ้าจะไปรู้อะไร หงส์อมตะเก้าสีแท้จริงนั้นยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า! หากไม่สร้างเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินขึ้นมาบ้าง ก็คงมิใช่ยัยก้อนน้ำแข็งผู้นั้นแล้ว!
"ดูท่าความลับของข้าคงไม่ถูกเปิดโปงแล้ว" หลี่โม่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
อืม! บุญคุณครั้งนี้มิต้องเอ่ยวาจา แต่ของรางวัลจากยัยก้อนน้ำแข็งย่อมต้องมี... ถือเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ...
"แม่นาง... ไม่ทราบว่าเจ้า... ได้บรรลุถึงสิ่งใดหรือ?"
ผู้อาวุโสเจิงประสานมือเข้าด้วยกัน ก่อนจะเป็นตัวแทนเหล่าผู้อาวุโสเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
บรรดาผู้อาวุโสสูงวัยต่างรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง—แม้ตามกฎแล้ว อัจฉริยะผู้โดดเด่นที่สามารถเข้าถึงศิลานี้ได้ แต่จะต้องทิ้งความเข้าใจของตนไว้เบื้องหลัง เป็นการเอื้อประโยชน์และเติมเต็มซึ่งกันและกัน
แต่บัดนี้…เหล่าคนชราเช่นพวกเขา ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าตนจะสามารถเผชิญหน้ากับเพลงกระบี่นั้นได้อย่างสงบนิ่งและไม่หวั่นไหว
"ความเข้าใจในเพลงกระบี่นี้ ข้าจะทิ้งไว้ให้ส่วนหนึ่ง" อิ๋งปิงพยักหน้าเล็กน้อย
หากมีผู้ใดสามารถเรียนรู้ได้จริงๆ แล้วจะเป็นไรไป?
"ดียิ่ง!"
"สมแล้วที่เป็นเจ้า!"
"เทพธิดาจุติ! พรสวรรค์เหนือสามัญ! ในเวลาอีกไม่นาน เจ้าคงได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นเป็นแน่! หรือกระทั่งท้าชิงอันดับหนึ่งของทำเนียบสวรรค์ก็ย่อมได้!"
"ข้าขอประกาศตรงนี้! นับแต่นี้ไป ผู้ใดหาเรื่องแม่นางอิ๋งปิง ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับเมืองกระบี่ของพวกเรา!"
บรรดาเฒ่าชราทั้งบุรุษและสตรี ต่างหัวเราะเบิกบานจนริ้วรอยบนใบหน้าแทบจะรวมเป็นหนึ่งเดียว
บรรยากาศช่างน่าพิศวงยิ่งนัก เหล่าสุดยอดฝีมือที่เพียงขยับกายก็สั่นสะเทือนไปทั้งแคว้น กำลังกล่าววาจายกย่องสรรเสริญเด็กสาวที่เพิ่งเข้าสู่... ไม่สิ! บัดนี้นางอยู่ขอบเขตปราณญาณเทพขั้นที่สองแล้ว!
เมื่อมองเด็กสาวที่พวกเขาพากันสรรเสริญเยินยอ พลันรู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้... กลับดูสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด
"แม่นางอิ๋งปิง เจ้ารับตำแหน่งอัจฉริยะกระบี่ประจำปีนี้ ถือเป็นเกียรติของตำแหน่งนี้โดยแท้..."
"เอ่อ... ขอขัดจังหวะสักครู่ขอรับ..." หลี่โม่ยกมือขึ้น
"พวกเราที่เหลือ... ยังมิได้เริ่มเลยแม้แต่น้อย สามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ขอรับ?"
เหล่าผู้อาวุโส "..."
จริงด้วย…พวกเขามัวแต่ตื่นเต้นยินดีจนลืมเลือนไป—รอยกระบี่ก็หายไปแล้ว แต่พลังของศิลาไร้ลักษณ์จะเสื่อมถอยลงหรือไม่?
นั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะบอก...
เหล่าผู้อาวุโสจึงเข้าไปตรวจสอบครู่หนึ่ง ก่อนจะวางศิลาไร้ลักษณ์ลงและคลายใจ
"แม้ศิลาจะปราศจากรอยกระบี่แล้ว แต่มันยังคงความพิเศษมหัศจรรย์ไว้"
"อืม ยังคงใช้ในการทำความเข้าใจได้อยู่"
"คล้ายว่าความมหัศจรรย์ของศิลานี้ หาได้ขึ้นอยู่กับรอยกระบี่ที่สลักไว้ไม่" ผู้อาวุโสคนหนึ่งคาดการณ์
"เช่นนั้นแล้ว... หากมีผู้ใดเข้าถึงวิชาที่แข็งแกร่งกว่าจากมันได้ ก็สามารถทิ้งร่องรอยของตนเองลงไปแทนที่ได้หรือ?" คำกล่าวนี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง
นั่นหมายความว่า—หากอิ๋งปิงต้องการ นางก็สามารถทิ้งรอยกระบี่ที่นางบรรลุ…ไว้บนศิลาไร้ลักษณ์นี้ได้
ผู้อาวุโสเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า "ให้งานชุมนุมดำเนินต่อไปตามปกติ แล้วค่อยเชิญแม่นางอิ๋งปิงมาทดสอบอีกครั้ง"
งานชุมนุมยังคงต้องดำเนินต่อไป เหล่าผู้คนที่อยู่เบื้องล่างต่างเฝ้ารออย่างเนิ่นนาน แต่เบื้องบนกลับเงียบเชียบไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว
ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างจงเจิ้นเยว่และหวงตงไหล จึงทยอยก้าวออกไปข้างหน้าทันที
ผู้อาวุโสเจิงข้ามอิ๋งปิงไป และประกาศความเข้าใจของพวกเขา
"จงเจิ้นเยว่ บรรลุเคล็ดวิชาระดับสูงขั้นหนึ่ง [หอกสลักแปดทิศ]!"
"หวงตงไหล บรรลุเคล็ดวิชาสมบูรณ์ระดับสูงขั้นหนึ่ง [วิชาตัวเบาเมฆาพิฆาต]!"
...
ในยามปกติ เรื่องนี้เพียงพอที่จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาเล่าขานไปทั่วทั้งยุทธภพและสำนักต่างๆ
แต่บัดนี้ผู้คนกลับดูไม่ตื่นเต้นเท่าใดนัก ทุกสายตาล้วนจับจ้องรอคอยผลลัพธ์ของอิ๋งปิงมากกว่า
"อย่างไรก็ต้องทำความเข้าใจวิชาก่อน" หลี่โม่ครุ่นคิดในใจ
คนภายนอกคงมองไม่ออกว่าตนได้บรรลุสิ่งใด อย่างมากก็แค่ประเมินได้ว่าอยู่ระดับไหนเพียงเท่านั้น
เคล็ดวิชาในระดับต่างๆ เขาเองก็มีสะสมอยู่ไม่น้อย—หากบรรลุวิชาค้อน ก็แค่สุ่มหาวิชาที่เทียบเท่ากับวิชากระบี่ในระดับเดียวกันมาอ้างอิงก็พอ
เมืองกระบี่หงเหวินมิได้เคร่งครัดเรื่องนี้มากนัก ตราบใดที่ระดับใกล้เคียงกัน…ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
ตัวอย่างเช่นจงเจิ้นเยว่ เคล็ดวิชาหอกที่เขาบรรลุ—ไม่มีใครในเมืองกระบี่ที่สามารถฝึกฝนได้ เขาจึงแลกมันกับเคล็ดวิชากระบี่ระดับสูงขั้นหนึ่งไป
ในเวลาไม่นาน... ก็เหลือเพียงหลี่โม่ที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจ
ท่านเซียนกระบี่หลี่ของเราสบตากับอิ๋งปิง รับสายตาให้กำลังใจจากองค์หญิงเจียงน้อย ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ แล้วประคองกระบี่เพลิงสีชาดก้าวไปเบื้องหน้า
ในใจก็ปลุกขวัญตนเอง—‘ตั้งสติไว้หลี่โม่! เจ้าคืออัจฉริยะผู้เก่งกาจ! อย่าให้ต้องเสียหน้าเป็นอันขาด!’
เมื่อเดินไปถึงเบื้องหน้าศิลาไร้ลักษณ์... พลันบังเกิดแรงดึงดูดอันแปลกประหลาด—มันกำลังกลืนกินจิตวิญญาณของเขาเข้าไป
ยิ่งเข้าใกล้เท่าใด สิ่งนั้นก็ยิ่งดูพิเศษพิสดารมากขึ้นเท่านั้น
"น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้ายังมิอาจวาดมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์" ความคิดนี้วาบเข้ามาในใจ
หลี่โม่ปล่อยจิตสำนึกของตนให้จมดิ่งลงสู่ภายใน เขารู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวพลันเลือนหายและถอยห่างออกไปจนสุดตา
ท่ามกลางความเวิ้งว้างและเลื่อนลอย เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล หมู่ดาวนับพันบนฟากฟ้าอันไกลโพ้นกำลังโคจรหมุนวน ราวกับแต่ละดวงดาวล้วนซุกซ่อนโลกทั้งใบไว้ภายใน
ผืนดินนี้โบราณและหนักอึ้ง ดุจดังแกนกลางแห่งฟ้าดิน
ครืน—
ท่ามกลางห้วงอวกาศอันไร้ระเบียบ หลี่โม่ได้ยินเสียงอสนีบาตดังกึกก้อง ดวงดาราบนท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง
เขาเงยหน้าขึ้นมองหมู่ดาวอย่างไม่รู้ตัว พลางกำสิ่งที่พึ่งพิงอันน่าเชื่อถือที่สุดในมือไว้แน่น—ค้อนแปดสิบ…ช่วยข้าด้วย!
ปัญญาพลันสว่างวาบ ความเข้าใจต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาดุจสายน้ำ ท่วงท่ามากมายปรากฏขึ้นในห้วงสำนึก เสียงกึกก้องกังวานในสมองพลันระเบิดอย่างรุนแรง
สิ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามเจตจำนงของเขา
"สวรรค์เคลื่อน ก่อเกิดวิถีสังหาร! ดาราย้าย เปลี่ยนแปลงตำแหน่งโคจร!"
พร้อมกับความเข้าใจนี้... จิตใจของหลี่โม่พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างกระทันหัน
"แย่แล้ว! คราวนี้... ซ่อนประกายไว้ไม่มิดแน่!"