- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 103 สำหรับมารร้าย ไม่จำเป็นต้องไปคุยเหตุผลกับมัน!
บทที่ 103 สำหรับมารร้าย ไม่จำเป็นต้องไปคุยเหตุผลกับมัน!
บทที่ 103 สำหรับมารร้าย ไม่จำเป็นต้องไปคุยเหตุผลกับมัน!
ท่าเรือหลิงเจียง
ยามสนธยาที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า แสงจันทร์ก็เริ่มทอประกาย งานวัดที่ท่าเรือเพิ่งจะสิ้นสุดลง
เจ้าอาวาสโบกมือ พลันศีรษะของพระพุทธรูปในวัดที่กำลังแย้มสรวล ก็ลอยมาสวมอยู่บนศีรษะของเขาอย่างน่าอัศจรรย์
เขาหันกลับมา มองดูเงาร่างสามคนที่อยู่ด้านหลัง
“พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อจุดธูปบูชาพระ หรือมาอธิษฐานขอพร?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผู้สวมหน้ากากหัวมังกรก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า
“ขอพึ่งพาผู้อื่น สู้พึ่งพาตนเองมิได้”
“กล่าวได้ดี”
เสี่ยวหมีทัวพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มบนเศียรพระพุทธรูปที่สวมอยู่ก็ยิ้มกว้างขึ้น ราวกับพอใจกับคำตอบนี้อย่างยิ่ง
“เจ้าสามคนทำให้พี่ชายประหลาดใจนัก”
“นับจากนี้ไป พวกเจ้าคือส่วนหนึ่งของหอละอองฝนแล้ว สามารถไปรับงานที่หอคลังสังหารได้”
“หากพวกเจ้าทำภารกิจสำเร็จ จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นมือสังหารระดับสูงเป็นกรณีพิเศษ”
เขายกฝ่ามือขึ้น ในฝ่ามือใหญ่โตนั้นมีรูปนกนางแอ่นทองแดงสามตัว ราวกับพวกมันมีชีวิตและกำลังกระพือปีกอยู่
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน เมื่อทำภารกิจสำเร็จ นกนางแอ่นเหล่านี้จะเป็นของพวกเจ้าในภายหลัง”
สามพี่น้องตระกูลหวยมองหน้ากัน ก่อนชายสวมหน้ากากมังกรจะเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้ม
“ผู้น้อยไม่กล้าล่วงเกิน ภารกิจที่ว่าคือภารกิจอะไร?”
“ติดตามข้าไปส่งสินค้าชุดหนึ่ง เพียงแค่ล่องเรือไปตามกระแสน้ำก็เพียงพอแล้ว” เสี่ยวหมีทัวกล่าวอย่างสงบ
“จำไว้ว่าเรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้ใครรู้โดยเด็ดขาด ข้าไม่อยากให้คนของสำนักชิงเยวียนเข้ามาขัดขวาง”
“ถ้าข่าวรั่วไหลไป ใครก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
ขนส่งสินค้า? และห้ามให้คนของสำนักชิงเยวียนรู้เด็ดขาด?
มังกร, พยัคฆ์ และหงส์ มองหน้ากัน แล้วตกอยู่ในความเงียบ
เสี่ยวหมีทัวคิดว่าสามพี่น้องคงเห็นว่าความเสี่ยงนั้นใหญ่หลวงเกินไป และไม่ต้องการเป็นศัตรูกับสำนักชิงเยวียน
เขาหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นอีกครั้ง
“พี่รับตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ที่ท่าเรือนี้มานานกว่าสิบปี ทุกวันเห็นชาวประมงออกไปหาปลา และได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง”
“คลื่นยิ่งเชี่ยวกราก ปลายิ่งมีค่า!”
“หากพวกเจ้าสามพี่น้องไม่อยากเสี่ยง แล้วจะไต่เต้าขึ้นไปได้อย่างไร?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง… แม้หลี่โม่จะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงพิรุธใด ๆ ก่อนถามต่อไปว่า
“หากต้องการให้พวกข้าเสี่ยงภัย อย่างน้อยก็ควรบอกก่อนว่าสินค้าที่ส่งคืออะไร”
“เพียงแค่ส่งเด็กๆไปยังฐานลับของพรรคอสูรปลุกวิญญาณเท่านั้น” เสี่ยวหมีทัวตอบอย่างอดทน
“พวกเจ้าทั้งสามป็นคนฉลาด คิดเห็นว่าอย่างไร?”
ทันทีที่กล่าวจบ ในวัดเล็กๆก็พลันมีเสียงพระสวดมนต์ดังก้องขึ้น ทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย
ความหมายนั้นชัดเจนแล้ว... เรือลำนี้ไม่ใช่ว่าจะลงแล้วจะขึ้นได้ง่ายๆ
“พวกข้ายินดีทำทุกอย่าง”
เสี่ยวหมีทัวเพิ่งจะแสดงท่าทีผ่อนคลายลง แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดประโยคถัดไป กลับปรากฏคมมีดสั้นเล่มหนึ่ง พุ่งทะลุเงามืดมาอย่างเงียบเชียบเพื่อปลิดชีพเขาจากด้านหลัง
การโจมตีนี้ไร้เสียงจนกระทั่งเข้าใกล้เป้าหมาย มันจึงได้เผยพลังสังหารอันน่าตกใจออกมา
แต่เสี่ยวหมีทัวเป็นยอดฝีมือขั้นปราณญาณเทพ ความเร็วในการตอบสนองของเขานั้นรวดเร็วมาก ร่างกายพลันบิดเบี้ยวอย่างประหลาดราวกับงูพิษที่ลื่นไหล หลบการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิตนี้ได้อย่างเฉียดฉิว
เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วใช้สองนิ้วคีบมีดสั้นไว้
หากมิใช่เพราะเขาฝึกวิชาพุทธมาอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถฟื้นคืนสติจากความตกตะลึงได้ทันท่วงที การโจมตีครั้งนี้คงทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อย
“พวกเจ้าต้องการอะไร!?” รอยยิ้มบนเศียรพระพุทธรูปก็พลันกลายเป็นใบหน้าที่ดุดันเต็มไปด้วยโทสะ
ไม่มีใครตอบ สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็นกลุ่มเมฆที่เข้ามาล้อมรอบ
เมฆดำปริมาณมากราวกับพายุฝนสะสม ได้เข้าครอบคลุมเต็มพื้นที่ทุกส่วน
ขอบเขตพลังวัตร?
เสี่ยวหมีทัวตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่านี่ดูเหมือนจะเป็นขอบเขตพลังวัตร แต่กลับไม่มีแรงกดดันของยอดฝีมือขั้ภูมิทัศน์ภายในเลย
ทว่า...ความเย็นยะเยือกนั้นยังคงทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
“อิ๋งปิงหรือ!?”
หลี่โม่รีบเข้าพุ่งไปทางเสี่ยวหมีทัว
วูบ—
สายลมโหมกระหน่ำ! ปราณกระบี่สีเขียวอ่อนและกลิ่นอายสังหารจากเคล็ดวิชาพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ทำให้แสงสีเลือดที่ห่อหุ้มตัวเสี่ยวหมีทัวสั่นไหว
เขายกฝ่ามือขึ้นแล้วดันไปข้างหน้า ฝ่ามือสองข้างสามารถปัดป้องกระบี่ออกไปได้ทั้งหมด
แต่สิ่งที่ตามมาคือกระบี่ยาวสองเล่มที่ส่องประกาย เล่มหนึ่งสีแดง อีกเล่มสีน้ำเงิน พันคดเคี้ยวกันไปมาไม่สิ้นสุด ราวกับมังกรน้ำแข็งและมังกรไฟสองตัวที่กำลังประสานงานกัน
แคร่ก—
กระบี่คู่กระทบเป้าหมายที่แข็งแกร่งราวกับหินเหล็ก
“แค่ก!” เสี่ยวหมีทัวสำลักเลือดออกมาเป็นไอน้ำแข็งผสมเปลวเพลิง
กระบี่คู่นี้เกือบจะปลิดชีพเขา แต่เขายังตอบสนองได้รวดเร็วพอ
บนร่างกายไม่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บ แต่ศีรษะพระพุทธรูปยิ้มกลับดูหม่นหมองลงไปมาก
“หากข้าไม่ได้ฝึกฝนอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบปี วันนี้คงต้องตายเพราะความประมาทเป็นแน่!”
“หลี่โม่ อิ๋งปิง เจ้าถึงกับมาหาข้าเอง วันนี้...”
เขาพูดยังไม่ทันจบดี
“สำหรับมารร้าย เราไม่จำเป็นต้องไปพูดคุยเหตุผลกัน เข้าพร้อมกัน!”
“ข้าจะทุบรูปปั้นศีรษะ ส่วนพวกเจ้าก็สังหารเขาซะ!”
ค้อนปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของหลี่โม่
เขามองออกแล้วว่าหากไม่ทำลายรูปปั้นพระให้แตก ก็ไม่อาจสังหารอีกฝ่ายได้ในเวลาอันสั้น แค่ยอดฝีมือขั้นปราณญาณเทพ ยังรับมือได้ยากถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เสี่ยวหมีทัว “...”
เขาอยากจะตอบโต้ แต่ก็ไม่อยากสู้พร้อมกันถึงสามคน
สำหรับเสี่ยวหมีทัวที่อยู่ในขั้นปราณญาณเทพช่วงกลาง เขามองศัตรูหลักคืออิ๋งปิง ส่วนอีกสองคนก็แค่แมลงวันที่น่ารำคาญ สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
เด็กสาวคนนี้แข็งแกร่งเกินไป แม้จะสู้กันแบบตัวต่อตัว และอาศัยพลังแห่งศรัทธาที่สะสมมานานกว่าสิบปี เขาก็ยังจะคงถูกกดดันเป็นอย่างมาก ตอนนี้ยังมีหลี่โม่เพิ่มเข้ามาอีก
ข้อมูลที่เขารู้มานั้น หลี่โม่ใช้กระบี่มิใช่หรือ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้หยิบค้อนออกมา...
ตู้ม!—
เจ็ดปฐพีปราบนภากระบวนท่าที่สาม สายฟ้ากำจัดมาร!
เมื่อค้อนถูกทุบลงมา ก็มีสายลมและฟ้าร้องดังก้องกึกก้อง ราวกับพายุที่สะสมมาตลอดฤดูหนาว ดังก้องไปทั่วฟ้าทั่วปฐพี ดั่งฝันร้ายของสัตว์ป่าในยามค่ำคืน
นี่คือยอดฝีมือขั้นปราณภายในหรือ?!
ด้วยความตกใจและหวาดกลัว เสี่ยวหมีทัวโยนลูกประคำสีดำประจำตัวออกมา หวังเพียงเพื่อว่าจะหยุดยั้งได้บ้าง
แต่เมื่อลูกประคำเข้าใกล้ กลับมีเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณดังขึ้น มันถูกพลังงานที่แผ่ออกมาทำลายจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
พลังแห่งศรัทธาที่สะสมมานานกว่าสิบปี ภายใต้การลงทัณฑ์จากสวรรค์ที่แท้จริง จึงถูกทำลายลงอย่างราบคาบ
กริ๊ง—
เกิดเสียงระฆังดังทะลุหินทอง บนศีรษะพระพุทธรูปทองคำ มีรอยแตกเหมือนใยแมงมุมค่อยๆปริออก
เพียงชั่วพริบตา แผ่นทองคำก็กะเทาะ เผยให้เห็นโครงกระดูกสีขาวที่อยู่ภายใน
ในที่สุด… เขาก็มิอาจต้านทานปราณกระบี่ที่เย็นยะเยือกอีกสาย ที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวได้อีกแล้ว
สายลมหนาวพัดผ่านร่าง ปราณกระบี่ที่สามารถพุ่งผ่านป่าและแมกไม้ แทงทะลุร่างของเขาจนพรุน เลือดที่ไหลหลั่งยังไม่ทันได้หยดลงมา ก็จับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง
...
ในเวลาเดียวกัน
ตูม! ตูม! ตูม!—
ใกล้ท่าเรือหลิงเจียง ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมกำลังสอบถามข้อมูลอยู่ตามถนน พลันต้องตกตะลึงกับเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“เกิดอะไรขึ้น...” เขามองตามไปทางเสียง
“ทางนั้นคือวัดพระอมิตาภะขอรับ ปกติพวกเราจะไปขอพรกันก่อนออกไปหาปลา”
คำพูดของชาวประมงชราดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของลั่วอวี่
วัดพระอมิตาภะ?
เด็กๆจำนวนมากก็หายตัวไปที่บริเวณนั้นมิใช่หรือ?
เขาไม่ได้คิดอะไรอีก ร่างกายทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนรีบพุ่งไปยังทิศทางที่เสียงนั้นปรากฏ