- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 183 พี่ชายเก็บค้อนของท่านก่อน…ข้าจะฉี่ราดแล้ว!
บทที่ 183 พี่ชายเก็บค้อนของท่านก่อน…ข้าจะฉี่ราดแล้ว!
บทที่ 183 พี่ชายเก็บค้อนของท่านก่อน…ข้าจะฉี่ราดแล้ว!
คมกระบี่ฟาดฟันร่างของอินเหมียนเหมียนจนสลายไปสิ้น ร่างของนางเลือนรางดุจภาพฝัน สลายไปก่อนที่ประกายคมกระบี่ทัณฑ์สวรรค์จะเข้าถึงตัว—เหลือเพียงเศษผ้าไหมไม่กี่ริ้วที่ทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหน้า
บนชายหลังคาบ้านฝั่งตรงข้าม ปรากฏเงาร่างที่รวมตัวขึ้นมาใหม่ รูปลักษณ์ของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ใบหน้างดงามเย้ายวน เส้นผมสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวต้องแสงจันทร์ อาภรณ์ที่สวมใส่คล้ายกับชุดของเทพธิดาที่หลี่โม่เคยพบเห็น
สายตาของนางมองไปยังอิ๋งปิง…ก่อนย้ายมาที่หลี่โม่—ความขุ่นเคืองในแววตาจางหาย กลายเป็นความสนใจใคร่รู้แทน
“หลิ่วอู๋เอียนถึงกับปกป้องสามีเช่นนี้เชียวรึ?”
“คิกคิก… หากข้ารับกระบี่ของเจ้าได้สามกระบี่ เจ้าจะยกสามีให้ข้าเป็นของขวัญหรือไม่?” น้ำเสียงอ่อนหวานปานสายน้ำผึ้ง สั่นคลอนจิตใจผู้คนอย่างไร้รูปร่าง
อันดับหกแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้น, ปราณญาณเทพขั้นแปดประตู!
ยอดอัจฉริยะแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นล้วนมีพลังต่อสู้ข้ามขอบเขต ยัยก้อนน้ำแข็งเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตปราณญาณเทพ ไม่แน่ว่า...
หลี่โม่เหลือบมองใบหน้าด้านข้างอันไร้ที่ติของอิ๋งปิง สุดท้ายก็มิได้เอ่ยอะไรออกมา—นี่ข้าก็คิดอะไรกัน…นางจะหวาดกลัวการท้าทายได้อย่างไร?
ฟึ่บ—!
แสงแห่งหงส์สวรรค์พลุ่งพล่าน พาร่างของหญิงสาวเหยียบขึ้นไปบนหลังคา
แสงจันทร์สาดส่อง ผิวของนางขาวผ่องราวกับหยกกระเบื้องเคลือบ อักขระเทพที่หว่างคิ้วส่องประกายเรืองรอง ชายกระโปรงสีครามขยับไหวเล็กน้อย—ความงดงามศักดิ์สิทธิ์อันเย็นเยียบนี้ กลับมีร่องรอยของดอกไม้ไฟแห่งโลกมนุษย์ปะปนอยู่
ใต้แสงจันทร์ สองยอดหญิงงามแห่งยุคกำลังเผชิญหน้า—คนละชั้นเชิง…คนละจริต งัดพลังจิตปะทะกันจนบรรยากาศแบ่งออกเป็นสองฟาก
อินเหมียนเหมียนยิ้มอย่างอ่อนหวาน ทว่าก็คล้ายกับตัดพ้อ
“คุณชายหลี่ ท่านคิดว่าข้า… งดงามหรือไม่?”
หลี่โม่ “.....”
เจ้าคงมิได้รู้จักกับอาจารย์ข้าหรอกกระมัง—ถึงได้เล่นมุกราชาแห่งนักสู้ชุดนี้ด้วย…กล้าใช้เรื่องแบบนี้มาทดสอบข้ารึ?
“ตอนเด็กๆ ท่านขาดสารอาหารใช่หรือไม่?”
“หา?”
อินเหมียนเหมียนชะงักงัน นางได้ใช้วิชามหาเสน่ห์ลวงใจจนถึงขีดสุดแล้ว อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นบุรุษกระดูกเหล็กก็ต้องคล้อยตามในทันที
ดูอย่างจงเจิ้นเยว่สิ เคลิบเคลิ้มจนแทบเสียสติ เหตุใดเขาถึงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย แลพูดจาเฉียบขาดได้ถึงเพียงนี้?
สายตาของหลี่โม่ใสกระจ่าง มองนางด้วยความสงสาร—ราวกับดูหนอนแมลงที่น่าสมเพชกำลังดิ้นรน
“ร่างกายของท่านเติบโตได้ไม่ดีเลยนะ…ท่านป้า”
เพล้ง—
กระเบื้องแผ่นหนึ่งใต้เท้าของอินเหมียนเหมียนแตกละเอียด บรรยากาศที่อ่อนหวานพลันเผยช่องโหว่
ในชั่วพริบตานั้น…การต่อสู้ทางพลังจิต นางได้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเรียบร้อย
“รนหาที่ตาย...!”
วูบ—
แสงแห่งหงส์สวรรค์พลุ่งพล่านอีกครา กระบี่น้ำค้างสวรรค์ฉวยจังหวะโอกาสที่เหมาะสม พุ่งตรงไปยังช่องโหว่นั้นทันที—คมกระบี่นั้นสว่างกระจ่างใสบริสุทธิ์ กร้าวแกร่งและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ยัยก้อนน้ำแข็งและอินเหมียนเหมียนเริ่มปะทะกันแล้ว—เห็นเพียงร่างเงาของเทพธิดามาร และเจตจำนงกระบี่เทพกำลังประชันความงามกันอยู่เป็นประกาย
ชั่วขณะหนึ่งยากที่จะตัดสินแพ้ชนะได้
ดูเหมือนอินเหมียนเหมียนจะยั้งมือไว้?—ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของหลี่โม่…
ระดับของผู้ฝึกยุทธ์ปราณญาณเทพขั้นแปด มิน่าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ แม้แต่การต่อสู้กับยอดฝีมือระดับภูมิทัศน์ภายใน ก็มิน่าใช่เรื่องยากสำหรับนาง…
แต่ความผันผวนของจิตเทวะของอินเหมียนเหมียนนั้น กลับมีพลังเพียงแค่ขั้นสาม—เป็นเพราะกลัวจะดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือในเมืองกระบี่ หรือว่ามีแผนการอื่นกัน?
คงมิใช่ว่านางมารผู้นี้…คิดจะแข่งขันกับยัยก้อนน้ำแข็งอย่างยุติธรรมจริงๆ หรอกกระมัง?
ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดมากนัก
ฟึ่บ—!
ทวนยาวเล่มหนึ่งแทงเข้ามาจากด้านข้าง—ใบหน้าของจงเจิ้นเยว่แลดูเหม่อลอย แต่สายตากลับฉายแววโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง ราวกับเทพธิดาในใจของตนเองถูกลบหลู่
เพียงชั่วพริบตา..ทวนยาวพลันแผ่ไอสังหารกระจายมาถึงเบื้องหน้าแล้ว
ทวนเจ็ดสังหารทะลวงค่ายกล สุดยอดวิชาระดับกลาง—อ๋องเจิ้นหนานเคยใช้เพลงทวนนี้สังหารสัตว์หายนะระดับสี่ ‘อสรพิษซิว’ จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วชายแดนใต้ ยามนี้เมื่อจงเจิ้นเยว่ใช้ออกมา…ก็ถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นแก่นแท้ก็ตาม
ติ๊ง—!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น
โอสถเม็ดกระบี่ในตันเถียน พลันปลดปล่อยประกายกระบี่ออกมา—จากภาพมายากลับกลายเป็นความจริง ประกายนั้นห่อหุ้มกระบี่เพลิงสีชาด ก่อนพุ่งเข้าใส่ช่องโหว่ของทวนยาวอย่างแรง
จงเจิ้นเยว่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทว่าเขากลับยอมเสี่ยงปล่อยช่องโหว่นั้น…อาศัยความกล้าหาญบ้าบิ่น ไม่สนใจกระบี่เพลิงสีชาดเสริมพลังที่แทงเข้ามาตรงหน้า—แต่กลับจะใช้ด้ามทวนฟาดเข้าที่ไหล่ของหลี่โม่ หวังให้บาดเจ็บไปตามกัน
หลี่โม่ขมวดคิ้ว—หรือว่านี่จะเป็นแผนการของอินเหมียนเหมียน…
ต่อให้ใช้เพียงกระบี่ จงเจิ้นเยว่ในตอนนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้…นางมารผู้นั้นจงใจให้จงเจิ้นเยว่สู้จนตัวตาย—จุดประสงค์มิใช่เพื่อจับกุมเขา แต่อยากให้จงเจิ้นเยว่ตายด้วยน้ำมือของเขาต่างหาก
อ๋องเจิ้นหนานเป็นยอดฝีมือขอบเขตที่หก…ทั้งยังบัญชาการกองทัพที่แข็งแกร่งสามแสนนาย—อาศัยเพียงค่ายกลทหาร ก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับหยั่งฟ้าได้อย่างง่ายดายยิ่ง
“ต้องปลุกให้ตื่น—เมื่อคนเราเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตาย..ก็จะฟื้นคืนสติได้ง่าย”
คิดได้ดังนั้น หลี่โม่จึงใช้ก้าวพายุเงาหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้ทวนยาวฟาดทำลายอาคารของหอเหมยฮวาจนพังพินาศ—จิตใจของเขาพลันจมดิ่งลงสู่เมล็ดพันธุ์โลก หมายต้องการที่จะนำค้อนออกมา
เอิ่ม... ไม่ถูกต้อง ค้อนสะบั้นดาราอยู่ในคลังระบบ เกือบจะหยิบค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์ออกมาแล้ว…
เมื่อค้อนสะบั้นดาราปรากฏบนมือ โอสถเม็ดกระบี่ก็กลับคืนสู่ตันเถียน
โอสถลึกลับสามเม็ดเริ่มโคจรพร้อมกัน พลังแห่งศาสตราสังหารพลันแผ่ออกมาจากร่าง—อักขระเทวะปรากฏขึ้นบนร่างของมนุษย์น้อยในตันเถียน ทำให้ในสายตาของหลี่โม่ การเคลื่อนไหวของจงเจิ้นเยว่ช้าลงอย่างมาก
ค้อนสะบั้นดาราถูกยกขึ้น พลังหยินหยางสองสายพลันห่อหุ้ม
“!!”
ในสายตาของจงเจิ้นเยว่ คล้ายกับมองเห็นภูเขาศิลาขนาดมหึมากำลังบดขยี้เข้ามาทางตน!
เพียงชั่วพริบตา—เขาก็ได้กลิ่นอายของความตายขึ้นมา สายตาพลันกระจ่างใสขึ้นในทันใด
วูบ—
ค้อนสะบั้นดาราหยุดที่ปลายจมูกของเขา—พลังแห่งศาสตราสังหารที่รุนแรง ทำให้ผิวหน้าของเขาตึงเครียด แม้แต่ทรงผมก็ยังถูกพัดจนเอนไหวไปด้านหลัง
“เอื้อก…” จงเจิ้นเยว่กลืนน้ำลาย
“ตื่นแล้วหรือ?”
“พี่ชาย ท่านเก็บค้อนก่อนได้หรือไม่—ข้าชักจะ...กลั้นฉี่ไม่ไหวแล้ว”
“......” มุมปากของหลี่โม่กระตุกก่อนเก็บค้อน
เขารีบลงไปช่วยองค์หญิงน้อยเจียง—อินเหมียนเหมียนมิได้มาคนเดียว แต่หอละอองฝนยังมีมือสังหารซุ่มซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเจียงชูหลงที่กำลังสกัดกั้นเอาไว้
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นโอสถลึกลับกว่าสิบคน…และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราณญาณเทพอีกหลายคน—แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถทะลวงวงล้อมกระบี่ของนางไปได้
เมื่อหลี่โม่เข้าร่วมวงต่อสู้ ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้น—เด็กหนุ่มทั้งโบกสะบัดกระบี่ ทั้งเอ่ยปากอย่างโมโห
“ดัดแปลงก็คือดัดแปลง มิใช่ให้แต่งเรื่องขึ้นมาใหม่มั่วซั่ว! ใครสั่งใครสอนให้เจ้าทำปากเบี้ยวกัน?”
“เจ้าต้องขอขมาข้าซะ!”
“ปากเบี้ยวหรือ? เดี๋ยวข้าจะทุบหัวเจ้าให้เบี้ยวเอง!”
.....
จงเจิ้นเยว่รู้สึกหนังศีรษะชาวาบเมื่อมองดูร่างของเด็กหนุ่ม—เขาไม่ได้ล้อเล่น และก็มิใช่ว่าตนเองไม่มีกระดูกสันหลัง
เมื่อครู่ค้อนอันน่าสะพรึงกลัวเล่มนั้นพุ่งลงมาพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งกรรมอันโหมกระหน่ำ ห่างจากจมูกของเขาเพียงหนึ่งส่วนสามชุ่นเท่านั้น
ตอนที่เขาเข้าสู่ชายแดนด้านใต้ ได้เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรนับร้อยนับพัน ก็ยังมิเคยเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นถึงเพียงนั้นมาก่อน
เขาไม่เคยกลัวตายเลยจริงๆ แต่เมื่อครู่ก็เกือบจะฉี่ราดออกมาแล้ว!
จงเจิ้นเยว่นึกถึงภาพหมื่นกระบี่หวนคืนสู่สำนักเมื่อตอนกลางวัน หลี่ราวกับเซียนกระบี่ไร้เทียมทาน—ชั่วขณะหนึ่งก็นึกสงสัยว่าตนเองยังไม่ตื่นจากฝัน
ภาพเมื่อที่เขาเห็นเมื่อครู่...ยังจะเรียกว่าเซียนกระบี่ได้อีกหรือ?
การต่อสู้บนหลังคาก็เริ่มทวีความดุเดือดขึ้น อินเหมียนเหมียนมองไปยังสถานที่ห่างไกล—ดูเหมือนนางจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ก่อนจะหันกลับมายิ้มแล้วเอ่ย
“ธิดาสวรรค์เอ๋ย…คราวหน้าไว้พบกันใหม่ ข้าจะมิออมมือให้แล้วนะ”
คำตอบที่นางได้รับคือกระบี่อีกกระบี่หนึ่งของอิ๋งปิง—แต่ก็เหมือนกับเมื่อครู่ ร่างของอินเหมียนเหมียนกลับเลือนรางหายไปจากที่เดิมอย่างไร้ร่องรอย
ไม่รู้ว่านางบรรลุเป้าหมายแล้ว หรือเพราะเป็นเพราะแผนการที่ยากจะหยั่งถึงเกิดการเปลี่ยนแปลง….หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่าง
ในน้ำเสียงของนาง…มิได้ฉายแววถึงความท้อแท้หรือการพ่ายแพ้แม้แต่น้อย กลับเหมือนได้เห็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้าเสียอย่างนั้น
“ฮ่าๆ ๆ ๆ......เซียนกระบี่หลี่?”
“หากเจ้าชิงตำแหน่งผู้ชนะเลิศในงานชุมนุมมาได้ และกลายเป็นวีรบุรุษกระบี่แห่งหงเหวิน—นั่นต้องน่าสนุกยิ่งกว่านี้แน่นอน~”
เสียงค่อยๆ จางหายไป