เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 136 ข้าจะทุบพวกเจ้าให้เละเป็นโจ๊ก!

บทที่ 136 ข้าจะทุบพวกเจ้าให้เละเป็นโจ๊ก!

บทที่ 136 ข้าจะทุบพวกเจ้าให้เละเป็นโจ๊ก!


หานเจินที่กำลังต่อสู้กับอิ๋งปิงนั้นมีต้นกำเนิดจากโครงกระดูกแห่งขอบเขตหยั่งฟ้า

พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าหานเจินวัยหนุ่มอยู่หลายขุม

แต่สิ่งที่เขานึกไม่ถึงเลยคือ— พลังแก่นแท้แห่งหงส์โลหิตที่สะสมมาด้วยความยากลำบาก จะถูกยึดไปโดยนาง

และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ… อิ๋งปิงช่างแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว

โดยทั่วไป หากผู้ใดถูกยกระดับขอบเขตอย่างกะทันหันให้สูงขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ต่อให้ฝืนใช้พลังเต็มที่ ก็แสดงผลออกมาได้เพียงสามถึงสี่ส่วนเท่านั้น

แต่อิ๋งปิง… กลับแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณญาณเทพทุกคนที่เขาเคยพบ แม้กระทั่งตัวเขาเอง ก็ยังเทียบไม่ติด

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงให้อินหัวเซวียนร่วมมือด้วย

ส่วนหลี่โม่ แม้จะแกร่งกล้าจนน่าตะลึง ยิ่งพอได้รับพลังจากโอสถมังกรพยัคฆ์ ก็ราวกับมีพลังพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่อาจเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง พละกำลังเพียงอย่างเดียว… ไม่อาจลบล้างสรรพวิชาของเขาได้

หากสามารถนำพลังแก่นแท้แห่งหงส์โลหิตกลับมาได้ สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปทันที

“อิ๋งปิง! ถึงตอนนี้แล้วยังเจ้ายังคิดจะดื้อดึงอีกหรือ?”

เสียงของอินหัวเซวียนสั่นสะเทือนท้องฟ้าชั้นเมฆ

ภายในสนามพลังของเขา สายลมคำรามกรรโชก ฝนฟ้ากระหน่ำทั่วท้องนภา

เบื้องหลังของเขา เงาของสัตว์ร้ายมากมายแปรปรวนทับซ้อนกัน พลังอำมหิตดิบเถื่อนรวมตัวเป็นพายุบ้าคลั่ง ม้วนตัวขึ้นสู่สวรรค์

ขอบเขตภูมิทัศน์ภายในขั้นแปด มีอานุภาพถึงขั้นเปลี่ยนสภาพฟ้า–ดิน พระราชวังทองสัมฤทธิ์ทั้งสี่ชั้นถึงกับสั่นสะเทือนแทบจะถล่มลงเพราะการมาถึงของเขา

ด้านล่าง

“นั่นมัน… ผู้อาวุโสอินหัว?”

พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหรูอี้—โอวหยาง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที

เขามาที่นี่ได้อย่างไร?

แล้วเหตุใดจึงลงมือกับศิษย์น้องอิ๋งปิง?

ทุกคนในสนามนิ่งอึ้ง โดยเฉพาะไป๋จิงหง

ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าในมิติหงส์โลหิต ซึ่งเปิดรับเพียงผู้บรรลุไม่เกินขั้นปราณญาณเทพ จะมีผู้แข็งแกร่งระดับ ภูมิทัศน์ภายในปรากฏตัวขึ้น

ที่ยิ่งกว่านั้น… ผู้ที่มายังเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักชิงเยวียน

ไม่ได้มาในฐานะสหาย หากแต่เป็นศัตรู!

เพียงพริบตา— เงาร่างครึ่งคนครึ่งอสูรที่ประทุพลังขึ้นราวกับภูเขาไฟ พุ่งพรวดลงมาด้วยท่าทีเหี้ยมโหด

“อินหัวเซวียน…”

อิ๋งปิงเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างในฉับพลัน

ด้วยพลังที่สะสมมาจากแก่นแท้แห่งหงส์โลหิต หากต่อสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง นางไม่หวั่นแม้จะเป็นระดับภูมิทัศน์ภายใน แต่หากสองคนร่วมมือกัน นั่นคือเรื่องยุ่งยากแล้ว

โดยเฉพาะหานเจิน ในฐานะผู้เคยบรรลุถึงขอบเขตหยั่งฟ้า เขามีวิชาอันลึกล้ำซ่อนเร้นไว้มากมาย

และยังมีโครงกระดูกของเขา แม้จะโจมตีเท่าใดก็แทบจะไม่ระคายผิว

เมื่อมีอินหัวเซวียนคอยรบกวนอยู่ใกล้ ๆ นางก็ไม่มีโอกาสใช้กระบี่ไร้ตัวตนได้อีกครั้ง

และที่สำคัญที่สุด—แก่นแท้แห่งหงส์โลหิตในตอนนี้… ยังไม่ได้เป็นของนางโดยสมบูรณ์

ส่วนหลี่โม่… ต่อให้มีค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์อยู่ในมือ เขาก็ไม่อาจใช้ค้อนนี้จบศึกได้ในกระบวนท่าเดียว

อินหัวเซวียนแข็งแกร่งกว่านักฆ่าแห่งหอละอองฝนที่เขาเจอก่อนหน้านับสิบเท่า

และทุกครั้งที่หลี่โม่ใช้ค้อนนี้ มันจะดูดกลืนพลังเขาไปจนหมดสิ้น ทำให้เข้าสู่สภาพอ่อนล้าโดยสมบูรณ์

เท่ากับยื่นคอตัวเองให้ศัตรูเชือด

คนที่ต้องการแก่นแท้แห่งหงส์โลหิต… ก็คือนางเอง

ในการก้าวสู่เก้าฟ้าเมื่อชาติที่แล้ว นางเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เหนือกว่าในวันนี้ก็เคยผ่านมาแล้ว ศัตรูที่แกร่งกว่านี้… ก็ยังสังหารมานับไม่ถ้วน

นางไม่เคยหลบอยู่หลังใคร!

วูบ—

แสงจันทราซัดสาดขึ้นสวนกระแส ราวกับทะเลสาบกำลังสวนไหลย้อน

คลื่นพลังนั้นตรึงร่างหานเจินวัยกลางคนไว้ชั่วขณะ

ปราณกระบี่นับพันสายรวมตัวกันเป็นคลื่นงดงาม เปล่งประกายสาดใส่ราวกับเกลียวคลื่นแห่งแสง

นางเหยียบแสงรุ้งพุ่งทะยานขึ้นไป ปะทะคลื่นพลังอย่างกล้าหาญ

เคร้ง เคร้ง เคร้ง—!

ปราณกระบี่พัดกระหน่ำดั่งพายุเข้าใส่อินหัวเซวียน ภาพของสัตว์อสูรคล้ายมังกรเบื้องหลังถูกบดขยี้จนแทบสิ้นสูญ

ทว่า… ยังไม่อาจแตะต้องตัวของอินหัวเซวียนได้เลยแม้แต่น้อย

ขอบเขตภูมิทัศน์ภายในขั้นแปดสูงเกินไป

ส่วนหานเจินก็ถูกตรึงไว้ได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น

อิ๋งปิงหยุดนิ่งในที่เดิม ริมฝีปากซีดขาวของนางปรากฏรอยแดงเรื่อจาง ๆ

อย่าว่าแต่ระดับปราณญาณเทพเลย แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับภูมิทัศน์ภายใน หากเผชิญหน้าศัตรูสองคนนี้พร้อมกัน น้อยคนนักที่จะต้านทานไหว

นางเองก็ทำได้เกินกว่าขอบเขตปราณญาณเทพทั่วไปแล้ว แถมยังมีประสบการณ์จากชาติที่แล้วคอยหนุน

แต่นั่นก็ยังไม่พอ…

“มันจบแล้ว”

“ไม่ยอมรับสุราไมตรีจากข้า เช่นนั้นก็เตรียมรับโทษเสียเถอะ!”

หานเจินหลุดจากการตรึง เขาเริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า เงาร่างเคลื่อนไหววาบราวกับหายตัวไปในอากาศ

ฝ่ามือหนึ่งของเขาแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งมหาวิถี ที่ขอบเขตหยั่งฟ้าถือครอง เพียงตวัดมือครั้งเดียว พื้นที่รอบกายอิ๋งปิงก็ถูกปิดตายจนหมด

อินหัวเซวียนที่อยู่ด้านข้างพร้อมจะลงมือทุกเมื่อ ทันทีที่นางขยับ เขาจะฟาดฟันด้วยพลังอันไร้ปราณี

ทั้งสองคนต่างระวังนางถึงขีดสุด แม้กระทั่งเหล่าอัจฉริยะที่กำลังชมการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ ก็ยังกลั้นหายใจตามไปด้วย…

หัวใจของทุกคนล้วนเต้นระรัว

มาถึงจุดนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ย่อมมองออก ว่ามิติหงส์โลหิตมีบางสิ่งผิดแปลก!

ตั้งแต่ต้นจนจบ… เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นแผนการ! หากอิ๋งปิงกับหลี่โม่ถูกกำจัด—แล้วพวกเขาจะมีทางรอดได้หรือ?

ทว่าอิ๋งปิงกลับมิได้ตกอยู่ในสภาพโชกเลือดอย่างที่หานเจินกับอินหัวเซวียนคาดคิด ร่างของเด็กสาวถูกห่อหุ้มด้วยชุดขนหงส์เพลิงที่ลุกไหม้ แววตาดูสงบนิ่งล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม

นาง… เหลือเพียงหนึ่งกระบวนท่าสุดท้าย

‘แปลงกายเป็นหงส์แห่งสัจจะ’

ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำเพียงใด หรือวิชาการต่อสู้ที่มหัศจรรย์แค่ไหน ก็ล้วนแลกมาด้วยราคาที่ต้องชดใช้เสมอ

เช่นเดียวกับเคล็ดวิชาสัจจะหงส์ผลาญโลหิต

หากมิใช่เพราะหานเจินฆ่าคนมานับไม่ถ้วน สั่งสมโลหิตสิ่งมีชีวิตไว้มากมาย นางย่อมไม่อาจอาศัยแก่นแท้แห่งหงส์โลหิตของเขา ยกระดับตนจนถึงขั้นปราณญาณเทพขั้นเก้า และยังคงรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานเพียงนี้

การแปรเปลี่ยนสู่หงส์แห่งสัจจะ ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน

เมื่อลงมือใช้ไปแล้ว ขนหงส์แห่งสัจจะจะสูญเสียพลังไปชั่วคราว และต้องใช้เวลาในการฟื้นคืน

ในการจัดอันดับรอบถัดไปของทำเนียบ… ก็ไม่อาจนับเป็นพลังต่อสู้ของนางได้อีก

ซึ่งหมายความว่า—นางอาจจะตกอันดับอีกครั้ง…

แต่ทว่า… ยามนี้ไม่อาจถอยได้อีกแล้ว

หว่างคิ้วของอิ๋งปิงมีแสงสว่างเรืองรองผุดขึ้น กลิ่นอายอันสูงส่งเกรียงไกรค่อย ๆ แผ่ซ่านออกมาครึ่งส่วน—

ทันใดนั้นเอง…

สีหน้าของหานเจินก็พลันเปลี่ยนไป! เขาหันขวับกลับไปทันที

ลำแสงสีดำทะมึนสายหนึ่งแหวกอากาศมาพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งกรรมอันไร้สิ้นสุด ราวกับดาวตกที่เพิ่งพุ่งหล่นมาจากฟากฟ้า

พลังทำลายล้างระดับอุกกาบาตเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ล้วนเปราะบางไร้ค่า!

เป็นแรงกดดันมหาศาลที่สูงเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรับไหว!

เคร้ง——!!

ฝ่ามือที่ใช้ปิดกั้นพื้นที่ ถูกกระแทกปะทะกับดาวอุกกาบาตสีดำสนิท เสียงคำรามของสายฟ้าดังขึ้น! ปราณแห่งศาสตราสังหารแผ่ซ่านดั่งพายุ

พื้นสำฤทธิ์ใต้ฝ่าเท้าสั่นเป็นระลอกคลื่นราวกับทะเลคลั่ง พลังบดขยี้พัดพาให้ทุกสิ่งอ่อนระทวย

แม้ไม่ถูกค้อนนี้ฟาดเข้าใส่โดยตรง—แต่ทุกผู้ที่จ้องมองฉากนี้ ต่างรู้สึกถึงความกลัวที่ลึกถึงกระดูก

ราวกับมดตัวหนึ่งที่เผชิญหน้ากับสวรรค์อันไร้ขอบเขต

“อาวุธเทพ?!”

หานเจินถูกพลังสะท้อนจนจิตวิญญาณสั่นคลอน ร่างของเขาไถลเป็นร่องลึกบนพื้นอย่างน่าอนาถ แม้แต่กระดูกของผู้หยั่งฟ้ายังแทบแตกร้าว

เมื่อเพ่งมองให้ชัด—

เขาและอินหัวเซวียนเห็นค้อนสั้นทรงโบราณปักอยู่กลางพื้น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปราณศาสตราสังหารเมื่อคู่ พลังของมันทำให้พื้นที่โดยรอบบิดเบี้ยวไปอย่างประหลาด

“ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์!”

หานเจินรู้จักมัน!

“เป็นไปไม่ได้! ต่อให้เป็นระดับภูมิทัศน์ภายใน ก็ไม่อาจใช้ศาสตราเทพได้… หรือว่าซ่างกวนเหวินชางมาที่นี่?!”

แต่แล้วความคิดที่ไร้สาระนั้น ก็หายไปอย่างรวดเร็ว!

เพราะเมื่อครู่ เขาเพิ่งรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง…

หานเจินวัยหนุ่ม พ่ายแพ้แล้ว!

เป็นเขางั้นหรือ?!

“เฮ้—”

เงาร่างหนึ่งเหยียบผ่านแม่น้ำโลหิตออกมาอย่างเยือกเย็น ร่างเปลือยท่อนบนกำยำ ราวกับหล่อหลอมด้วยเหล็กกล้า พลังแฝงที่แทบจะล้นทะลัก แผ่ออกไปทั่วท้องพระโรง

ด้านหลังของเขา ปรากฏร่างเทพสงครามอาบเลือดลางๆ

แรงปรารถนาแห่งการต่อสู้… พุ่งทะยานถึงขีดสุด!

อิ๋งปิงถึงกับชะงัก

ไม่ใช่ว่าเขาใช้อาวุธเทพได้แค่ครั้งเดียวหรอกหรือ?

หรือเป็นเพราะรูปลักษณ์เทพที่อยู่เบื้องหลังนั่น?!

“วันนี้ข้าอึดเป็นพิเศษ” หลี่โม่ยิ้มมุมปาก

ก่อนค่อย ๆ ดึงค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์ออกจากพื้น

“เป็นเจ้าใช่หรือไม่?… ที่สังหารเฉิงเอ๋อร์!”

อินหัวเซวียนคำรามร้องเสียงดังก้อง

“เจ้า… เจ้าต้องตาย!”

หานเจินวัยกลางคนเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังของร่างวัยหนุ่มหายไป ก็จ้องเขม็งไปยังหลี่โม่ด้วยโทสะอันรุนแรง

“ข้าอยากจะใช้ชีวิตในฐานะจอมยุทธ์กระบี่ผู้สง่างาม”

“แต่เพราะพวกเจ้าสองคน… ทำให้ความลับของข้าถูกเปิดเผยเสียหมดสิ้น!”

“ต่อไป… ข้ายังจะไปยืนหน้าผู้คนได้อย่างไร ยังจะกล้าแนะนำตัวได้อีกหรือ!?”

“ข้าจะทุบพวกเจ้าจนเละเป็นโจ๊กเลยคอยดู!!!”

จอมยุทธ์น้อยหลี่ระเบิดอารมณ์เต็มขั้น! เกจโทสะเต็มหลอด!

ทุกคนที่ยืนอยู่เบื้องล่างขั้นบันได พากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“เดี๋ยวนะ… ใครกันแน่ที่กำลังถูกเล่นงานอยู่?”

ไม่ใช่ว่ามันกลับตาลปัตรไปแล้วหรือ?!

ใครที่เคยเล่นเกม… ย่อมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี—

นี่คือบอสที่เข้าสู่เฟสสุดท้าย

กำลังเข้าสู่สภาวะคลั่ง!

จบบทที่ บทที่ 136 ข้าจะทุบพวกเจ้าให้เละเป็นโจ๊ก!

คัดลอกลิงก์แล้ว