- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 109 โลหิตนกสามขา, ศิษย์แห่งยอดเขาโอสถ
บทที่ 109 โลหิตนกสามขา, ศิษย์แห่งยอดเขาโอสถ
บทที่ 109 โลหิตนกสามขา, ศิษย์แห่งยอดเขาโอสถ
บนโต๊ะอาหาร
“ยัยก้อนน้ำแข็ง… บนใบหน้าข้ามีสิ่งใดติดอยู่รึ?”
“ไม่มี”
หลี่โม่ถามสตรีตรงหน้าด้วยความสงสัย นางชำเลืองมองเขาอย่างเหม่อลอย แต่เมื่อเขาหันไปสบตา นางก็กลับคืนสู่สภาวะปกติในทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นเจ้า...”
“ไม่มีอะไร อาหารที่เจ้าทำวันนี้อร่อยมาก” อิ๋งปิงตอบเสียงเบา
ด้วยความที่หลี่โม่ได้ทรัพย์สินมามากมายในครานี้ เขาจึงตั้งใจปรุงอาหารเป็นพิเศษ
อาหารมื้อนี้คือซุปงูสี่ปีก ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับแปด
ซุปงูมีรสชาติอร่อยล้ำ อีกทั้งยังช่วยบำรุงพลังหยินและหยางได้เป็นอย่างดี แต่...
“?”
หลี่โม่มองไปที่ชามและตะเกียบที่สะอาดของนาง ความงุนงงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
“ข้าเพียงครุ่นคิดเรื่องการฝึกวิชา” อิ๋งปิงส่ายหน้าพร้อมกับยกชาขึ้นจิบ
【ยินดีกับเจ้าของระบบ การลงทุนด้วยซุปงูสี่ปีกสำเร็จ】
【ผลตอบแทนการลงทุน: ยาเม็ดฟื้นฟูพื้นปฐพีระดับหกอักขระ หนึ่งเม็ด】
【ยาเม็ดฟื้นฟูพื้นปฐพี】: “ฟื้นฟูร่างกายที่พิการ สามารถทำให้แขนขาที่ขาดงอกใหม่ได้”
สำหรับหลี่โม่แล้ว สิ่งนี้ไม่ได้มีค่ามากมายนัก
แต่ยาประเภทนี้ เขากลับเพิ่งเคยได้รับเป็นครั้งแรก ผู้มีร่างกายพิการย่อมต้องปรารถนายาประเภทนี้อย่างแน่นอน เช่น เหล่าขันที…
คุณค่าของมันสูงกว่าสัตว์อสูรระดับแปดอย่างงูสี่ปีกไปมากนัก
...
ตกกลางคืน
อิ๋งปิงกลับไปที่ห้องของตัวเอง เตียงนอนที่เคยเสียหาย ถูกทำความสะอาดออกไปนานแล้ว บนพื้นที่ว่างนั้นถูกวางด้วยเตียงหยกไขกระดูกเยือกแข็ง ซึ่งมีสรรพคุณช่วยสงบจิตใจ ทั้งยังสามารถทนทานต่อปราณไท่อินอันเย็นยะเยือกของนางได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องกังวลว่าการฝึกวิชาจะทำลายข้าวของรอบข้างอีก
“ช่างคล้ายกับของที่ข้าเคยมี” อิ๋งปิงนึกถึงของสิ่งเดียวกันในอดีตชาติ นางถอดรองเท้าและถุงเท้าออก สลัดหยดน้ำจากปลายมือ ก่อนก้าวขึ้นบนเตียง
ในพริบตานั้น… นางรู้สึกราวกับได้หวนกลับไปในช่วงเวลาที่เคยอยู่บนยอดเขาแห่งตำหนักกุ้ย เคียงคู่กับแสงจันทร์อันหนาวเหน็บตลอดทั้งปี แม้อยู่เหนือผู้คนทั้งปวง ก็โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงายิ่งนัก
แต่ในตอนนี้ นางเป็นเพียงสตรีที่เพิ่งล้างจานในห้องครัวเสร็จ
ฟู่—
ปราณไท่อินพวยพุ่งขึ้น ถูกกักขังไว้ในขอบเขตของเตียงหยกไขกระดูกเยือกแข็ง นางเข้าสู่สภาวะการฝึกวิชา
เวลาผ่านไป…
ตันเถียนของนางถูกเติมเต็มไปสองส่วนแล้วเมื่อตอนยามจื่อ ปราณไท่อินก็เริ่มสงบลง
นางยังไม่พักผ่อน ขนหงส์แห่งสัจจะลอยนิ่งอยู่ตรงหน้า มีแสงเรืองรองเล็กน้อยปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว นางหยดน้ำค้างราชันมังกรลงบนขนหงส์ กำลังจะเริ่มหลอมรวมแสงแห่งหงส์สวรรค์เข้ากับมัน
ในฐานะวิชาเทพ จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของแสงแห่งหงส์สวรรค์ คือพลังที่ไม่มีวันหมดสิ้น
...
อีกด้านหนึ่ง
ที่หน้าน้ำตก ซึ่งไม่ไกลจากศาลาชิวสุ่ย
“ที่นี่ก็ยังคงเหมือนเดิม” หลี่โม่มาถึงสถานที่ที่เขาชอบฝึกฝนอีกครั้ง
แอ่งน้ำที่เขาเจาะไว้บนหินยังคงมีน้ำฝนสะสมอยู่ มีนกสองตัวกำลังทำความสะอาดขนของมันอย่างมีชีวิตชีวา ทั้งยังไม่หวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย หลี่โม่ไม่ได้ไล่นกทั้งสองไป เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนหิน หลับตาและรับรู้ถึงสิ่งรอบตัวเล็กน้อย
หลังจากที่ใช้วิชาบัวแดงเพลิงกรรมเพื่อเข้าสู่ขั้นสุราหยกแล้ว เขาก็เข้าใจการไหลเวียนของปราณภายในได้ชัดเจนขึ้น ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าเมล็ดบัวเล็กๆในตันเถียน กำลังกลืนกินปราณภายในที่เป็นของเหลวอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ทำให้พลังชีวิตของเมล็ดบัวนั้นอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และได้งอกต้นอ่อนออกมาแล้ว
“เมื่อเมล็ดบัวเติบโตเป็นลำต้น จะมีใบเก้าใบ และถึงคราวออกดอกเมื่อใด ข้าก็จะถือว่าบรรลุขั้นโอสถลึกลับแล้ว”
หลี่โม่นึกถึงความเข้าใจในเคล็ดวิชานั้น เขาหยิบเลือดนกสามขาออกมา แล้วแบ่งออกมาเพียงหยาดหยดหนึ่ง นกสามขาเป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ไม่อาจใช้คำว่า‘สัตว์อสูร’มาอธิบายได้ แม้จะไม่ใช่แก่นแท้ของเลือด แต่เพียงแค่หยดโลหิตธรรมดา ก็จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
“นับว่าโชคดีที่เลือดนกสามขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่ข้าคิดไว้ เพียงแค่มีพลังบางส่วนเล็ดลอดออกมาเล็กน้อย...”
หลี่โม่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารินน้ำทิพย์ชีวิตไม้เขียวออกมาหนึ่งถ้วย แล้วหยดเลือดที่ใสสะอาดลงไป
หลังจากละลายแล้ว ของเหลวในถ้วยก็กลายเป็นสีเขียวทองอ่อนๆ
“เฮ้อ!”
หลี่โม่ถอนหายใจโล่งอก ก่อนเงยหน้าดื่มมันลงไป รู้สึกราวกับเส้นเพลิงสายหนึ่งกำลังไหลลงสู่ช่องท้อง
“ฮู่ว!...ฮึบ!...”
เขากลั้นลมหายใจ ควบคุมการเติบโตของเมล็ดบัว ขณะเดียวกันก็ให้มันรวบรวมปราณภายในอย่างต่อเนื่อง...
พลังชีวิตที่แข็งแกร่ง ปราณหยางอันบริสุทธิ์ พลังทั้งสองไหลวนพัวพันกันในร่างกาย ทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาร้อนระอุราวกับเหล็กเผาไฟ
เขายืนขึ้น พุ่งเข้าไปในน้ำตก
ตูม—
ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์มาอยู่บนฝ่ามือของเขา ปราณศาสตราสังหารจำนวนนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกมา แต่กลับถูกเขาควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ราวกับจับปลาเล็กปลาน้อยให้ว่ายไปมารอบกาย มีเสียงคล้ายกับการฟันใบไม้ในป่าดังขึ้นเป็นระยะๆ
ปราณศาสตราสังหารนี้สามารถทำลายแม้กระทั่งอาวุธระดับมีคมได้ ยอดฝีมือขั้นปราณภายในทั่วไปคงมอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลีในไม่กี่นาที
ร่างกายของหลี่โม่ก็ยังคงมีแสงเรืองรอง อวัยวะภายในทั้งหมดก็ส่งเสียงดังก้องราวกับฟ้าถล่ม โลหิตนกตัวนี้ ยังมีสรรพคุณในการหลอมกายาอีกด้วย!
แท้จริงแล้วหลี่โม่ไม่รู้ว่าช่างฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อจะสร้างอาวุธชั้นยอด มักจะใช้เลือดของวิหคทองมาหลอมคมอาวุธก่อน
ปราณภายในเส้นชีพจรไหลเวียนเร็วขึ้นเรื่อยๆ หลี่โม่รู้สึกว่าร่างกายของเขาพองโต ราวกับภูเขาไฟกำลังจะระเบิด
ฟู่ว—
ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์รับรู้ถึงความต้องการของผู้ใช้ ปลดปล่อยปราณศาสตราสังหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ฉ่า—
ผงหินรอบตัวร่วงหล่นลงมา แต่เมื่อหลี่โม่สั่นร่างกาย ก็กระจัดกระจายหายไปหมดสิ้น
“ในที่สุด… ข้าก็หลอมกายาศาตราสังหารก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นได้แล้ว” หลี่โม่ถอนหายใจออกมา
ในตันเถียน ปรากฏปราณภายในสุราหยก ด้านบนมีดอกบัวตูมลอยอยู่ แต่ดอกยังไม่บานเต็มที่
“ว่าแต่ว่า”
“เหตุใดบริเวณเอวของข้าถึงรู้สึกอุ่นๆกัน?” หลี่โม่จับที่เอวของตัวเอง หรือว่าเลือดของนกสามขามีสรรพคุณในการบำรุงพลังหยางด้วย?
มิน่าเล่า เผ่านกสามขาถึงได้ล่มสลาย... เป็นไปได้ไหมว่ามีคนต้องการเลือดของพวกมันมากเกินไป
หลี่โม่หยุดจินตนาการที่ไร้แก่นสาร เลือดนกสามขาหนึ่งหยดนั้น ยังคงเหลือพลังงานอีกมาก ตอนนี้รู้สึกถึงปราณที่พวยพุ่งอยู่ข้างใน และส่วนที่เหลือก็ซ่อนอยู่ในไตของเขา
“ดูเหมือนว่าพลังของเลือดนกสามขายังใช้ไม่ถึงหนึ่งในสิบ”
“แต่น้ำทิพย์ชีวิตไม้เขียวไม่พอแล้ว”
หลี่โม่ถอนหายใจเบาๆ แม้ว่าเขาจะมีของดีอยู่หลากหลายประเภท แต่ของแบบนี้เขาก็ไม่มีอีกแล้ว
“พรุ่งนี้ข้าจะไปที่หอคัมภีร์ก่อน แล้วค่อยไปพบท่านผู้อาวุโสเซวี่ยที่ยอดเขาโอสถ”
หลี่โม่ตัดสินใจแล้ว ยอดเขาตันติ่ง(โอสถ)เป็นยอดเขาที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาเก้ายอดเขา และยังมีของหายากมากที่สุดด้วย ในมือของเถ้าแก่เซวี่ยอาจจะมีของวิเศษบางอย่างก็ได้ และในแง่หนึ่ง การรวมปราณโอสถลึกลับ ก็คล้ายกับการปรุงยา
...
วันรุ่งขึ้น
ณ หอคัมภีร์
“ข้าจะขึ้นไปที่ชั้นหก” เสียงเคาน์เตอร์ถูกเคาะ
เจ้าหน้าที่ที่กำลังก้มหน้าบันทึกอยู่เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็พบว่าตรงหน้าไม่มีใครเลย
“หรือว่าช่วงนี้ข้าดูภาพวาดมากเกินไป… จิตใจเลยฟุ้งซ่าน?”
เจ้าหน้าที่คนนั้นเกาหัว แล้วก้มลงไปคำนวณหนังสือต่อ
“เจ้าหูหนวกหรือไง?” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“มองลงมาข้างล่างสิ!”
เจ้าหน้าที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็เห็นเด็กน้อยที่สูงพอๆ กับเคาน์เตอร์ กำลังสวมชุดศิษย์สายตรงและมองเขาอย่างไม่พอใจ
“อ้อ… ศิษย์พี่เสี่ยวเป่านี่เอง ขออภัย ขออภัย!”
เจ้าหน้าที่รีบขอโทษ นี่คือศิษย์รักของผู้อาวุโสเซวี่ยแห่งยอดเขาโอสถ
“ช่างเถอะ เจ้าช่วยบันทึกให้ข้าหน่อย ข้าจะไปที่ชั้นหก”
หลังจากบันทึกแล้ว เด็กน้อยก็เดินเตาะแตะไปที่ชั้นหก เจ้าหน้าที่สองคนข้างหลังมองไปที่แผ่นหลังของเขา แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“ศิษย์พี่เสี่ยวเป่า… หากไม่มีความพิการทางร่างกาย ตอนนี้ก็คงบรรลุขั้นปราณญาณเทพแล้วใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว น่าเสียดายที่อาการเช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสเซวี่ยก็ยังไม่อาจรักษาได้”
“เขาไปที่ชั้นหกหลายครั้งแล้ว น่าจะต้องการหาวิธีรักษา”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดกัน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตูอีกครั้ง
เมื่อเห็นคนที่เข้ามา ทั้งสองก็รีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และแสดงความเคารพทันที
“ศิษย์พี่หลี่!”