เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 142 ความสุขเพียงครึ่งวันในชีวิต, อิ๋งปิงมั่นใจเต็มเปี่ยม

บทที่ 142 ความสุขเพียงครึ่งวันในชีวิต, อิ๋งปิงมั่นใจเต็มเปี่ยม

บทที่ 142 ความสุขเพียงครึ่งวันในชีวิต, อิ๋งปิงมั่นใจเต็มเปี่ยม


เป็นที่รู้โดยทั่วกัน—

ซุปของยัยก้อนน้ำแข็งนั้น คำว่า ‘ซุป’ ยังน้อยไป… น่าจะเรียกว่า ‘ยาพิษที่มีซุปเจือปนอยู่’ มากกว่า

หลี่โม่ถึงกับสงสัย ว่าหากตักยาพิษออก จะเหลือน้ำอยู่ในนั้นบ้างหรือไม่

“ไม่ดื่มได้หรือไม่?”

“เจ้าดื่มมาแล้วสองวัน” อิ๋งปิงขมวดคิ้วมองเขา

“…สองวัน?”

หลี่โม่อ้าปากค้าง

“ตำรับยาของผู้อาวุโสเซวี่ยจิง ดื่มวันละสามชาม ต้องครบสามวัน”

“วันนี้วันสุดท้ายแล้ว”

อิ๋งปิงค่อย ๆ ช้อนซุปจ่อริมปากเขา

น่าประหลาดใจนัก—ยัยก้อนน้ำแข็งผู้เลื่องชื่อเรื่องความเย็นชา กำลังดูแลคนเจ็บอยู่

โชคดีที่ไม่มีใครรู้ถึงชื่อเสียงในชาติภพก่อนของนาง มิเช่นนั้นคงควักลูกตาตนเองมาตรวจดูเป็นแน่

หลี่โม่ “…”

เขาฮึดกล้ากลืนลงไป รสออกขมนิด ๆ แต่มิถึงกับเป็นยากินที่ไม่ได้

ในที่สุด เขาก็รู้เสียทีว่าทำไมในเส้นลมปราณจึงพอมีปราณบาง ๆ ฟื้นขึ้นมาได้—แท้จริงเพราะอิ๋งปิงคอยป้อนยาให้นี่เอง

นั่นแปลว่า… ช่วงวันสองวันมานี้ นางมาดูแลเขาทุกวันอย่างนั้นรึ?

ในห้องพลันเงียบลง

นอกหน้าต่างมีเสียงจักจั่นปลายฤดูดังเป็นพัก ๆ แทรกด้วยเสียงสะบัดผ้าห่ม—ซึ่งน่าจะเป็นท่านแม่ เสียงน้ำกระฉอก—คงเป็นท่านพ่อที่รดน้ำต้นไม้

เสียงเหล่านี้ เมื่อก่อนหลี่โม่คิดว่าหนวกหู พอตื่นไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานอนต่อ ก็มักนอนไม่หลับ

แต่เมื่อนานไปได้กลับบ้านอีกครา เพียงได้ฟังเสียงช้อนกระทบถ้วยเคล้าไป กลับรู้สึกสงบใจแปลก ๆ

แสงแดดสาดส่องผ่านกระดาษ ละอองฝุ่นที่ลอยระยับ ขนตาทุกเส้นของเด็กสาวคล้ายเคลือบด้วยประกายใส ดวงตาแจ่มกระจ่าง แวววาวมีชีวิต

หลี่โม่ก็มิใช่คนที่ไม่คยเห็นโลก ทว่าเวลานี้ยังอดเหม่อไม่ได้

“มือ”

อิ๋งปิงเอ่ยขึ้นกะทันหัน

“โอ๊ะ ๆ” หลี่โม่ยื่นมือให้นาง

เมื่อนางจับไว้ ปราณสองสายก็ไหลสลับเข้า–ออกอย่างคุ้นเคย เพื่อเกลี่ยเส้นลมปราณที่ขอดตึงให้เรียบคืน

ขณะหมุนปราณ นางเอ่ยถามขึ้น

“รู้สึกอย่างไรบ้าง?”

หลี่โม่บีบนวดเบา ๆ เอ่ยอย่างตั้งใจ

“นุ่ม…”

“?” อิ๋งปิงเงยหน้ามองเขานิ่ง

หลี่โม่ได้สติ ไอแห้ง ๆ ก่อนกล่าวว่า

“พอ…จะฝืนใช้ ‘เสียงหงษ์บรรเลงสวรรค์’ ได้อยู่”

“ดี”

หลังจากเว้นช่วงไปหลายวัน ทั้งสองก็กลับมาฝึกฝนปราณร่วมกันอีกครั้งอย่างชื่นมื่น

นอกห้อง หลี่ต้าหลงผ่านมาเห็นพอดี

“ลูกชาย…เจ้าตื่นแล้-…!”

เขากำลังจะทัก ทว่าปากก็ถูกแม่ของเด็กรีบพุ่งเอามือมาอุดไว้

กู้เสวี่ยฉินถึงขั้นงัดวิชาตัวเบาประจำตระกูลออกมา

“คนบื้อ! ท่านอย่าเอะอะไป คนหนุ่มสาวเขาจะเขินเอา”

“ออ…ใช่ ๆ ที่รักพูดถูกแล้ว”

หลี่ต้าหลงยิ้มแหย ย่อตัวลงโผล่แต่ครึ่งหัวส่องเข้าไป

สองสามีภรรยาซุ่มมองอยู่หน้าประตู ปรากฏรอยยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างเอ็นดูบนใบหน้า

เหมือนจะเผลอ หรืออาจกลั้นไม่อยู่ ทั้งคู่ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันอีกครั้ง

“ดีจริงเชียว”

“เห็นไหมเล่าท่านพี่… ข้าบอกแล้วว่าต้องเอาอิ๋งเอ๋อร์มาเป็นสะใภ้บ้านเรา”

“ดี ๆ ข้าเองก็เห็นนางมาตั้งแต่เล็ก”

“เจ้าหลี่โม่ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว… สมัยเด็กชอบไปดึงผมนาง ข้าตีก็ไม่เข็ด”

“ออกไปฝึกฝนในโลกกว้างนี่ได้ผลจริง ๆ”

“ตอนนี้อิ๋งเอ๋อร์เก่งถึงเพียงนั้น ถึงขั้นโอสถลึกลับแล้ว ขออย่าได้รังเกียจลูกเราเป็นพอ”

“บุญที่หน้าตาลูกได้พ่อ—สมัยก่อนข้านี่ดังถึงสิบแปดตำบลเชียว…”

ด้านในห้อง

หลี่โม่ “…”

เดี๋ยวก่อน! ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่พวกท่านไม่เห็นลูกเป็นผู้ฝึกยุทธ์เลยกระมัง?

สำหรับเขาแล้ว ยุงบินออกนอกหน้าต่างยังได้ยินชัด ถ้อยคำกระซิบของพ่อแม่ ก็ก้องหูตนประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง

อีกอย่าง—นางมีบุญญาวาสนาลิขิต ข้าเองก็มีระบบ

ไม่ได้ด้อยกว่ายัยก้อนน้ำแข็งเสียหน่อย!

ฟ้าดินเป็นพยาน! ขั้นโอสถลึกลับแล้วอย่างไร รอดูตอนข้าร้อยเรียงดาราได้ครบสามร้อยห้าสิบกว่า… เอ่อ… ช่างเถิด เอาเป็นว่าคอยดูเถอะ!

ว่าแต่…

เขายังได้ยินชัดขนาดนี้… แล้วยัยก้อนน้ำแข็งล่ะ—

หลี่โม่เหลือบมอง เห็นหน้าใสของเด็กสาวยังนิ่งสงบเช่นเดิม แต่ขนตาซึ่งวาววับใต้แสงอาทิตย์กลับสั่นระริกเบา ๆ …

เข้าใจล่ะ

ในเมื่อเจ้าแสดง… ข้าก็จะแสดงด้วยเช่นกัน

พอเห็นว่าจังหวะได้ที่ หลี่โม่ก็ไอแห้ง ๆ ทีหนึ่ง

“ท่านพ่อกับท่านแม่อยู่ไหนกันรึ? ข้ากลับมาถึงยังมิได้คารวะท่านเลย”

“พวกท่าน…”

อิ๋งปิงเหลือบตาไปทางประตู ถอนมือกลับอย่างเงียบงัน

ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา

“ลูกชาย เจ้าฟื้นแล้ว ข้ามารบกวนพวกเจ้าหรือเปล่า?”

หลี่ต้าหลงกับกู่เสวี่ยฉินก้าวเข้ามาจากหน้าประตู

หลี่โม่ทำหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง

“อ้าว! นายท่านหลี่–ท่านหญิงกู้ พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เสด็จมาพอดีเลยนะพะยะค่ะ”

“ข้ากับแม่เจ้า…แวะมาเดินเล่นแถวนี้พอดี ใช่ เดินเล่น ๆ”

หลี่ต้าหลงทำหน้าขรึม พูดเสียงหนักแน่น

“บังเอิญจังเลยพะยะค่ะ”

“ก็จริงน่ะสิ”

สองพ่อลูกช่างเจรจาจนรถไฟแล่นออกจากปากได้ พูดกันเพลินราวกับคณะแสดงที่ไม่ต้องมีบท—ต่อให้ปะทะฝีปากกันอีกสักชั่วยาม ก็คงไปได้เรื่อย ๆ

“ร่างกายดีขึ้นหรือยัง? วันนี้ท่านผู้อาวุโสเซวี่ยจิงยังแวะมาถามไถ่อาการเจ้า” กู้เสวี่ยฉินนั่งลงข้าง ๆ กวาดตามองดูลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง

“พักอีกสักสองวันก็น่าจะพอแล้วขอรับ”

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาซักถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว

หลี่โม่หยิบ ‘น้ำนมวิญญาณปฐพี’ ที่เตรียมไว้ กับโอสถรักษาบาดแผลหลายขนานออกมา ก่อนฝากฝังกำชับหลายเรื่อง

ท่านพ่อมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จึงตันอยู่ที่ขั้นปราณภายใน

ท่านแม่ก็อ่อนแอลงหลังให้กำเนิดเขา จึงไม่ได้ฝึกยุทธ์ต่อ

สองสามีภรรยาซึ้งใจยิ่งนัก แต่ก็ยังย้ำแล้วย้ำอีก—ลูกเอ๋ย ห้ามทำอะไรฝ่าฝืนกฎบ้านมือง เช่น แอบย่องเข้าคลังสำนักชิงเยวียน แล้วไปหยิบของออกมาเด็ดขาด

หลี่โม่ทำหน้าปั้นยาก—ความกังวลของทั้งสองมิได้ไร้เหตุผล

สมัยเด็ก เขาเคยแอบหยิบเงินในบ้านไปซื้อขนมมาแล้ว กินเสร็จก็โดนเฆี่ยนตีไปหลายที

อิ๋งปิงเฝ้ามองเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง ใจกลับอบอุ่นผ่อนคลายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หากให้ยืมคำของหลี่โม่—นี่คงเรียกว่า…

ความสุขเพียงครึ่งวันในชีวิตกระมัง?

ติ๊งต่อง—

จังหวะนั้นเอง เสียงเตือนของระบบก็ดังขึ้น

[นับถอยหลังสู่การจัดอันดับรอบถัดไป: 7 วัน]

คราวนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะโดน “บทลงโทษของผู้พ่ายแพ้”

ทุกอย่างกำลังกลับสู่รางเดิมอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนนี้นางมีทั้ง “แก่นแท้หงส์โลหิต”, “แก่นแท้แห่งแสง”, และ “ขนหงส์แห่งสัจจะ” อยู่กับตัว

ต่อให้ทายาทแห่งสำนักเหยียนเทียน หรือแม้แต่รัชทายาทแห่งต้าอวี้ จะมีของสะสมล้ำค่าเพียงใด

…ในระดับปราณภายใน ก็คงยากจะทัดเทียมนาง

แม้เขาจะก่อโอสถลึกลับขึ้นมาได้ ก็มิอาจกระเทือนอันดับของนาง

รางวัลอันดับหนึ่ง—ย่อมมากกว่าอันดับสอง

คิดถึงตรงนี้—ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของอิ๋งปิงถึงไม่อาจยินดีอย่างเต็มที่

เพราะความสำเร็จทั้งหมดนี้… มีกลิ่นอายของเขาเจืออยู่ไม่น้อย

ผ่านไปอีกสองวัน

หลังหลี่โม่ตื่น เขาก็ซดโอสถและของดีในคลังระบบ ฟื้นตัวเร็วดั่งปลาได้น้ำ

อย่างที่คาดไว้—การแตกแล้วตั้งใหม่ ทำให้เขาพบช่องทางทะลวงด่าน

เริ่มจับทางการก่อรูปโอสถลึกลับได้แล้ว

ส่วนอิ๋งปิงยังอยู่ที่เรือนเช่นเดิม เพียงแต่ยามค่ำ ก็จะเข้าสมาธิสำรวจตันเถียนทุกคืน

เวลานี้ ‘โอสถลึกลับคู่’ ของนางกลมเกลี้ยงงามพร้อม แก่นแท้หงส์โลหิตก็ผนึกอยู่ในรากฐานเรียบร้อย

คืนนั้น—ครั้นนางเพิ่งผ่อนลมหายใจ ปล่อยให้พลังมหาศาลของแก่นแท้หงส์โลหิตค่อย ๆ ซึมซับ

พอลืมตาขึ้น ก็พบเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักชิงเยวียน นำโดยซ่างกวนเหวินชาง ยิ้มละไมอยู่ตรงหน้า

“โอสถลึกลับคู่… แถมยังมีบุญล้ำค่าแนบกาย”

“กลับสำนักครานี้ เลือกฤกษ์งามยามดี—เจ้าสามารถเข้าสักการะ ‘ศาลาบรรพชนยอดเขาหลัก’ ได้แล้ว”

ซ่างกวนเหวินชางเอ่ยด้วยความชื่นใจ

อิ๋งปิงพยักหน้าเล็กน้อย—นางรู้ว่าการมาเยือนครั้งนี้ ยังมีเรื่องอื่นอยู่ด้วย

เฉียนปู้ฝานกล่าวต่อ

“เรื่องในมิติ เรายังต้องขอฟังเจ้าทบทวนลำดับเหตุการณ์อีกครั้ง”

เพราะอิ๋งปิงกับหลี่โม่ไม่ได้อยู่ติดกันตลอด

ด้านหลี่โม่ยังพักฟื้น—ส่วนเส้นทางที่อิ๋งปิงเผชิญ ก็จำเป็นต้องสอบถามให้ชัดเจน

จบบทที่ บทที่ 142 ความสุขเพียงครึ่งวันในชีวิต, อิ๋งปิงมั่นใจเต็มเปี่ยม

คัดลอกลิงก์แล้ว